วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555

พระสมเด็จเกศไชโย หลวงพ่อโตองค์ใหญ่ ...

วัดไชโยเป็นวัดเก่าแก่ ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง บ้างก็ว่าสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรังสี) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม เป็นผู้สร้างวัดนี้ขึ้นโดยอาศัยที่ดินของคุณตา เมื่อแล้วเสร็จให้ชื่อว่า วัดเกศไชโย สนองพระคุณมารดาชื่อ เกศ และคุณตาชื่อ ไชย

วัดไชโยแต่เดิมเป็นวัดราษฎร์ ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดให้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดไชโยขึ้นใหม่ทั่วทั้งพระอาราม และยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวง พระราชทานนามว่า วัดไชโยวรวิหาร

พระประธานในพระอุโบสถ วัดไชโยวรวิหาร
ภายในพระวิหารวัดไชโย เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปนั่งปางสมาธิขนาดใหญ่ ชาวบ้านเรียกท่านว่า หลวงพ่อโต เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในคราวปฏิสังขรณ์วัดไชโย พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า พระมหาพุทธพิมพ์

พระมหาพุทธพิมพ์
พระประธานในพระวิหาร วัดไชโยวรวิหาร
ก่อนจะมาเป็น พระมหาพุทธพิมพ์ ดังที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน  ได้มีความพยายามสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ขึ้นสองครั้งในพระอารามแห่งนี้ โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรังสี) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม

ครั้งแรก สมเด็จโตได้สร้างพระพุทธรูปนั่งขนาดใหญ่มาก ใช้วิธีก่ออิฐก่อดิน แต่ไม่คงทน อยู่ได้ไม่นานก็พังทลายลง  หลังจากนั้น สมเด็จโตได้สร้างพระพุทธรูปนั่งขึ้นใหม่ โดยลดขนาดให้เล็กลงกว่าเดิม แต่ถึงกระนั้นก็ยังนับว่าองค์ใหญ่มาก ครั้งนี้ก่อได้สำเร็จ  เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ก่ออิฐถือปูนขาว ไม่ปิดทอง ตั้งอยู่กลางแจ้งมองเห็นได้จากที่ไกล

หลังจากที่สมเด็จโตมรณภาพไปแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้เจ้าพระยารัตนบดินทร์ (บุญรอด กัลยาณมิตร) เป็นแม่กองบูรณะปฏิสังขรณ์วัดไชโยขึ้นใหม่ทั่วทั้งพระอาราม ระหว่างปี พ.. 2430 – .. 2438 การปฏิสังขรณ์ในครั้งนั้น มีการกระทุ้งฐานราก แรงสั่นสะเทือนทำให้พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สมเด็จโตสร้างไว้พังทลายลง

พระมหาพุทธพิมพ์ หรือ หลวงพ่อโต
ชาวบ้านนับถือกันมาแต่โบราณว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์
แต่ก่อนเมื่อยังไม่มีการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ
ชาวบ้านที่ป่วยเป็นไข้ จะมากราบขอพรและขอน้ำมนต์หลวงพ่อโตไปรักษาตัว

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ นายช่างปั้นพระพุทธรูปฝีพระหัตถ์ยอดเยี่ยมในสมัยนั้นได้เข้ามาช่วยดูแลแก้ไข ทรงพิจารณาเห็นว่า หากจะสร้างพระพุทธรูปขึ้นใหม่ในรูปเดิม ขนาดใหญ่เท่าเดิม กำลังยึดเหนี่ยวของอิฐปูนคงไม่เพียงพอ จึงทรงให้รื้อออกหมดทั้งองค์ แล้วทรงวางรากฐานการก่อสร้างใหม่ ใช้โครงเหล็กช่วยยึดไว้ภายใน มีขนาดเล็กกว่าเดิมเล็กน้อย เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ซ้อนพระหัตถ์ตามลักษณะเดิมที่สมเด็จโตสร้างไว้ แต่ทรงจีวรและพาดสังฆาฏิกว้างตามแบบใหม่ มีนามพระราชทานว่า พระมหาพุทธพิมพ์ คือพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารมาจนถึงทุกวันนี้
รูปหล่อ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรังสี)
แต่เดิมเมื่อแรกสร้าง ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา (ซ้าย)
ต่อมาได้จัดสร้างพระวิหารครอบไว้ และปิดทองตลอดทั้งองค์ (ขวา)
กล่าวถึงสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรังสี) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม ท่านเกิดในเวลาเช้าตรู่ของวันพฤหัสบดี ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 5 ปีวอก จุลศักราช 1150 ตรงกับวันที่ 17 เมษายน พ.. 2331 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ที่ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ชื่อโยมบิดาไม่ปรากฏ โยมมารดาชื่อ เกศเป็นธิดาของนายไชย เป็นชาวท่าอิฐ จังหวัดอุตรดิตถ์ ต่อมาโยมมารดาของท่านได้ย้ายมาอยุธยาและให้กำเนิดสมเด็จโตที่จังหวัดนี้


บางตำนานก็เล่าว่า สมเด็จโตท่านเป็นโอรสนอกเศวตฉัตรในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 เมื่อครั้งที่ยังดำรงพระยศเป็น เจ้าพระยาจักรีกับ นางงุดบุตรสาวของนายผลและนางลา ชาวนาเมืองกำแพงเพชร ในเวลานั้น เจ้าพระยาจักรีเป็นแม่ทัพคุมทัพขึ้นไปรับศึกพม่าทางหัวเมืองเหนือ  แต่ข้อสันนิษฐานนี้ ดูจะไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 เสด็จขึ้นครองราชย์และสถาปนากรุงเทพฯ เป็นราชธานี ในปี พ.. 2325 แต่สมเด็จโตท่านเกิดในปี พ.. 2331 หรือหลังจากที่รัชกาลที่ 1 เสด็จขึ้นครองราชย์ไปแล้ว 6 ปี  ส่วนศึกพม่าที่อะแซหวุ่นกี้ตีหัวเมืองเหนือและขอดูตัวเจ้าพระยาจักรีนั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างปี พ.. 2318 – .. 2319 ในรัชสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ก่อนที่จะสถาปนากรุงเทพฯ เป็นราชธานี

เมื่อสมเด็จโตเป็นเด็กนอนแบเบาะอยู่นั้น มารดาได้ย้ายมาอยู่ที่ตำบลไชโย จังหวัดอ่างทอง พอสอนนั่งได้ มารดาก็ย้ายไปอยู่ที่บางขุนพรหม กรุงเทพฯ  ด้วยเหตุนี้ จึงสันนิษฐานว่า พระนั่งหรือพระพุทธรูปในพุทธลักษณะนั่งสมาธิที่สมเด็จโตเคยสร้างขึ้น ณ วัดไชโย จังหวัดอ่างทองแห่งนี้ ก็เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงสถานที่ ๆ ท่านได้สอนนั่ง
(ซ้าย) พระพุทธไสยาสน์ หรือพระนอน วัดสะตือ จ.พระนครศรีอยุธยา

(ขวา) พระศรีอริยเมตไตร หรือหลวงพ่อโต วัดอินทรวิหาร กรุงเทพมหานคร

มีเรื่องเล่าว่า ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง 
เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรได้มาทิ้งระเบิดย่านบางขุนพรหมเทเวศร์ แต่กลับไม่เป็นอันตราย
สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวะ) วัดสุทัศนเทพวราราม เคยรับสั่งกับผู้ที่คิดจะอพยพหลบภัยไปอยู่ที่อื่นว่า
วัดอินทรวิหารเหมาะสมปลอดภัยดีแล้ว หลวงพ่อโตท่านก็คุ้มครองอยู่ คงจะปัดเป่าภยันตรายไปได้
เพราะสมเด็จพระพุฒาจารย์โตท่านเป็นผู้สร้างและได้ทำไว้ดีแล้ว
ด้วยข้อสันนิษฐานนี้ จึงเกี่ยวพันถึงพระพุทธรูปที่สมเด็จโตท่านได้สร้างขึ้นอีกสององค์ คือพระพุทธไสยาสน์ หรือพระนอน วัดสะตือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นอนุสรณ์ว่าท่านเกิดที่นั่น  และพระศรีอริยเมตไตร หรือหลวงพ่อโต พระพุทธรูปยืนปางอุ้มบาตรองค์ใหญ่ที่วัดอินทรวิหาร กรุงเทพฯ เพื่อเป็นอนุสรณ์ว่าเป็นนิวาสสถานที่ท่านหัดตั้งไข่หรือยืนเมื่อครั้งเยาว์วัย

สมัยเป็นเด็ก สมเด็จโตได้เรียนหนังสือในสำนักของท่านเจ้าคุณอรัญญิก พระเถระชาวเวียงจันทน์ผู้ทรงคุณด้านวิปัสสนากรรมฐาน อยู่วัดอินทรวิหาร ต่อมาเมื่อบรรพชาเป็นสามเณร เจ้าคุณอรัญญิกได้พาสามเณรโตไปฝากเป็นศิษย์ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (นาค) วัดระฆัง เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาด้านวิปัสสนาธุระในสำนักของสมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) สมเด็จโตเป็นผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลม ความจำดีและมีไหวพริบปฏิภาณยอดเยี่ยม สมเด็จพระสังฆราช (สุก) ถึงกับเอ่ยปากชมว่า "สามเณรโตเขามาแปลหนังสือให้ฟัง เขาไม่ได้มาเรียนหนังสือกับฉันดอก"

สิ่งที่สมเด็จโตสร้างและมีผู้รู้จักกันมากที่สุด เห็นจะได้แก่ พระสมเด็จ  พระเครื่องของสมเด็จโตเป็นที่นิยมนับถือกันมานาน เป็นหนึ่งในพระเครื่องชุด เบญจภาคี ที่นักสะสมพระเครื่องปรารถนาจะมีไว้ในครอบครองเป็นที่สุด

วัดระฆังโฆสิตาราม (ภาพในอดีต)
สถานที่ให้กำเนิด "พระสมเด็จ" 
สุดยอดพระเครื่องแดนสยาม
หนึ่งในพระเครื่องชุดเบญจภาคี
แม้ผู้สร้างเอง คือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรังสี) ก็เคยรับสั่งว่า
"ให้เก็บรักษาไว้ให้ดีเถิด ต่อไปภายหน้าจะหาได้ยากนัก"
พระธรรมถาวร (ช่วง จนฺทโชติ) รองเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามในอดีต ท่านเป็นชาวบางระมาด ฝั่งธนบุรี มาอยู่วัดระฆังในปี พ.ศ. 2397 เมื่ออายุได้ 13 ปี และมรณภาพในปี พ.ศ. 2477 เป็นพระเถระที่มีอายุยืนยาวถึง 92 ปี เป็นผู้หนึ่งที่ได้ใกล้ชิดและมีโอกาสศึกษาเล่าเรียนกับสมเด็จโต อีกทั้งเคยช่วยสมเด็จโตพิมพ์พระ ท่านเล่าให้ฟังว่า สมเด็จโตท่านสร้างพระเครื่องด้วยข้าวสุก กล้วย เปลือกกล้วยน้ำไทบ้าง กล้วยน้ำว้าบ้าง ดินสอพองชนิดเหลืองที่ใช้เขียนกระดานชนวน ปูนสอที่ร่วงหล่นจากพระเจดีย์และกำแพงวัด เอามาตำให้ละเอียดผสมกับผงอาคมของท่าน แล้วเคล้าด้วยน้ำผึ้งบ้าง น้ำตาลเคี่ยวบ้าง เมื่อผสมผงได้ที่แล้ว นำมาปั้นและคลึงให้เป็นท่อนยาว แล้วตัดเป็นข้อ ๆ ผ่ากลาง จากนั้นก็นำมาอัดพิมพ์ เมื่อแกะจากแม่พิมพ์แล้ว ท่านเอามีดเจียนหัวเจียนท้ายและข้าง ๆ ตกแต่งให้เรียบร้อย คราวละ 400 – 500 องค์ แล้วท่านก็ทำการปลุกเสก วันละสามครั้ง ต่อจากนั้นก็นำออกแจกจ่ายในโอกาสต่าง ๆ ตามสมควร ในตอนหลังเมื่อสร้างมากขึ้น สมเด็จโตท่านก็นำใส่บาตรหรือกระบุงไปตั้งไว้ในหอสวดมนต์ตรงหน้าพระพุทธรูป แล้วโยงสายสิญจน์จากพระพุทธรูปไปวงที่พระสมเด็จ แล้วบอกให้พระที่มาเจริญพระพุทธมนต์ในพรรษาปลุกเสกให้ด้วย

เนื่องจากสมเด็จโตท่านทำพระสมเด็จแจกเรื่อยมา หลายครั้งหลายคราว มากบ้างน้อยบ้าง เนื้อพระจึงแตกต่างกันออกไป ส่วนมากท่านใช้อาหารหลักที่ท่านฉันคือข้าวสุกและกล้วย แบ่งเอามาผสมกับผงวิเศษของท่าน ส่วนผสมในแต่ละคราวจึงไม่เหมือนกันเสียทีเดียว คราวใดมีส่วนผสมของปูนสอมาก เนื้อพระจะออกมาดูแกร่ง แต่หากคราวใดมีส่วนผสมของปูนสอน้อย แต่มีข้าวสุกและกล้วยมาก เนื้อพระก็จะดูหนึกนุ่ม  สีของพระก็ต่างกันตามเนื้อพระไปด้วย บางรุ่นก็มีสีขาว บางรุ่นก็มีสีเหลืองหรือสีค่อนข้างน้ำตาล เป็นต้น

พระเครื่องที่สมเด็จโตท่านสร้างขึ้น เวลาท่านไปไหนมาไหนก็นำติดย่ามไปด้วยเพื่อแจกให้กับญาติโยม เหตุนี้เองพระสมเด็จเฉพาะที่วัดระฆัง จึงถือกันว่าไม่ใช่พระกรุและไม่มีขี้กรุ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่มีผู้ใดทราบอีกเหมือนกันว่า สมเด็จโตท่านได้นำพระสมเด็จบรรจุไว้ในพระเจดีย์ที่วัดระฆังบ้างหรือไม่  ที่ทราบก็มีเพียง "พระสมเด็จปิลันทน์" พระพิมพ์ซึ่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด) วัดพระเชตุพน เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ "พระพุทธุปบาทปิลันทน์" อยู่วัดระฆัง ได้มาขอผงวิเศษจากสมเด็จโตไปผสมรวมกับผงใบลานเผาของท่าน สร้างเป็นพระพิมพ์แล้วนำมาบรรจุไว้ในพระเจดีย์ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งอยู่หลังพระอุโบสถวัดระฆังโฆสิตาราม

พระสมเด็จปิลันทน์ พิมพ์ปรกโพธิ์
ส่วนพระเครื่องที่สมเด็จโตท่านสร้างและบรรจุกรุไว้ตามพระอารามต่าง ๆ ก็มี เช่นที่พระเจดีย์หน้าพระอุโบสถวัดใหม่อมตรส เรียกกันว่า "พระสมเด็จบางขุนพรหม" ที่ภายในองค์หลวงพ่อโต วัดอินทรวิหาร  ที่วัดศรีสุดาราม (วัดชีปะขาว บางกอกน้อย) ที่วัดตะไกร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และที่วัดไชโยวรวิหาร จังหวัดอ่างทอง ที่เรียกกันว่า "พระสมเด็จเกศไชโย"

เล่ากันว่า ภายหลังจากที่สมเด็จโตมรณภาพ พระเครื่องที่ท่านสร้างขึ้นและเก็บไว้ในบาตร สัด กระด้ง และในหอสวดมนต์ ได้ถูกขนย้ายมาเก็บรวมกันไว้ในวิหาร ไม่ค่อยได้รับการเหลียวแลเอาใจใส่เท่าใดนัก  ต่อมา มีผู้ไปพบพระสมเด็จและนำติดตัวไปบูชา ได้ประสบกับความอัศจรรย์ อภินิหารต่าง ๆ นา ๆ ทั้งเมตตามหานิยม ลาภโชคโภคทรัพย์ แคล้วคลาดคงกระพัน ตลอดจนทำน้ำมนต์รักษาโรคภัยไข้เจ็บ เป็นที่กล่าวขานเลื่องลือ  กลายเป็นมูลเหตุให้ผู้คนทั่วไปเริ่มรู้จักและเสาะแสวงหาพระสมเด็จ

พระสมเด็จเกศไชโย
กล่าวกันว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรังสี) ท่านเป็นผู้สร้างที่วัดระฆัง

และนำไปบรรจุกรุไว้ที่วัดไชโยวรวิหาร จังหวัดอ่างทอง
พระสมเด็จที่วัดไชโยวรวิหารนี้  บรรจุอยู่ในองค์พระเจดีย์ ต่อมาพระเจดีย์พังลง จึงมีผู้พบและเรียกพระเครื่องกรุนี้ว่า พระสมเด็จเกศไชโย  องค์พระมีลักษณะหูยาน เศียรโต เรียกกันว่า หูบายศรี เศียรบาตร เนื้อพระค่อนข้างเหลือง มี 5 พิมพ์คือ พิมพ์อกร่องหูยานหรืออกร่องหูบายศรี 9 ชั้น พิมพ์อกร่องหูยาน 8 ชั้น พิมพ์อกร่องหูยาน 7 ชั้น พิมพ์อกร่องหูยาน 6 ชั้น และพิมพ์อกร่องหูยาน 5 ชั้น  

ช่วงปี พ.. 2495 อันเป็นระยะต้น ๆ ที่พระสมเด็จเกศไชโยเริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลาย ราคาเช่าบูชาในขณะนั้นเพียงองค์ละ 50 – 100 บาทเท่านั้น ปัจจุบัน ความนิยมพระสมเด็จเกศไชโยไม่แพ้สมเด็จวัดระฆังและสมเด็จบางขุนพรหม และราคาเช่าบูชาก็ไปไกลมากแล้ว

ปัจจุบัน พระสมเด็จ ของสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรังสี) ไม่ว่าจะเป็นกรุใด ล้วนเป็นพระเครื่องที่หาของแท้ได้ยากและมีราคาเช่าบูชาที่สูงมาก  ท่านที่มีพระสมเด็จไว้ในครอบครอง ย่อมหวงแหนและเก็บรักษาอย่างมิดชิด ไม่ค่อยนำมาอวดกัน เพราะในยุคสมัยที่พระเครื่องเก่าเป็นที่นิยมและเป็นของสูงค่าราคาแพง นอกจากจะให้พระคุ้มครองเจ้าของพระแล้ว เจ้าของพระก็ต้องคุ้มครองพระด้วย

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4
ในฉลองพระองค์ทรงศีล
สำหรับท่านที่ไม่มีพระสมเด็จไว้บูชา ก็นิยมอัญเชิญ พระคาถาชินบัญชร มาสวดบูชาแทน พระคาถานี้ สมเด็จโตเก็บความมาจากคัมภีร์โบราณผูกหนึ่งซึ่งได้มาจากลังกา มีคุณานุภาพมากมาย ผู้ใดได้เจริญภาวนาไว้เสมอ จะเจริญด้วยลาภยศ อายุยืนยาว ปราศจากภัยอันตรายทั้งปวง  ในงานพระราชพิธีหนึ่ง สมเด็จโตได้เจริญพระคาถาชินบัญชรถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงสดับแล้วรับสั่งว่าพระคาถานี้ดี ซักถามขรัวโตว่าได้มาจากไหน แต่งเองหรือเปล่า สมเด็จโตท่านก็ถวายพระพรว่าเป็นสำนวนเก่า นำมาตัดตอนแก้ไขดัดแปลงใหม่  ตั้งแต่นั้นมา ทรงมีรับสั่งให้เจ้าจอมหม่อมห้ามและข้าราชบริพารใกล้ชิดพระยุคลบาทเจริญภาวนาพระคาถาบทนี้
หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร
ศิษย์รุ่นอาวุโสของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน
พระอาจารย์มั่นเคยพยากรณ์ไว้ว่า ศิษย์รุ่นต่อไปที่จะมีชื่อเสียงโด่งดังคือ ท่านสิมกับท่านมหาบัว
(ท่านสิมก็คือ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ท่านมหาบัวก็คือ หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี)
หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร แห่งวัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เป็นพระเถระอีกท่านหนึ่งที่ชักชวนพระเณรและญาติโยมสวดพระคาถาชินบัญชร  เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อปี พ.ศ. 2529  มีโยมเอารูปหล่อเก่าของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรังสี) มาถวาย ท่านก็เลยสั่งให้ลูกศิษย์ไปคัดลอกบทสวดพระคาถาชินบัญชรพร้อมทั้งบทแปล มาแจกจ่ายให้สมาชิกของวัดถ้ำผาปล่องได้สวด หลวงปู่สิมเอง ท่านก็หัดสวดไปพร้อม ๆ กับลูกศิษย์ด้วย ท่านบอกเพียงว่า "หลวงพ่อโตท่านสั่งให้สวด"  ตั้งแต่นั้นมา พระคาถาชินบัญชร จึงเป็นบทสวดมนต์ประจำอีกบทหนึ่งของวัดถ้ำผาปล่อง ด้วยประการฉะนี้

พระคาถาชินบัญชรนี้เป็นพระคาถาศักดิ์สิทธิ์ เป็นการอัญเชิญคุณพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ มาเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกัน มาประดับในสรีระร่างกายของตน เพื่อความเป็นสิริมงคลปลอดภัยในที่ทั้งปวง สมเด็จโตท่านใช้พระคาถาบทนี้เสกพระเครื่องของท่าน นอกจากนี้ การสร้างพระเครื่องของครูบาอาจารย์ในยุคต่อ ๆ มา ก็ได้อัญเชิญพระคาถาชินบัญชรนี้มาสวดในพิธีพุทธาภิเษกอยู่เสมอ ๆ
เจ้าคุณนรฯ  หรือท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุ
วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร
พระเถระผู้ได้รับการเคารพยกย่องว่าเป็น "พระอรหันต์กลางกรุง"
ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ฯ วัดเทพศิรินทราวาส เคยปรารภกับผู้ใกล้ชิดว่า  "...สำหรับพระเครื่องที่อาตมาพบว่ามีพลังมากที่สุดก็คือ พระสมเด็จของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พฺรหฺมรังสี แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม เพราะพลังจิตของท่านสูงและบริสุทธิ์อย่างแท้จริง อีกทั้งชินบัญชรคาถา ก็เป็นพระคาถาที่ได้ร้อยกรองมาอย่างดี อาตมาใช้สวดในการอธิษฐานจิตเป็นประจำ.."


อ้างอิง   -  พระสมเด็จ (โต) ของท่านอาจารย์เทพชู ทับทอง
            -  พระพุทธรูปสำคัญ กรมศิลปากร

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น