วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

อานุภาพแห่งพระเครื่อง มีจริง ?

 
".. การนับถือพระพิมพ์นั้น บางทีก็เลยแก่นประสงค์ของผู้สร้าง
นับถือกันว่า เป็นเครื่องรางสำหรับคุ้มตนให้พ้นอันตราย ถือเช่นนั้นก็ไม่มีโทษอันใด 
เว้นแต่จะเอาไปคุ้มตน เพื่อทำการบาปกรรม เช่นปล้นสะดมหรือทำร้ายผู้อื่น
ด้วยประการอย่างใดก็ไม่สามารถจะคุ้มใครได้ .."
                                                                                                               สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

พระเครื่องที่สร้างกันโดยทั่วไป นิยมทำเป็นพระพุทธปฏิมากรองค์เล็ก ๆ สะดวกในการนำติดตัว เพื่อรำลึกถึงพระพุทธเจ้า ถึงแม้พระพุทธองค์จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว แต่พุทธานุภาพยังคงมีอยู่ตลอดกาล

คนที่มีความทุกข์ร้อน เมื่อเข้าไปในพระอุโบสถ ได้เห็นได้กราบพระประธาน ความทุกข์ร้อนที่มีอยู่ในใจก็อาจคลายลงไปได้  คนที่เจ็บป่วย ญาติพี่น้องนำพระพุทธรูปมาวางไว้ใกล้ ๆ เตียง หรือนิมนต์พระมาเจริญพระพุทธมนต์ ก็ช่วยให้ผู้ป่วยมีขวัญกำลังใจดีขึ้น บางครั้งมีชีวิตยืนยาวต่อไปได้อีก  บางท่านมีพระพุทธรูปอยู่ในบ้าน หรือมีพระเครื่องอยู่กับตัว ก็รู้สึกอุ่นใจว่ามีสิ่งที่สามารถคุ้มครองป้องกันตนให้พ้นจากอันตราย ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ก็เป็นเพราะพุทธานุภาพแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ซึ่งแตกต่างกับการกราบไหว้รูปปั้นอิฐปูนหรือโลหะอื่น ๆ ที่ไม่ใช่พุทธปฏิมากร
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม
และพระเครื่องที่ท่านทำขึ้นเพื่อแจกญาติโยม
ครูบาอาจารย์หลาย ๆ ท่าน จึงนิยมสร้างพระเครื่องเป็นของที่ระลึก ตอบแทนน้ำใจญาติโยมที่มาทำบุญหรือช่วยงานพระศาสนา ตัวอย่างเช่น พระเครื่องของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม ท่านนำอาหารที่ฉันเป็นปรกติ ได้แก่ ข้าวสุก กล้วย ผสมกับปูนสอที่ร่วงหล่นจากพระเจดีย์บ้าง กำแพงวัดบ้าง เอามาบดให้ละเอียด ผสมกับผงอาคมของท่าน แล้วเคล้าด้วยน้ำผึ้งหรือน้ำตาลเคี่ยว นำมากดลงในแม่พิมพ์เป็นพระสมเด็จ เวลาท่านไปไหนมาไหนก็นำติดย่ามไปด้วยเพื่อแจกให้กับญาติโยม

หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่
อธิษฐานจิตและประพรมน้ำพระพุทธมนต์ เหรียญหลวงปู่แหวน รุ่นเราสู้
เพื่อนำไปแจกให้กับทหารตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดน
พระเครื่อง รวมถึงเหรียญคณาจารย์และเครื่องรางของขลังต่าง ๆ นั้น โดยทั่วไป ก่อนที่จะนำออกแจกจ่ายหรือให้เช่าบูชา ก็นิยมนำเข้าพิธีพุทธาภิเษก โดยนิมนต์พระเถระผู้มีความเชี่ยวชาญในการทำสมาธิ นั่งภาวนาส่งกระแสจิตอัญเชิญคุณพระรัตนตรัยเข้าไปสถิตในวัตถุมงคลนั้น ๆ  

หากพระเถระผู้ทำการปลุกเสกเป็นผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ เป็นผู้มีญาณ ฝึกฝนจิตจนมีอำนาจจิตสูง วัตถุมงคลนั้น ๆ ก็จะได้รับการถ่ายทอดพลังจิตไว้อย่างสมบูรณ์  และหากผู้ที่นำวัตถุมงคลนั้นไปสักการบูชาเป็นผู้มีศีลธรรม ไม่นำไปใช้ในทางทุจริตชั่วร้าย  วัตถุมงคลนั้น ๆ ก็ย่อมมีความศักดิ์สิทธิ์ มีผลทุกอย่างตามที่ท่านผู้ปลุกเสกอธิษฐานไว้ว่าจะให้เกิดผลอะไร

พระอริยสงฆ์ ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา
ได้รับการยกย่องและนิมนต์เข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษกครั้งสำคัญ ๆ เสมอ
ในอดีต ยามที่บ้านเมืองไม่สงบหรือเข้าสู่ภาวะสงคราม มีการสร้างพระพิมพ์และเครื่องรางของขลังมอบเป็นขวัญกำลังใจให้กับทหารตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในสมรภูมิรบ โดยนิมนต์ครูบาอาจารย์ผู้ทรงอภิญญามาประกอบพิธีปลุกเสก ปรากฏเป็นที่เลื่องลือว่าอยู่ยงคงกระพันจริง

ท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุ หรือ พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต (เจ้าคุณนรฯ)
วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ
ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นพระอรหันต์กลางกรุง
ของที่ท่านเสกมีอภินิหารศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่มหาชนเป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม เรื่องความศักดิ์สิทธิ์และอิทธิปาฏิหาริย์ต่าง ๆ นี้ อาจเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้ไม่สิ้นสุดระหว่างคนที่เชื่อกับคนที่ไม่เชื่อ  ครั้งหนึ่งเคยมีผู้กราบนมัสการถามท่าน "ธมฺมวิตกฺโกภิกขุ" หรือท่านเจ้าคุณนรฯ วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ เกี่ยวกับอภินิหารของพระเครื่องสำนักต่าง ๆ ว่ามีจริงหรือไม่อย่างไร ท่านเจ้าคุณได้ให้ความเห็นว่า 

"ผู้นับถือมีใจมั่นคงและยึดมั่นในสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้ว ย่อมมีพลังแก่กล้า แม้ไม่ต้องมีพระก็อาจจะผ่านอันตรายไปได้ แต่การมีพระอยู่ติดตัวนั้นก็เป็นการดี เป็นพุทธานุสติ ส่วนอภินิหารนั้นเป็นไปได้จริง เพราะเป็นเรื่องแห่งอำนาจจิต"

ท่านเจ้าคุณนรฯ มีปรัชญาของท่านอยู่ว่า วัตถุมงคลจะมีความขลังศักดิ์สิทธิ์นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับพลังจิตตานุภาพแห่งสมาธิชั้นสูง  มีอำนาจจิตสูงพอที่จะถ่ายทอดพลังลงในวัตถุมงคลนั้น ๆ ได้ และเป็นการถ่ายทอดพลังจิตโดยปราศจากอามิส ไม่ว่าจะเป็นข้าวของเงินทองหรือแม้แต่ชื่อเสียง  

ท่านเจ้าคุณเคยกล่าวว่า พระเครื่องที่ท่านพบว่ามีพลังมากที่สุด คือพระสมเด็จของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม เพราะพลังจิตของท่านสูงและบริสุทธิ์อย่างแท้จริง อีกทั้ง ชินบัญชรคาถา ก็เป็นพระคาถาที่ได้ร้อยกรองมาเป็นอย่างดี ท่านเจ้าคุณนรฯ เองก็ใช้สวดในการอธิษฐานจิตเป็นประจำ

วัตถุมงคลที่ท่านเจ้าคุณนรฯ ได้อธิษฐานจิตนั้น มีทั้งพระเครื่องและพระพ่อแม่ธรณีปฐวีธาตุ หรือก้อนกรวดซึ่งนำมาจากอำเภอบางบ่อ  ท่านจะไม่ใช้คำว่า "ปลุกเสก" ด้วยเหตุผลว่า พระพุทธเจ้าท่านสำเร็จเป็นพระสัพพัญญูเจ้า ไม่มีผู้ใดไปทำให้ท่านสำเร็จขึ้นเป็นพระพุทธเจ้าได้อีก   ท่านจะใช้การอธิษฐานจิตอัญเชิญคุณพระรัตนตรัยและอำนาจแห่งศีล สมาธิ ภาวนา และพระบารมีแห่งสมเด็จพระอุปัชฌาย์ของท่าน (คือสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เจริญ ญาณวโร) มาสถิตในวัตถุมงคล จึงทำให้วัตถุมงคลเกิดอำนาจเป็นมหัศจรรย์

เคยมีผู้สงสัยว่า พระเครื่องนั้นสามารถคุ้มครองแม้แต่เสือร้ายหรือนักเลงอันธพาลที่มีพระติดตัว เหตุใดพุทธานุภาพจึงเป็นเช่นนั้น ท่านเจ้าคุณกล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า "อิทธิปาฏิหาริย์ย่อมไม่อยู่เหนือกฏแห่งกรรมไปได้"  สุดท้าย ย่อมเป็นไปตามพุทธวจนะที่ว่า "สัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นมรดก มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นพวกพ้อง มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ได้กระทำกรรมอันใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เขาทั้งหลายย่อมได้รับผลแห่งกรรมนั้น"

พระเทพสุทธาจารย์ (หลวงปู่โชติ คุณสมฺปนฺโน)
พระเถระสายวิปัสสนากรรมฐาน ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ท่านรับนิมนต์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นเจ้าอาวาสองค์แรก
ของวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
เรื่องการบรรจุพลังจิตลงในวัตถุมงคลนั้น พระเทพสุทธาจารย์ หรือ หลวงปู่โชติ คุณสมฺปนฺโน แห่งวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ยืนยันว่าเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ และหากอาจารย์ผู้มีความสามารถนั้นท่านได้ประทับอย่างใดแล้ว ก็จะเป็นอยู่เช่นนั้นตลอดไป ไม่มีทางเสื่อมคลาย

หลวงปู่โชติ คุณสมฺปนฺโน เป็นศิษย์องค์สำคัญของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล แห่งวัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์ หลวงปู่โชติได้ติดตามหลวงปู่ดูลย์ธุดงค์ตามป่าเขาลำเนาไพรอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ยังเป็นสามเณรโชติ ได้ยึดถือวัตรปฏิบัติแห่งพระอาจารย์ของตนเป็นแนวทางจนเป็นที่ยอมรับนับถือในหมู่พุทธศาสนิกชนอย่างกว้างขวาง

หลวงปู่โชติได้รับการกล่าวขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ว่า ท่านสามารถเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า รู้ใจและดักใจคน ห้ามลมห้ามฝน รู้ภาษาสัตว์ ย่นระยะทาง แบ่งภาคปรากฏในสถานที่ต่างกันในเวลาเดียวกัน

พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์
ภาพถ่ายนี้ มีชื่อเรียกว่า ภาพกายทิพย์
เพราะมีภาพหลวงปู่ดูลย์ในอิริยาบทนั่งขัดสมาธิปรากฏซ้อนอยู่ข้างใน
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล เป็นครูบาอาจารย์อีกรูปหนึ่งที่ไม่ใส่ใจและไม่สนใจเรื่องวัตถุมงคลเลย  อีกทั้งไม่เคยชี้ชวนให้ใครเชื่อ หรือเห็นความสำคัญของสิ่งอัศจรรย์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ ไสยศาสตร์ อาถรรพ์ลี้ลับต่าง ๆ   เวลาที่ใครมาขอของดีจากท่าน ท่านมักจะบอกว่า "เอาไปทำไม ของที่เป็นภาระต้องเอาใจใส่ดูแล ของที่ต้องทิ้งเสียในภายหลัง" แล้วท่านก็สอนเป็นปริศนาธรรมว่า "จงเอาสิ่งที่เอาไปได้ จงอย่าเอาสิ่งที่เอาไปไม่ได้"

หากพิจารณาดู ก็ย่อมเห็นความเป็นจริงตามที่หลวงปู่ท่านสอน วัตถุมงคลนี้ เป็นเครื่องอุ่นใจได้ก็เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น สุดท้ายทุกคนก็ต้องตายด้วยกันทั้งหมด แม้ตัวอาจารย์เอง ผู้สร้างหรือแจกวัตถุมงคล ก็ไม่อาจหนีพ้นความตายไปได้ สิ่งที่จะนำติดตัวเป็นที่พึ่งได้ในทุกภพชาติ ก็คือบุญกุศลที่ได้สั่งสมไว้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่

อย่างไรก็ตาม หลวงปู่ท่านก็ไม่ได้ตั้งข้อรังเกียจ เพราะเข้าใจดีว่าคนมีหลายระดับ เพื่อเป็นการให้กำลังใจแก่พวกเขา ให้ได้พ้นทุกข์เล็ก ๆ น้อย ๆ ท่านจึงอนุเคราะห์อนุโลมตามความประสงค์ของทางโลกบ้าง เหรียญและวัตถุมงคลที่ศิษยานุศิษย์มาขออนุญาตท่านจัดสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ  หรือเพื่อนำไปแจกให้กับทหารตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่  หลวงปู่ก็เมตตาแผ่พลังจิตให้ตามสมควร  

หลวงปู่ได้เคยวิสัชชนาเรื่องนี้ให้กับผู้ที่มาสนทนาธรรมได้ฟังว่า ".. พวกท่านทั้งหลายแสดงความสนใจในการบำเพ็ญภาวนา ก็พากันบำเพ็ญภาวนาไป ไม่ต้องไปห่วงไปสนใจกับวัตถุมงคลอันเป็นของภายนอกนี้ แต่สำหรับผู้มีจิตใจเพลิดเพลินอยู่ ยังยินดีในการเกิดตายในวัฎสงสาร ยังไม่สามารถหันมาสู่การปฏิบัติธรรมได้ ก็ให้อาศัยวัตถุภายนอก เช่นวัตถุมงคลเช่นนั้น เป็นที่พึ่งไปก่อน อย่าไปตำหนิติเตียนอะไรเลย

ครั้นเขาเหล่านั้นประสบเหตุเภทภัยมีอันตรายแก่ตน และเกิดแคล้วคลาดด้วยคุณแห่งพระรัตนตรัยก็ดี โดยบังเอิญก็ดี ก็จะเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้ในภายหลัง ซึ่งก็จะเป็นเหตุให้เจริญงอกงามในทางที่ถูกต้องได้เอง..."


ท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณ ศิษย์ผู้ใกล้ชิด เคยกราบเรียนถามหลวงปู่ดูลย์ว่า "หลวงปู่เชื่อความศักดิ์สิทธิ ์ไหม ?" หลวงปู่ตอบว่"ความศักดิ์สิทธิ์ไม่เคยมี มีแต่พลังและความสามารถของจิต" ท่านอธิบายว่า "จิตจะมีพลังได้นั้น ก็ต่อเมื่อได้สมาธิ เมื่อทำสมาธิได้ หรือเกิดสมาธิ จิตมีอารมณ์เดียว จิตจึงจะมีพลัง เมื่อจิตมีพลังแล้วจะหันไปใช้ทางไหนก็ย่อมได้ หากนำไปใช้ในทางที่เสียหาย เป็นมิจฉาสมาธิ ก็ทำให้เสียหายได้ แต่ถ้าใช้ในทางที่ให้ประโยชน์ ให้เกิดพลังปัญญาเพื่อตัดกิเลสความชั่วร้ายต่าง ๆ เพื่อยกระดับจิตของเราให้พ้นจากความทุกข์ จึงจะเป็นพลังจิตที่เป็นสัมมาทิฏฐิ และเป็นทางที่ถูกต้อง"

ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ดูลย์ รับนิมนต์เข้าไปนั่งปรกในพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลของวัดธรรมมงคล สุขุมวิท เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ท่านออกมานั่งพักที่กุฏิเล็ก ๆ สนทนากับเหล่าศิษย์ที่ศึกษาเล่าเรียนอยู่ในกรุงเทพฯ จำนวนหลายรูป  มีรูปหนึ่งไม่เคยเห็นหลวงปู่เข้าพิธีพุทธาภิเษกมาก่อน เพิ่งเห็นครั้งนี้เอง จึงถามหลวงปู่ว่า นั่งปรกเขาทำกันอย่างไร  หลวงปู่ตอบว่า "อาจารย์องค์อื่น ๆ เขานั่งปรกนั่งพุทธาภิเษกอย่างไรเราไม่รู้ ส่วนตัวเรานั่งทำสมาธิอย่างเดียวตามแบบฉบับของเรา"

ถึงแม้หลวงปู่ท่านจะไม่สนใจในเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่าง ๆ แต่ก็มีเรื่องแปลกน่าอัศจรรย์เกี่ยวกับท่านเกิดขึ้นอยู่เสมอ ๆ จะนำมาเล่าสู่กันฟังสักเรื่อง..

ครั้งหนึ่ง ลูกศิษย์ได้นิมนต์หลวงปู่ไปที่กำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ทางนั้นเขาเตรียมภาพถ่ายของหลวงปู่ไว้ปึกหนึ่งสำหรับแจกญาติมิตรและบริวาร  คนที่นิมนต์เขาเป็นเลขาสมาคมชาวไร่อ้อย อำเภอกำแพงแสน ชื่อกำนันราชัย ก็บ่นให้หลวงปู่ฟังว่า อ้อยปีนี้ถ้าจะแย่ ฝนไม่ตก อ้อยกำลังจะเฉาตาย เดือนเจ็ดเข้าไปแล้วใกล้จะถึงเดือนแปด จะเข้าพรรษาแล้วฝนยังไม่ตกเลย 

ตอนนั้นดูเหมือนจะเป็นงานทำบุญเปิดปั๊มน้ำมันของเสี่ยอะไรคนหนึ่ง เขามานิมนต์หลวงปู่ ท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณก็ตามไปด้วย และมีพระอีกรูปหนึ่งเป็นพระบวชใหม่ก็ไปด้วย

กลางคืนก่อนวันที่หลวงปู่ออกเดินทาง ฝนตกใหญ่เลย จนกระทั่งน้ำนองพอสมควร ขณะที่หลวงปู่ประกอบพิธีให้เขา ฝนก็ยังตกประปรายอยู่

ทางเจ้าภาพเขาเตรียมภาพถ่ายของหลวงปู่ไว้ประมาณหนึ่งร้อยภาพเห็นจะได้ พร้อมทั้งเอาแป้งมาให้หลวงปู่เจิมให้ หลวงปู่เจิมภาพบนสุดเพียงภาพเดียว แต่ปรากฏว่าร้อยนิ้วมือของท่านทะลุลงไปถึงทุกภาพทั้งปึกนั้น !

ภาพถ่ายหลวงปู่ดูลย์ อตุโล
หนึ่งในจำนวนนับร้อยภาพที่มีแป้งเจิมปรากฏอยู่
ด้วยการเจิมเพียงครั้งเดียว
การนำพระเครื่องไปพิสูจน์ความขลังนั้น มีให้ได้ยินอยู่เสมอ  ส่วนใหญ่ไม่ค่อยลองกัับตัวเอง แต่จะนำไปผูกกับคอไก่บ้าง ใส่ในปากปลาบ้าง แล้วทดลองยิงหรือฟันดูว่าเข้าหรือไม่ กว่าจะทดสอบจนเป็นที่พอใจ ทั้งไก่ทั้งปลาก็ตายไปเป็นจำนวนมาก เป็นเรื่องน่าสังเวชใจ มีพระเครื่องอยู่กับตัวแท้ ๆ แต่กลับไปก่อกรรมทำเข็ญ สร้างบาปเคราะห์ให้กับตนเองด้วยการทำปาณาติบาต ทั้งนี้ก็เพราะไม่เข้าใจความหมายอันแท้จริงของพระเครื่องที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสติ เป็นกำลังใจให้ประกอบคุณงามความดี  ยิ่งไปกว่านั้น พระเครื่องเป็นรูปสมมุติ เป็นสัญญลักษณ์ที่สื่อถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  การนำอาวุธไปทำลาย จึงเป็นการปรามาส เป็นการกระทำที่ไม่บังควรอย่างยิ่ง ผู้ที่ได้รับผลกรรมจากกระกระทำในลักษณะดังกล่าวก็มีปรากฏให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้ว

บางท่านมีฐานะดี สะสมพระเครื่องพระบูชาไว้เป็นจำนวนมาก แต่กลับใช้อำนาจวาสนาบารมีที่ตนมี ทำมาหาเลี้ยงชีพโดยไม่สุจริต ยักยอกทรัพยฺ์ ฉ้อราษฎร์บังหลวง เรียกรับสินบน ฯลฯ สุดท้าย เมื่อผลแห่งกรรมชั่วตามทัน ก็ต้องถูกลงโทษตามอาญาแผ่นดิน หรือไม่ก็ต้องหลบหนีอย่างไม่สิ้นสุด  ทรัพย์สินที่กอบโกยมาด้วยอำนาจกิเลส เป็นของร้อน แม้จะมีมากมายเพียงใด ก็ไม่อาจบันดาลความสุขให้ได้  พระเครื่องพระบูชาที่เสาะแสวงหามา จึงมีคุณค่าเพียงของสะสมเพื่อประดับบารมีหรือสำหรับซื้อขายเก็งกำไรเท่านั้น

พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)
วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
พระธรรมเทศนาเรื่อง "ศรัทธากับปัญญา" ซึ่งหลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี ได้แสดงธรรมแก่พุทธบริษัท จะช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ท่านกล่าวสอนว่า..

".. พระนี้ก็เหมือนมีดเล่มหนึ่ง มันคม ๆ มีดคม ๆ เล่มนี้ ถ้าหากว่าเราเอาไปใช้ประโยชน์ มันก็เป็นประโยชน์มาก ถ้าเราเอาไปใช้ ไม่รู้จักประโยชน์ของมีด มันก็ไม่เกิดประโยชน์ พระนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น

เรานับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งเป็นชาวพุทธเราทั้งหลายนั้น ไม่หมายถึงว่าให้พระมาคุ้มครองเรา แต่เราคุ้มครองพระ โดยมากคนไม่อยากปฏิบัติตามพระ ได้พระไปแล้ว ก็ให้พระมาคุ้มครองเรา


อันนี้คิดใหม่ เราคุ้มครอง ท่านจะคุ้มครองเราก็เรียกว่าเราปฏิบัติตามคำสอนของท่าน คือคำสอนของท่านน่ะมันถูกแล้ว ไม่ต้องแก้ไขแล้ว มันถูกต้องดีแล้ว ทุกอย่างทุกประการ ที่ถูกต้องนั่นแหละเป็นคำสอนของพระ ถ้าเราทำกาย ทำวาจา ทำใจของเราให้ถูกต้องแล้ว ก็ไม่มีทางที่แก้ไข ก็มันหมดเท่านั้นแหละ  นี้เรียกว่าเราเข้าใจเช่นนั้น


เราเอาพระไปบูชา ไปแขวนไว้ที่คอ เมื่อความไม่สบายกายไม่สบายใจมาถึงก็ ..อื้อ.. อันนี้หลวงพ่อนะ คลำดูเห็นหลวงพ่อแขวนอยู่  ..อื้ม..อันนี้มันเป็นอย่างนั้นนะ อย่างนี้  ไม่ใช่ว่าหลวงพ่อคุ้มครองเราแล้วนะ เราจะไปทำอะไรก็ได้ จะไปกินเหล้าก็ได้ จะไปเป็นนักเลงก็ได้ จะไปเป็นอะไรก็ได้นะ หลวงพ่อคุ้มครองเราอยู่ ไม่กลัวแล้ว ไม่ใช่อย่างนั้นนะ คือประดับความดีของเรา


เช่นว่าเราเข้ามาในวัด ถ้าเราเดินมาแต่ตัวเปล่า ๆ ก็ไม่ค่อยปรากฏแก่หูแก่ตาคน คนที่เข้ามาวัดนี่ บางทีก็ถือธูปมา และก็มีเทียนมา และก็มีอะไรต่าง ๆ มา นี่แสดงว่าคนนี้มีศรัทธาจะไปวัด ถ้าเดินเข้ามาเฉย ๆ ก็ไม่ค่อยจะรู้ อันนี้ให้ปรากฏแก่ตามนุษย์ทั้งหลายด้วย เป็นเครื่องหมาย พระพุทธรูปนี่ก็เหมือนกันฉันนั้น


พระพุทธรูปนี่เกิดทีหลังพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านิพพานไปหลายร้อยปีเหมือนกัน ทีนี้มีคนที่มีปัญญา คิดถึงพระพุทธเจ้า จะทำไงดีน้อ ก็เลยคิดปั้นพระพุทธรูปขึ้นมา อย่างนั้น คนมาปั้นขึ้นเช่นนี้ อย่างนั้นพระพุทธรูปจึงไม่เหมือนกัน พวกจีนก็เป็นรูปหนึ่ง พวกเชียงใหม่ก็เป็นรูปหนึ่ง ญี่ปุ่นก็เป็นรูปหนึ่ง แต่ยังไงก็ตามเถอะ ใคร ๆ ก็ปั้นเป็นรูปพระนั่นเองแหละ แต่ว่ามันไม่เหมือนกัน เหมือนกันที่ว่าพระ


ฉะนั้น เราผู้เป็นพุทธบริษัท นับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง ก็มีพระไว้ประจำตัว เป็นวัตถุเพื่อจะให้มองเห็นด้วยตา เช่นนั้น


เหมือนกะหูของเรานั่นแหละ รู้จักว่ามันผิดอยู่ แต่ไม่มีใครพูดให้ฟัง มันก็ไม่สะกิดใจเรา ถ้ามีใครเตือนบ่อย ๆ ตรงนั้นมันผิดนะ ลูกนะ ตรงนั้นมันผิดนะ อย่างนี้ เราก็มีสติขึ้นมา


อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น เราเอารูปพระไปแขวนคอ ก็เพื่อให้เรามีสติอย่างนั้น


วันหนึ่ง อาตมา ผู้กำกับนิมนต์ไปสถานีตำรวจ ไปทำบุญกัน ทำบุญแล้วท่านก็ว่า หลวงพ่อ นิมนต์สาดน้ำมนต์ให้เป็นสิริมงคลด้วย ที่เขาหามาแล้ว อาตมาก็สาดไป เขาบอกว่า หลวงพ่อนิมนต์มาทางนี้ด้วย มาสาดให้พวกนี้ด้วย อาตมาก็เดินไป ไม่รู้จักว่าที่คุมขังของเขา ว่า เฮ้ย ๆ ไอ้พวกนี้ ลุกมานี่ หลวงพ่อมาแล้วนี่ สาดน้ำมนต์ เสียงหลวงพ่อมันโดนกันดัง ซัวะ เซียะ ๆ ๆ มานี่ เฮโรอีนทั้งนั้น จิ๊กโก๋ทั้งนั้น อาตมาก็จะทำยังไงนะ นี้คือมันไม่เข้าใจ ไปทำความชั่วอยู่ ก็เป็นเช่นนั้น แต่พระมันแขวนอยู่ในคอ มันไม่รู้สึกตัว เพราะมันไม่เข้าใจพระ


ถ้าเข้าใจพระ อันใดท่านห้าม มันผิดแล้วก็เลิก เท่านั้น มันจะมีอะไรกัน มันก็ไม่มีอะไรกันแล้ว


ดังนั้น จึงเป็นอนุสติที่เราจะระลึกที่เรียกพระวันนี้ ไม่ใช่ว่าพระคงกระพัน หยาบ มันเหนียว มันอะไรหลายอย่าง เพื่อน้อมจิตของเราไปบูชาพระ ให้ใจเรามันเป็นพระ พระนี้ก็หมายความว่าผู้ที่ดับพิษภัยต่าง ๆ ให้เป็นคนที่เยือกเย็น จิตตั้งมั่นในการละความชั่ว ประพฤติความดีอยู่ทุกเวลา จึงเป็นพระ


ที่แจกพระให้ญาติโยมทั้งหลายวันนี้ บางคนก็คงดีใจมาก บางคนก็สงสัยอะไรหลาย ๆ อย่าง คนก็เป็นอย่างนั้น


ฉะนั้น อย่างไรก็ตามเถอะ พ่อแม่ของเราที่ท่านเสียไปแล้ว เราเหลือรูปพ่อแม่เราไว้บูชา เราก็ดีใจ ไม่ใช่ตัวจริงของท่านก็จริง แต่เป็นรูปของท่าน เราก็สบายใจที่เรามองเห็นแล้ว ถ้าเรานับถือพ่อแม่ว่าเป็นพ่อแม่ของเรา


อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น จึงเป็นอนุสติที่เป็นเหตุให้พวกเราทั้งหลายระลึกถึงได้ .."


พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร
ท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จังหวัดสกลนคร ได้รับการชื่นชมว่าท่านเป็นพระใจดีและเป็นนักแจกเหรียญ เหรียญของท่านเป็นที่นิยมมากเพราะมีผู้ยืนยันในความศักดิ์สิทธิ์ด้วยประการต่าง ๆ จึงมีผู้มาขออนุญาตท่านสร้างเหรียญอยู่เสมอ ๆ ซึ่งเมื่ออนุญาตให้สร้างครั้งหนึ่งแล้ว ก็ต้องมีครั้งที่สอง ครั้งที่สาม และครั้งต่อ ๆ ไป 

ถ้าใครทำเหรียญแล้วถวายให้ท่านแจก ท่านก็แจกให้อย่างจริง ๆ ใครขอก็ให้ทั้งนั้น จะเวียนมารับสักกี่ครั้ง ถ้ายื่นมือเข้ามาท่านก็ใส่มือให้ ถ้ายื่นไม่ถึงท่านก็โยนให้ บางครั้งท่านนั่งอยู่บนศาลา คนรุมอยู่รอบตัว ท่านมองไปข้างนอกเห็นมือชูสลอนอยู่ ท่านก็โยนออกไปให้ทางหน้าต่าง จึงเห็นได้ชัดว่า ท่านไม่ใช่นักสร้างเหรียญ แต่เป็นนักแจกเหรียญจริง ๆ

ทุกครั้งที่ท่านพระอาจารย์ฝั้นแจกเหรียญ ท่านจะเตือนผู้รับเสมอว่า "พุทโธเข้าด้วยนะ" เป็นการบอกให้รู้ว่า เฉพาะเหรียญนั้นไม่มีคุณค่าอันใด ถ้าไม่ยึดมั่นในพระไตรสรณคมน์ไว้ด้วย


อานุภาพของพระเครื่อง พระพุทธปฏิมากร ความขลังของคาถาอาคมและพลังจิตของครูบาอาจารย์ผู้เสกเป่า แม้จะมีอยู่จริง แต่ความศรัทธาในเรื่องดังกล่าว ยังมิใช่ศรัทธาที่ถูกต้องในทางพระพุทธศาสนา และอาจเป็นอันตรายต่อพระพุทธศาสนาด้วย หากว่าบนบานอ้อนวอนแล้วไม่ได้สมดังประสงค์ หรือต้องพลาดพลั้งวิบัติเสียหาย ก็อาจกล่าวหาว่าพระพุทธศาสนาช่วยเหลืออะไรไม่ได้และหมดความเลื่อมใสไปในที่สุด

ศรัทธาที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนาคือ เชื่อว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้จริง เชื่อว่าบุญบาปมีจริง เชื่อว่าผลของบุญบาปมีจริง และเชื่อว่าบุญบาปที่ตนทำเป็นของตนจริง  ผู้ที่มีศรัทธาที่ถูกต้อง จึงจะเป็นพุทธศาสนิกชนผู้ถึงไตรสรณคมน์ที่ถูกต้อง


อ้างอิง    -  หลักพระพุทธศาสนา, สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
             -  ปุจฉาวิสัชนาในประเทศ, หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง หนองคาย
             -  โครงการหนังสือบูรพาจารย์, ท่านอาจารย์ ปฐม - ภัทรา นิคมานนท์

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558

ส.ค.ส. 2558 โปรดเกล้าฯ พระราชทาน


ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย

บัดนี้ถึงวาระจะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดี มาอวยพรแก่ท่านทุก ๆ คน ให้มีความสุข ความเจริญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารภปรารถนา

ในปีใหม่นี้ ขอให้ประชาชนชาวไทย ตั้งใจให้เที่ยงตรงแน่วแน่ ไม่ว่าจะทำการสิ่งใด ให้คิดให้ดี ให้รอบคอบและรอบด้าน เพื่อให้การกระทำนั้น บังเกิดผลเป็นความสุขความเจริญ ที่แท้จริงและยั่งยืน ทั้งแก่ตนเองและประเทศชาติ

ขออานุภาพแห่งคุณพระรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่านทุกคน ให้มีความสุขสวัสดี พร้อมด้วยพรอันเป็นมงคลทุกประการ

                                  พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
                                         พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย
                                       ในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2558
                                              วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม 2557

วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ห่าลง ..โรคระบาดรุนแรงในอดีต



ปีมะโรง พ.ศ. 2363 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2  เกิดอหิวาตกโรค หรือไข้ป่วง ระบาดรุนแรงในกรุงเทพฯ และหัวเมือง ชาวบ้านเรียกกันว่า "ห่าลง" อันหมายถึงโรคระบาดรุนแรงที่ทำให้ผู้คนล้มตายลงเป็นจำนวนมาก

จากบันทึกของบุคคลที่เคยผ่านเหตุการณ์ในครั้งนั้น เล่าถึงความรุนแรงในการระบาดของโรคว่า  ตามบริเวณวัดต่าง ๆ จะมีศพถูกนำมาทิ้งไว้ระเกะระกะ สภาพศพเน่าเปื่อยส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่วบริเวณ  ศพที่เอาไปทิ้งไว้ในป่าช้าและศาลาดินวัดสระเกศ วัดบางลำพู (วัดสังเวชวิศยาราม) วัดบพิตรพิมุข วัดปทุมคงคา กองกันเป็นภูเขา ศพมีจำนวนมาก วางก่ายกันเหมือนกองฟืนเพราะเผาไม่ทัน  ความร้ายแรงของโรคและศพที่กองกันเต็มวัดนี้ ถึงกับทำให้พระสงฆ์ต้องหนีออกจากวัด ราษฎรหนีออกจากบ้าน  ตามถนนหนทางไม่มีคนเดิน ตามตลาดที่เคยมีผู้คนคับคั่งก็ว่างเปล่า บ้านเมืองดูเงียบเชียบวังเวง

พระบรมบรรพต หรือ ภูเขาทอง
วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ
ช่วงที่โรคเพิ่งระบาดใหม่ ๆ โลงศพขายดี แต่เมื่อคนตายกันมาก ๆ คนที่ไม่มีเงินซื้อโลง ก็ต้องใช้เสื่อห่อศพ ไม่ว่าจะเดินไปตามถนนสายใด จะพบคนหามศพห่อด้วยเสื่ออย่างรีบเร่ง มีเสียงร้องไห้โฮออกมาจากบ้านโน้นบ้านนี้เสมอ บางศพไม่มีอะไรจะห่อ ปล่อยทิ้งไว้ตามถนนก็มี

ในแม่น้ำลำคลองก็มีศพลอยเกลื่อน น้ำในแม่น้ำใช้กินใช้อาบไม่ได้ เพราะศพลอยกันราวกับสวะน่าสะอิดสะเอียน  เนื่องจากจำนวนคนตายเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ชาวบ้านจึงใช้วิธีทำลายศพด้วยการโยนทิ้งลงในแม่น้ำลำคลองให้เป็นอาหารของปลา จึงปรากฏซากศพลอยไปมาตามกระแสน้ำที่ขึ้นลงทุกวัน มีฝูงนกกามารุมจิกกินซากศพ

ฝูงแร้งมารอกินซากศพที่ถูกนำมาทิ้งภายในวัดสระเกศ
พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 2 ทรงทราบความหวาดวิตกของพสกนิกร จึงรับสั่งให้ตั้งการ พระราชพิธีอาพาธพินาศ ขึ้น ณ พระที่นั่งดุสิตมหาประสาท นิมนต์พระสงฆ์ผู้ทรงวิทยาคมจากพระอารามสำคัญ ๆ มาเจริญพระปริตร ทำน้ำพระพุทธมนต์และทรายเสก มีการยิงปืนใหญ่รอบพระนครตลอดรุ่งคืนหนึ่ง แล้วอัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบรมสารีริกธาตุออกแห่ มีพระราชาคณะไปในกระบวนแห่โปรยทรายเสกและประพรมน้ำพระพุทธมนต์ทั้งทางบกและทางเรือ


พระราชพิธีอาพาธพินาศนี้ เป็นการอธิษฐานขอพรจากเทพยดาและอานุภาพแห่งคุณพระรัตนตรัย ให้ระงับยับยั้งโรคภัยไข้เจ็บทั้งปวงให้อันตรธานหายไปสิ้น ตามความเชื่อแต่ครั้งพุทธกาลเมื่อเกิดอหิวาตกโรคระบาดที่นครเวสาลี มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ซากศพถูกทอดทิ้งส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งตลบไปทั่ว พระราชาเห็นว่า ควรกราบทูลนิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมานครเวสาลี แล้วภัยทั้งหลายจะสงบไปเอง

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงนครเวสาลีพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ 500 รูป ฝนได้ตกลงมาห่าใหญ่ น้ำฝนไหลนองท่วมพื้นดิน พัดพาเอาซากศพลอยลงแม่น้ำคงคาไปหมด ทำให้พื้นดินบริสุทธิ์สะอาดโดยทั่วไป

พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอานนท์ว่า "..ดูกร อานนท์ เธอจงเรียนรัตนสูตรนี้ แล้วเดินจาริกทำปริตร ไปในระหว่างกำแพงสามชั้นในนครเวสาลี.." แล้วตรัส "รัตนสูตร" ขึ้นในกาลครั้งนั้น ที่เรียกพระสูตรนี้ว่า "รัตนะ" เพราะหมายถึง "พระรัตนตรัย" คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์


เมื่อพระอานนท์เรียนรัตนสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสประทานแล้ว ได้เอาบาตรศิลาของพระพุทธเจ้า ใส่น้ำถือไปยืนที่ประตูเมือง พลางรำลึกถึงพระคุณทั้งหลายของพระตถาคตเจ้า ตั้งแต่ทรงตั้งความปรารถนาพระโพธิญาณเป็นลำดับมา ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมี ความเพียร จนถึงทรงแสดงพระธัมมจักกัปปวัตนสูตรและโลกุตรธรรม 9 ประการ แล้วยาตราเข้าไปภายในพระนคร เดินทำพระปริตรไปในระหว่างกำแพงเมือง 3 ชั้น พอพระเถระเริ่มต้นพระสูตรว่า "ยํ กิญฺจิ" เท่านั้น พวกอมนุษย์ที่ยังไม่หนีไปและเที่ยวหลบซ่อนอยู่ ก็พากันหนีออกทางประตูเมืองทั้ง 4 เมื่อพวกอมนุษย์หนีกันไปหมดแล้ว โรคภัยไข้เจ็บของชาวเมืองก็สงบลง


ครั้นพระอานนท์ทำพระปริตรทั่วพระนครแล้ว ก็กลับมาพร้อมกับชาวเมืองที่หายโรคเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ถวายบังคมแล้วนั่งกันอยู่ พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นมหาชนมาประชุมอยู่พร้อมเพรียงกัน จึงตรัสรัตนสูตรขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อความสุขสวัสดี และเพื่อความระงับไปแห่งอุปัทวันตรายทั้งปวง


เมื่อทรงเห็นว่าภัยพิบัติทุกอย่างสงบลงเรียบร้อยแล้ว จึงเสด็จกลับนครราชคฤห์ ในโอกาสนั้น ทั้งมนุษย์ เทวดา พรหม และนาค ต่างพากันมาทำบูชาสักการะถวายแด่พระพุทธเจ้าเป็นการยิ่งใหญ่ นับเป็นมหาสมาคม ซึ่งมหาสมาคมเช่นนี้ ในครั้งพุทธกาลเกิดขึ้นเพียง 3 ครั้งเท่านั้น คือเมื่อคราวพระพุทธเจ้าทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์   เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเสด็จกลับจากโปรดพระพุทธมารดาที่ดาวดึงส์เทวโลก  และเมื่อเสด็จจากนครเวสาลีกลับนครราชคฤห์ตามที่กล่าวถึงนี้


บ้านเรือนไทยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แลเห็นพระปรางค์วัดอรุณฯ 
นอกจากการพระราชพิธีอาพาธพินาศ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 2 ก็ทรงรักษาอุโบสถศีล พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยฝ่ายหน้าฝ่ายใน ก็พระราชทานอนุญาตให้รักษาศีลทำบุญให้ทานตามใจสมัคร ไม่ต้องเข้าเฝ้าทำกิจราชการที่ไม่จำเป็น ไพร่ซึ่งอยู่เวรรักษาพระราชวังชั้นในและชั้นนอก ก็พระราชทานอนุญาตให้กลับไปบ้านเรือนตามสมัครใจ โดยทรงพระกรุณาตรัสว่า ประเพณีสัตว์ทั้งหลาย ภัยมาถึงก็ย่อมรักชีวิต บิดามารดาภรรยาและบุตรญาติพี่น้องก็เป็นที่รักเหมือนกันทั่วไป จะได้ไปรักษาพยาบาลกัน  ผู้ใดมีกตัญญูอยู่รักษาพระองค์มิได้กลับไปไหนนั้น ก็พระราชทานเงินตราเป็นบำเหน็จตามความชอบ

ทรงจัดให้มีการทำบุญเลี้ยงพระภายในพระบรมมหาราชวัง โปรดให้จัดซื้อปลาและสัตว์สี่เท้าสองเท้าที่จะมีผู้ฆ่าซื้อขายกันในตลาดมาถวายเพื่อทรงปล่อย สิ้นพระราชทรัพย์เป็นจำนวนมาก นักโทษที่ถูกจองจำอยู่ ก็ให้ปล่อยออกจนหมดสิ้นเว้นแต่พวกพม่าข้าศึก  มีรับสั่งให้ราษฎรงดการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ให้อยู่แต่เฉพาะในบ้านเรือนของตน เว้นเสียแต่จะมีกิจธุระจำเป็นจริง ๆ 

อหิวาตกโรคระบาดอยู่ประมาณ 15 วัน จึงเริ่มสงบลง สำหรับศพที่ไม่มีญาตินั้น พระเจ้าอยู่หัวก็พระราชทานเงินค่าจ้างและฟืนให้เก็บเผาเสียจนหมดสิ้น เมื่อสำรวจจำนวนผู้คนที่เสียชีวิต ทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใกล้เคียง มีจำนวนถึงสามหมื่นคน

ราษฎรไทย สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์
ต่อมา ในปีระกา พ.ศ. 2392  รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3  อหิวาตกโรคกลับมาระบาดอย่างรุนแรงอีกครั้ง เรียกกันว่า "ห่าลงปีระกา"  ประมาณว่ามีผู้เสียชีวิตในคราวนั้นมากถึงสองหมื่นคน

ขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงผนวชอยู่ ได้แนะนำให้เก็บศพไปเผาที่วัดสระเกศ วัดสังเวชวิศยาราม วัดบพิตรพิมุข ปรากฏจำนวนศพที่นำไปฝังและเผา ตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม รวม 29 วัน นับเฉพาะที่วัดทั้งสามแห่งนี้ มีจำนวนถึง 5,457 ศพ โดยเฉพาะวันที่ 23 มิถุนายน วันเดียว มีจำนวนมากถึง 696 ศพ

พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 มิได้ทรงตั้งการพระราชพิธีอาพาธพินาศ เป็นแต่เพียงให้เจ้าพนักงานซื้อสัตว์ที่จะต้องมรณภัยมาปล่อยให้รอดชีวิตทุกวัน ทรงมีรับสั่งให้ป่าวประกาศให้ราษฎรทำบุญให้ทานและปล่อยสัตว์ที่ขังอยู่ในที่คุมขังให้รอดพ้นจากความตาย ซึ่งพสกนิกรทั้งปวงก็ยินดีทำตาม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
อหิวาตกโรคยังคงระบาดเรื่อยมา  เดือน 7 ปีระกา พ.ศ. 2416  ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5  เกิดอหิวาตกโรคระบาดในกรุงเทพฯ และหัวเมืองริมแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง ผู้คนตื่นตกใจเป็นอันมากเพราะผู้สูงอายุที่เคยผ่านเหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่อคราวที่อหิวาตกโรคระบาดในสมัยรัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่ 3 ยังมีอยู่มาก ผู้ที่ไม่เคยผ่านเหตุการณ์ แต่ได้ฟังคำบอกเล่า ก็พลอยตกใจกันตามไปด้วย

พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มิได้ตั้งการพระราชพิธีทางศาสนาอย่างเช่นที่เคยทำมา แต่ให้จัดการรักษาพยาบาล โดยปรุงยารักษาโรคขึ้นใหม่ 2 ขนาน เอายาวิสัมพญาใหญ่ตามตำราไทยผสมกับแอลกอฮอล์ ทำเป็นยาหยดในน้ำขนานหนึ่ง และเอาการบูรทำเป็นยาหยดเรียกว่ายาน้ำการบูรอีกขนานหนึ่ง สำหรับรักษาอหิวาตกโรค และแนะนำให้ใช้การบูรโรยเสื้อผ้าเพื่อป้องกันเชื้อโรคควบคู่ไปด้วย

ทรงมีพระราชดำรัสขอแรงเจ้านายและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รับยาหลวงไปตั้งเป็นโอสถศาลา รับรักษาราษฎรทั่วพระนคร  อหิวาตกโรคที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น ระบาดอยู่ประมาณหนึ่งเดือนก็สงบลง เมื่อสงบแล้ว โปรดให้สร้างเหรียญที่ระลึกทำด้วยทองสำริด ด้านหนึ่งเป็นรูปเทวดาถือพวงมาลัย อีกด้านหนึ่งเป็นตัวอักษรทรงขอบใจ พระราชทานเป็นบำเหน็จแก่ผู้ที่ได้ช่วยจัดตั้งโอสถศาลาในครั้งนั้นโดยทั่วกัน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงร่วมประชุมกับเหล่าเสนาบดี


ปี พ.ศ. 2424 ในรัชสมัยเดียวกัน อหิวาตกโรคระบาดขึ้นอีก  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงตระหนักถึงความร้ายแรงของโรคนี้มาแล้ว จึงโปรดฯ ให้ตั้งโรงพยาบาลชั่วคราวเพื่อรักษาโรคระบาดและอหิวาตกโรค  โรงพยาบาลชั่วคราวเหล่านี้ได้ถูกปิดลงเมื่อโรคระบาดสงบไป นับเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งโรงพยาบาลสมัยใหม่ในเวลาต่อมา

ในปี พ.ศ. 2478 อหิวาตกโรคระบาดจากประเทศเพื่อนบ้านด้านทิศตะวันตกของประเทศไทย เริ่มระบาดที่อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี แล้วผ่านเข้ามาจังหวัดราชบุรี มาถึงจังหวัดสมุทรสงคราม

ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ท่านศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว บันทึกเหตุการณ์ในครั้งนั้น (ตีพิมพ์ในหนังสือ "ด้วยรักและหวัง" ของมูลนิธิแพทย์ชนบท) ความว่า.. ในปีนั้น ท่านเพิ่งเข้ารับราชการในกรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบหมายให้ไปจัดตั้งโรงพยาบาลเอกเทศ (เป็นคำใหม่ที่ใช้กันในกรมสาธารณสุข สังกัดกระทรวงมหาดไทย สมัยนั้น หมายถึงโรงพยาบาลชั่วคราว) ที่อำเภออัมพวา เพื่อสกัดกั้นการระบาดของอหิวาตกโรคคราวนั้นไม่ให้แพร่ขยายเข้าสู่กรุงเทพมหานคร

ท่านออกเดินทางจากสถานีรถไฟตำบลปากคลองสานพร้อมด้วยเวชภัณฑ์ 1 ลังไม้ ไปจังหวัดสมุทรสาครก่อน แล้วขนย้ายสัมภาระต่อไปจังหวัดสมุทรสงคราม  รถไฟหยุดทุกสถานี หัวรถจักรเล็กมาก ขณะวิ่งไปตามราง ตัวรถนั่งโคลงเคลงไปมา บางครั้งต้องหยุดขบวนรถทันทีเพื่อให้ควายผ่านรางรถไฟไปก่อน

นายแพทย์ไสว มังคะลี
นายแพทย์ผู้อำนวยการคนแรก
ของโรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า สมุทรสงคราม
เมื่อถึงจังหวัดสมุทรสงคราม ก็ไปรายงานตัวต่อแพทย์รุ่นพี่คือท่านนายแพทย์ไสว มังคะลี  ท่านอาจารย์ไสวเลี้ยงอาหารและให้อาศัยในสุขศาลาจังหวัด วันรุ่งขึ้นก็ส่งลงเรือไปอัมพวา เรือเดินทางคดเคี้ยววกไปเวียนมาอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมง ก็ถึงอำเภออัมพวาแล้วเข้าไปรายงานตัวต่อท่านนายอำเภอว่าจะมาขอตั้งโรงพยาบาลเอกเทศเพื่อควบคุมอหิวาตกโรค  ท่านนายอำเภอทำท่าสงสัยย้อนถามว่า "คุณหมอพูดเรื่องอะไรไม่ทราบ"   

ฉะนั้น การตั้งโรงพยาบาลเอกเทศจึงต้องเริ่มที่ศาลาวัด ส่วนเตียงนอนจำเป็นต้องเจาะรูตรงกลางเพื่อความสะดวกของผู้ป่วย ภายใต้รูทะลุนั้นวางโถถ่าย ช่างไม้ทางอำเภอเป็นผู้จัดหาให้

ถามถึงพยาบาล ปรากฏว่าทั้งจังหวัดสมุทรสงครามมีนางสงเคราะห์อยู่เพียงคนเดียวอยู่ที่อำเภอเมือง พอดีโรงเรียนกำลังปิดเรียน จึงเชิญคนงานโรงเรียนมาสอนให้เป็นผู้ช่วยแพทย์ ให้เงินเดือน 20 บาท สอนและซักซ้อมการพยาบาลผู้ป่วย การป้องกันมิให้เกิดโรค และการช่วยแพทย์ในขณะให้น้ำเกลือ

สิบวันผ่านไปไม่มีผู้ป่วยอหิวาตกโรคมารักษาเลย ทั้ง ๆ ที่มีผู้ป่วยท้องร่วงรุนแรงหลายสิบราย แล้ววันหนึ่งก็มีผู้หามคนไข้มายังศาลาวัด แพทย์และผู้ช่วยดีใจจะได้ผู้ป่วยรายแรก แต่แล้วผู้หามก็เดินผ่านไปโดยนำศพไปฝังในป่าช้าวัด สร้างความสะเทือนใจแก่แพทย์มาก

แล้วอีกวันหนึ่งก็มาถึง โดยญาติของผู้ป่วยว่า ไหน ๆ จะต้องเอาไปฝังแล้ว ลองให้หมอเขาดูว่าจะทำให้ฟื้นคืนชีพได้ไหม ทั้งแพทย์และผู้ช่วยดีใจให้การรักษา จับชีพจรคลำไม่ได้ ความดันโลหิตต่ำมาก ตัวซีดเย็น ผิวหนังเป็นร่อง แต่เข็มฉีดน้ำเกลือเข้าเส้นเลือดดำได้ สามารถปล่อยน้ำเกลือเข้าเส้นได้กว่า 500 ซีซี ผู้ป่วยอายุกลางคนลืมตา ขอน้ำรับประทาน

เริ่มจากนั้น ผู้ป่วยอหิวาตกโรคก็ทยอยเข้ามาให้แพทย์รักษาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลอด 24 ชั่วโมง จนแพทย์และผู้ช่วยไม่เป็นอันกินอันนอน ต้องคอยบรรจงแทงเข็มให้เข้าเส้นให้น้ำเกลือชนิด hypertonic ต่อผู้ป่วยคนแล้วคนเล่า ความทราบถึงโรงเรียนแพทย์ศิริราช ต้องส่งนักเรียนแพทย์ไปช่วยเป็นกำลังเสริม

นี่คือภาพของสถานการณ์อหิวาตกโรคระบาด และโรงพยาบาลเอกเทศ ที่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อ พ.ศ. 2478  อหิวาตกโรคยังคงระบาดต่อเนื่องเรื่อยมา และสงบลงอย่างจริงจังตั้งแต่ พ.ศ. 2503

ในยามที่บ้านเมืองประสบทุกข์ภัย เป็นธรรมดาที่ชาวบ้านจะพากันเข้าหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้ช่วยปกป้องคุ้มครองและเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ  มีเรื่องเล่าว่า..

หลวงพ่อบ้านแหลม
วัดเพชรสมุทรวรวิหาร สมุทรสงคราม
เมื่อคราวอหิวาตกโรคระบาดที่กรุงเทพฯ และหัวเมือง ในปีระกา พ.ศ. 2416 นั้น ที่เมืองสมุทรสงคราม ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากจนเงียบเหงาไปทั้งเมือง ไม่มีใครอยากออกจากบ้าน ไม่มีใครเผาศพใครด้วยเชื่อกันว่าเป็นโรคผีโรคห่า  ครั้งนั้น พระสนิทสมณคุณ (เนตร) เจ้าอาวาสวัดบ้านแหลม (วัดเพชรสมุทรวรวิหาร) ในเวลานั้น ฝันว่า หลวงพ่อบ้านแหลม พระพุทธรูปยืนปางอุ้มบาตรในพระอุโบสถ มาบอกคาถาป้องกันอหิวาตกโรคให้บทหนึ่ง โดยบอกให้ท่านเจ้าอาวาสไปจดเอาคาถาที่พระหัตถ์  พระสนิทสมณคุณจึงลุกไปปลุกขุนประชานิยม (อ่อง ประชานิยม) ซึ่งขณะนั้นเป็นเด็กวัด ให้เข้าไปในพระอุโบสถด้วยกันกลางดึก  ท่านได้เอาเทียนส่องดูที่พระหัตถ์ทั้งสองข้างของหลวงพ่อบ้านแหลม เห็นที่พระหัตถ์ขวามีอักขระว่า "นะ มะ ระ อะ" และที่พระหัตถ์ซ้ายมีอักขระว่า "นะ เท วะ อะ" ท่านจึงจดคาถามาทำน้ำพระพุทธมนต์ให้ชาวบ้านเอาไปกินไปอาบ ปรากฏว่าโรคภัยไข้เจ็บก็เงียบสงบตั้งแต่นั้นมา

พระคาถา "นะ มะ ระ อะ นะ เท วะ อะ" นี้ ท่านพระยาราชพงษานุรักษ์ (ชาย บุนนาค) ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม (พ.ศ. 2443 - 2460) นับถือมาก เมื่อถึงวันสงกรานต์ ท่านจะนิมนต์พระสงฆ์ 5 รูป มาฉันภัตตาหารที่จวนของท่านแล้วให้พระสงฆ์เขียนพระคาถา "นะ มะ ระ อะ นะ เท วะ อะ" เป็นอักขระขอมปิดไว้ที่ประตูเข้าจวนของท่านทุก ๆ ปี



พระครูสมุทรธรรมธาดา (หลวงพ่อเอิบ มนาโป)
เจ้าอาวาส วัดดาวโด่ง สมุทรสงคราม
ท่านเคารพนับถือหลวงพ่อบ้านแหลมมาก
เหรียญที่ท่านสร้างขึ้น จารึกพระคาถา "นะมะระอะ นะเทวะอะ" ไว้ด้านหลัง
ร่ำลือกันว่าขลังนัก
พระคาถา "นะ มะ ระ อะ นะ เท วะ อะ" ของหลวงพ่อวัดบ้านแหลมนี้ ท่านอาจารย์เทพ สุนทรศารทูล ผู้บันทึกประวัติหลวงพ่อวัดบ้านแหลมและถวายเป็นลิขสิทธิ์ของวัด ได้เคยกราบเรียนถามสมเด็จพระธีรญาณมุนี (สนิท เขมจารีมหาเถร ป.ธ.9) วัดปทุมคงคา แต่ท่านก็ไม่อาจจะวินิจฉัยได้ว่าแปลว่าอะไร จึงสันนิษฐานว่า พระคาถาดังกล่าวน่าจะย่อมาจากพุทธพจน์

"นะ มะ ระ อะ" แปลว่า พระอรหันต์ไม่ตาย
(นะ คือ ไม่, มะ ระ คือ มรณะ, อะ คือ อรหันต์)

"นะ เท วะ อะ" แปลว่า พระอรหันต์ไม่ใช่เทวดา
(นะ คือ ไม่, เท วะ คือ เทวดา,  อะ คือ อรหันต์)

ที่ว่าพระอรหันต์ไม่ตาย หมายถึงภาวะของพระอรหันต์อยู่ในพระอมตะมหานิพพาน เป็นอมตะธาตุ ไม่ต้องจุติ ต่างจากเทวดาซึ่งยังต้องจุติ (เคลื่อนหรือเปลี่ยนสภาพจากกำเนิดหนึ่งไปเป็นอีกกำเนิดหนึ่ง)


หลวงพ่อบ้านแหลมเป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองของชาวสมุทรสงคราม ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง คงมีแต่ตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาว่า มีพระพุทธรูป 3 องค์ เป็นพี่น้องกัน ลอยตามน้ำมา หลวงพ่อบ้านแหลมเป็นพี่ใหญ่ อัญเชิญขึ้นประดิษฐาน ณ วัดบ้านแหลม หรือวัดเพชรสมุทรวรวิหาร สมุทรสงคราม องค์กลางคือ หลวงพ่อโสธร อัญเชิญขึ้นประดิษฐานที่วัดโสธรวราราม ฉะเชิงเทรา  ส่วนองค์น้องสุดท้อง คือหลวงพ่อโต อัญเชิญขึ้นประดิษฐาน ณ วัดบางพลีใหญ่ใน สมุทรปราการ

อีกตำนานหนึ่งมีความเป็นไปในทำนองเดียวกัน แต่เพิ่มจำนวนพระพุทธรูปที่เป็นพี่น้องกัน จาก 3 องค์ เป็น 5 องค์ ลอยมาตามแม่น้ำ 5 สาย องค์ที่ 1 ลอยมาตามแม่น้ำบางปะกง คือหลวงพ่อโสธร  องค์ที่ 2 ลอยมาตามแม่น้ำนครชัยศรี คือหลวงพ่อวัดไร่ขิง  องค์ที่ 3 ลอยมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา คือ หลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน  องค์ที่ 4 ลอยมาตามแม่น้ำเพชรบุรี คือหลวงพ่อทองวัดเขาตะเครา  องค์ที่ 5 ลอยมาตามแม่น้ำแม่กลอง คือ หลวงพ่อบ้านแหลม

พระครูวินัยธรรม (หลวงพ่อแก้ว พรหมสโร)
หนึ่งในพระเกจิดังยุคเก่าแห่งลุ่มน้ำแม่กลอง
หลวงพ่อแก้วท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดช่องลมอยู่ 6 ปี
ก็รับนิมนต์มาครองวัดพวงมาลัย เป็นเจ้าอาวาส รูปแรก
ให้หลวงปู่บ่ายเป็นเจ้าอาวาสวัดช่องลมสืบแทน
เมื่อครั้งที่อหิวาตกโรคระบาด มีชาวบ้านไปขอน้ำมนต์จากท่าน
ไปอาบไปดื่มกินแล้วหายจากโรคกันมาก
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสมุทรสงคราม เคยเสด็จทอดพระเนตรวัดพวงมาลัยและวัดบ้านแหลม เห็นวัดทั้งสองนี้เจริญรุ่งเรืองดี รับสั่งว่าเพราะมีพระขลังและพระศักดิ์สิทธิ์อยู่วัดละองค์ คือ ที่วัดพวงมาลัยมีพระสงฆ์อาคมขลังเป็นเจ้าอาวาส คือ ท่านพระครูวินัยธรรม (แก้ว พรหมสโร)  ชาวบ้านเรียกขานกันว่า หลวงพ่อแก้ว วัดพวงมาลัย  ส่วนที่วัดบ้านแหลมมีพระพุทธรูปยืนอุ้มบาตรอยู่ในโบสถ์ คือหลวงพ่อวัดบ้านแหลม ที่กล่าวถึงนี้

พระพุทธไสยาสน์ วัดป่าโมก อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง
ร่ำลือว่าเป็นพระพุทธรูปพูดได้

พระพุทธไสยาสน์ได้พูดกับพระครูป่าโมกข์มุนี เจ้าอาวาสวัดป่าโมก
เตือนว่า อหิวาตกโรคกำลังจะระบาด และแนะนำให้รักษาด้วยการดื่มน้ำมนต์
มีพยานเป็นพระและคฤหัสถ์ ได้ยินกันหลายคน
พระพุทธไตรรัตนนายก หรือ หลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
เล่ากันว่า ในช่วงที่อหิวาตกโรคระบาด
ชาวกรุงเก่าได้มากราบขอน้ำพระพุทธมนต์ ขี้ธูปและดอกไม้บูชาไปอาบไปดื่มกิน
ปรากฏว่าหายจากโรคภัยไข้เจ็บเป็นอัศจรรย์
อีกเรื่องหนึ่ง พระราชพรหมยาน หรือหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง ท่านเล่าไว้ในหนังสือ "ประวัติหลวงพ่อปาน" ความว่า.. 

พระครูวิหารกิจจานุการ (หลวงพ่อปาน โสนนฺโท)
วัดบางนมโค พระนครศรีอยุธยา
(พ.ศ. 2418 - 2481)
ราวปี พ.ศ. 2481 เกิดอหิวาตกโรคระบาดที่ตำบลขนมจีน ใกล้ ๆ กับตำบลบางนมโค  ชาวบ้านเขาเรียกกันว่า "ห่าลง" เพราะตายกันเป็นตับจนพระเบื่อการบังสุกุล  ทุกวันจะมีคนมาเอาหีบศพจากวัดไปใส่ศพ มีศพมาฝังที่วัดทุกวัน โรคระบาดประมาณหนึ่งเดือน ปรากฏว่าคนในเขตนั้นตายเป็นจำนวนร้อย  สุนับเห่าหอนตลอดวันตลอดคืน พระกลัวผีกันหลายราย ขนาดต้องมานอนรวมกุฏิกัน

แต่ว่าในตำบลบางนมโคที่หลวงพ่อปานอยู่ ไม่มีใครเป็นโรคระบาดแบบนั้น ก่อนที่โรคระบาดจะเกิด หลวงพ่อปานจะสั่งพระว่า เวลาออกไปบิณฑบาต ให้บอกชาวบ้านทุกบ้านทำขนมจีน และข้าวต้มลูกโยนห่อด้วยใบลำเจียก มัดเป็นพวง ทั้งสองอย่างนี้เอาไปวางไว้หลังบ้าน  นอกจากนี้ คนในบ้านมีกี่คน ก็ให้ปั้นตุ๊กตาเล็ก ๆ เป็นรูปคนตามจำนวนคนในบ้าน เอาผ้าชิ้นเล็ก ๆ สีแดงมาทำเป็นผ้านุ่ง ให้ตุ๊กตาคนนุ่งผ้าแดงด้วย  วัวมีเท่าไหร่ ควายมีเท่าไหร่ ก็ให้ปั้นรูปวัวรูปควายตามจำนวนที่มี  ถ้ามีสุนัขก็ให้ปั้นรูปสุนัขตามจำนวนที่มี แล้วนำใส่กระจาด เอาไปวางไว้หลังบ้านด้วยกัน  แล้วก็บูชาเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ให้เว้นจากการลงโทษ เพียงเท่านี้ผีห่าก็จะให้อภัย

ในไม่ช้า เมื่ออหิวาตกโรคระบาดในตำบลใกล้เคียง ตายกันขนาดหนัก แต่ว่าตำบลที่หลวงพ่อปานสั่งให้ป้องกันแบบว่านั้น ไม่มีใครตายและไม่เกิดโรคระบาดเลย ก็เป็นเรื่องอัศจรรย์อีกอย่างหนึ่ง

ต่อมาเมื่อโรคระบาดหายไปประมาณสัก 2 เดือน ก็มีชาวบ้านจากหลายจังหวัด ทั้งจากสุพรรณบุรี นครปฐม และจังหวัดใกล้เคียง แห่กันมาที่วัดบางนมโค มากันมากยิ่งกว่าการจัดงานวัดใหญ่ ๆ  เมื่อมาถึง ก็ถามหาโบสถ์ ถามว่าหลวงพ่อปานท่านจับเอาตัวผีห่าไปขังไว้ในโบสถ์จริงไหม

กุฏิหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค
เมื่อพวกชาวบ้านพากันไปดูในโบสถ์แล้วไม่พบผีห่า ก็มานั่งรอพบหลวงพ่อปาน  เวลาประมาณบ่ายโมง หลวงพ่อปานลงมารับแขก ปรากฏว่าคนเต็มวัด ไม่ใช่เต็มเฉพาะหน้ากุฏิ   หลวงพ่อท่านจึงถามชาวบ้านว่ามาทำไมกัน เขาก็ตอบว่า มีคนเขาลือกันว่าหลวงพ่อจับผีห่าไว้ในโบสถ์ คนในตำบลบางนมโคจึงไม่เป็นโรคระบาด  หลวงพ่อปานหัวเราะชอบใจ บอกว่า ฉันไม่มีความสามารถไปจับผีห่าหรอกนะ ท่านว่าอย่างนั้น แต่เอาเถอะ ไหน ๆ ก็มาแล้ว หลวงพ่อจะแจกด้ายผูกข้อมือให้ไป  ผู้หญิงให้ผูกข้อมือข้างซ้าย ผู้ชายให้ผูกข้อมือข้างขวา แล้วทีหลังถ้าใครเขาเป็นโรคผีห่า ก็ให้ทำตามที่หลวงพ่อแนะนำ เท่านี้ผีห่าก็ยกโทษให้

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
ขณะจำพรรษาอยู่วัดบางนมโค พระนครศรีอยุธยา
(ภาพถ่ายราวปี พ.ศ. 2481)
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ท่านก็ไม่เคยถามหลวงพ่อปานถึงความเป็นมาของพิธีกรรมที่ว่านี้ จึงไม่ทราบว่าหลวงพ่อปานท่านจะไปตกลงกับใคร หรือใครสั่งให้ท่านทำแบบนั้น  และพระธรรมดาทั่วไป ก็ไม่เคยเห็นมีใครทำกัน นอกจากหลวงพ่อเนียม (วัดน้อย) ที่เคยได้ยินข่าว แต่ก็เป็นเพียงบอกว่า ไอ้พวกโรคห่ามันจะมากินชาวบ้าน ท่านไม่ยอมให้มันกิน ก็มีเท่านั้น


อ้างอิง            -  ความทรงจำ, กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
                     -  ด้วยรักและหวัง, มูลนิธิแพทย์ชนบท
                     -  พระพุทธรูปสำคัญ, กรมศิลปากร
                     -  ประวัติหลวงพ่อบ้านแหลม, ท่านอาจารย์เทพ สุนทรศารทูล
                     -  ประวัติหลวงพ่อปาน, พระราชพรหมยาน วัดท่าซุง

ขอขอบคุณ   เจ้าของภาพถ่ายในอินเทอร์เน็ตทุกท่านที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบเป็นวิทยาทาน

วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2557

บริจาคโลหิต.. การสะเดาะเคราะห์ต่ออายุที่มีอานิสงส์มาก


เป็นความเชื่อที่มีมาแต่โบราณว่า คราวใดที่โรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน หรือประสบอุบัติเหตุ ทำให้เจ็บหนัก หรือเมื่อหมอดูทักว่ากำลังมีเคราะห์ หรือมีลางบอกเหตุต่าง ๆ ที่ทำให้เชื่อว่าดวงกำลังตก ก็นิยมไปทำบุญสะเดาะเคราะห์ต่ออายุและเสริมดวงชะตา เพื่อให้โชคดีและมีชีวิตยืนยาวต่อไปอีก

การทำบุญต่ออายุมีหลากหลายวิธี ตามความเชื่อของแต่ละบุคคล หรือตามแต่อาจารย์เจ้าพิธีจะแนะนำ เช่น การนำไม้ไปค้ำกิ่งโพธิ์ การถวายสังฆทานและอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร การปล่อยสัตว์ที่กำลังจะถูกฆ่าให้กลับมีชีวิตรอด การถวายเภสัชทานแด่พระภิกษุสงฆ์ การสงเคราะห์พระภิกษุสามเณรอาพาธ การบวช การบริจาคโลงศพ ฯลฯ

โลงศพเปล่า ซึ่งสำนักงานมูลนิธิจัดเตรียมไว้
ให้ผู้มีจิตศรัทธาได้ทำบุญ และติดชื่อผู้บริจาคไว้ข้างโลง
เป็นวิธีสะเดาะเคราะห์ต่ออายุที่นิยมทำกันมาก
อย่างไรก็ตาม โลงศพอาจมีความจำเป็นน้อยลง
หากผู้ป่วยสามารถมีชีวิตรอด ด้วยโลหิตที่ทุกคนช่วยกันบริจาค
พระราชพรหมยาน หรือ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง เล่าว่า สมัยที่ท่านบวชใหม่ ๆ จำพรรษาอยู่กับหลวงพ่อปานที่วัดบางนมโค ท่านได้เสี่ยงทายอายุด้วยการยกรูปเหมือนพระศรีอาริยเมตไตรย ซึ่งแห่มาจากวัดไลย์ จังหวัดลพบุรี ทราบว่าจะถึงกาลมรณะเมื่ออายุ 27 ปี  ครั้งนั้น หลวงพ่อปานได้ซื้อปลามาให้หนึ่งกะละมังใหญ่ บอกให้ท่านเอาไปปล่อยเพื่อเป็นการต่ออายุ

ปล่อยปลา พร้อมกล่าวคำอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและผู้มีพระคุณ
พบเห็นมากตามท่าน้ำหน้าวัด ซึ่งเต็มไปด้วยร้านขายปลาและอาหารปลา
มีปลาหลากหลายชนิดให้เลือกซื้อและปล่อยตามความเชื่อ

นอกจากทำให้ใจสบายแล้ว ยังมีส่วนช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้กับชุมชน
เมื่อคราวที่อหิวาตกโรคระบาด ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 นั้น การระบาดของโรครุนแรงมาก มีผู้เสียชีวิตหลายหมื่นคน พระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ รับสั่งให้ซื้อปลาที่ถูกนำมาฆ่าขายกันในตลาดไปปล่อย สิ้นพระราชทรัพย์เป็นจำนวนมาก เพื่อหวังจะช่วยสะเดาะเคราะห์ให้กับบ้านเมือง

(ภาพอดีต) ศพผู้เสียชีวิตจากโรคระบาด
ถูกนำมาทิ้งที่ป่าช้าวัดสระเกศ 
สมเด็จพระวันรัต (ทับ พุทฺธสิริ) เจ้าอาวาสองค์แรกของวัดโสมนัสวิหาร เล่าถึงอหิวาตกโรคที่ระบาดรุนแรงในครั้งนั้นว่า

".. คนต้องโรคตายมากนัก ผู้ที่เห็นเขาเจ็บตายไปอย่างนั้น ก็หวาดหวั่นพรั่นตัว กลัวจะต้องเจ็บต้องตายไปบ้าง พากันทำบุญให้ทาน ทำการกุศลต่าง ๆ เพื่อจะห้ามกันความตาย หรือเพื่อจะตายไป บุญกุศลนั้นจะได้เป็นของตัวติดตามไปให้ได้ความสุขในเบื้องหน้า บางพวกก็ภาวนาบ่นพึมพำ ๆ เพื่อจะกันตาย ครั้นท้องร้องจ๊อกขึ้นมาก็ตกใจหน้าสลด คิดว่าเราเห็นจะตายคราวนี้เป็นแน่ บางพวกมีคนเป็นที่รักจากไปเสียในที่อื่นก็ร้องไห้ร่ำไรคิดถึงกัน บางพวกเที่ยวนิมนต์พระสงฆ์ไปสวดมนต์ฉันเช้า บางพวกก็นิมนต์พระมารับสังฆภัตต์และอุทเทศภัตต์ เป็นต้น คราวนั้นพระภิกษุสงฆ์ตามบึงบาง และภิกษุสงฆ์ในบ้านในเมืองร่ำรวยนักจนไม่มีท้องจะใส่ เพราะมีผู้เขาทำบุญให้ทานมาก ครั้นอหิวาตกโรคสงบเงียบลง พระภิกษุก็อดโซไป เพลาเช้า ๆ ออกเที่ยวบิณฑบาตก็ไม่ใคร่จะพอฉัน ท่านที่มีอุปัฏฐากญาติโยมอยู่ใกล้ ๆ ก็พอยังชั่ว ท่านที่ไม่มีอุปัฏฐากญาติโยม หรือมีอยู่เสียไกลก็ลำบาก เพราะไม่ใคร่จะมีผู้ทำบุญ ผู้ที่จะทำบุญกุศลและจะเหลียวแลดูพระ จะนับถือพระเป็นที่พึ่งที่ระลึกนั้น ก็เมื่อยามทุกข์ภัยบังเกิดขึ้น หรือเมื่อแก่ทุพพลจวนจะใกล้ตาย หรือเมื่อยามเจ็บหนักจวนจะแตกดับ หรือเมื่อยามความตายใกล้จะถึงเข้า  ยามปรกติเป็นสุขสบายอยู่แล้ว ผู้ที่จะเหลียวหน้ามาดูพระและจะนับถือพระเป็นที่พึ่ง และจะคิดทำบุญทำกุศลนั้นน้อยนัก.." 


การสะเดาะเคราะห์ต่ออายุที่ดูเป็นพิธีรีตรอง คือการนิมนต์พระท่านช่วยทำพิธี บังสุกุลตาย-บังสุกุลเป็น ด้วยหวังจะให้บังเกิดผลเฉียบพลันทันตาเห็น

การบังสุกุลเพื่อต่ออายุนั้น คนที่ต้องการต่ออายุขัยจะนอนหงาย เหยียดยาวตามสบาย พระท่านจะเอาผ้าขาวมาคลุมตลอดร่าง กล่าวคำบังสุกุลตายแล้วเอาผ้าขาวที่คลุมไว้ออก จากนั้นก็กล่าวคำบังสุกุลเป็นอีกครั้งหนึ่ง เป็นอันเสร็จพิธี  หากอาจารย์เจ้าพิธีเป็นคนถือทิศ เวลาบังสุกุลตาย ก็จะให้คนที่จะต่ออายุนอนหันศีรษะไปทางทิศตะวันตก เมื่อจะบังสุกุลเป็น ก็เปลี่ยนให้หันศีรษะไปทางทิศตะวันออก ตามความเชื่อว่า ทิศตะวันตกเป็นทิศของความตาย

พิธีบังสุกุลต่ออายุ
พระสงฆ์ชักผ้าจากศพหรือชักผ้าที่ทอดไว้หน้าศพด้วยการปลงกรรมฐาน
เช่นเดียวกับการบังสุกุล  เพียงแต่ทำในขณะที่ผู้เข้าพิธียังมีชีวิตอยู่
บทบังสุกุลตาย กล่าวว่า ...
          อะนิจจา วะตะ สังขารา 
          อุปปาทะวะยะธัมมิโน
          อุปปัชชิตวา นิรุชฌันติ 
          เตสัง วูปะสะโม สุโข 

มีความหมายว่า ...
          สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ
          มีความเกิดขึ้นและมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
          เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป
          ความเข้าไปสงบแห่งสังขารเหล่านั้นได้ ย่อมนำมาซึ่งความสุข

บทบังสุกุลเป็น กล่าวว่า ...
          อะจิรัง วะตะยัง กาโย 
          ปะฐะวิง อะธิเสสสะติ
          ฉุฑโฑ อะเปตะ วิญญาโน 
          นิรัตถังวะ กะลิงคะลัง

มีความหมายว่า ...
          ร่างกายของเรานี้ คงไม่นานหนอ
          จะต้องลงไปทับถมซึ่งแผ่นดิน
          เมื่อวิญญาณได้ปราศจากตัวเราทิ้งไปเสียแล้ว
          เปรียบเหมือนท่อนไม้ท่อนฟืน หาประโยชน์มิได้ดังนี้แล

โลงศพหลากสี  แยกตามวันเกิด
ซึ่งวัดเจ้าพิธีจัดเตรียมไว้รองรับความเชื่อของญาติโยม
จุดประสงค์เพื่อให้เกิดสติ  นึกถึงความตาย จะได้ลดความมัวเมาและเร่งทำความดี
เชื่อกันว่า การนอนโลงศพ เป็นการสะเดาะเคราะห์ต่ออายุที่ได้ผลวิธีหนึ่ง
ในบางสำนัก อาจารย์เจ้าพิธีจะให้คนที่ต้องการต่ออายุขัยลงไปนอนในโลงศพและทำพิธีในลักษณะเดียวกัน ประหนึ่งว่า คน ๆ นั้นได้ตายจากไปแล้ว หมดเคราะห์หมดโศกแล้ว ที่กลับฟื้นคืนมาคือคนใหม่พร้อมกับชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น อะไรทำนองนั้น

บางรายถึงขนาดที่ว่าวิญญาณออกจากร่างไปแล้ว ไปตามกลับมาเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อก็มี ดังเช่นเรื่องที่ท่านพลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ เล่าไว้เมื่อครั้งได้รับเชิญให้ไปพูดเรื่องจิตและวิญญาณ ต่อมา ท่านอาจารย์ทองทิว สุวรรณทัต ได้นำเรื่องดังกล่าวมาบันทึกไว้ในหนังสือ "ประสบการณ์ทางวิญญาณ" ความว่า ..

พลเรือตรี หลวงสุวิชานแพทย์ ร.น.
มีญาติของผู้ป่วยรายหนึ่ง เชิญท่านอาจารย์หลวงสุวิชานแพทย์ไปรักษาเพราะผู้ป่วยมีอาการเพียบหนัก เมื่อท่านไปถึงบ้าน ได้ตรวจดูอาการตามวิชาแพทย์ซึ่งท่านมีความเชี่ยวชาญ ก็พบว่า ชีพจรของผู้ป่วยนั้นหยุดเต้นแล้ว และเสียชีวิตก่อนที่ท่านจะไปถึงเพียงชั่วครู่เดียว

ครั้นญาติของผู้ตายทราบเช่นนั้น ก็พากันร้องไห้ด้วยความอาลัยอาวรณ์ในความดีของผู้ตาย เป็นที่น่าเวทนา ทั้งร่ำร้องขอให้ท่านอาจารย์หลวงสุวิชานแพทย์ หาหนทางช่วยเหลือให้ผู้ตายฟื้นคืนสติอีกครั้ง เพราะพวกเขาทราบดีว่า ท่านมีความสามารถพอที่จะช่วยได้

ท่านอาจารย์หลวงสุวิชานแพทย์ ได้ฟังญาติของผู้ตายรุมเร้าขอความช่วยเหลือจากท่าน ครั้งแรกท่านยังไม่กล้าที่จะรับปากพวกเขา เพียงแต่บอกว่า ขอให้ท่านได้ตรวจดูตามหลักวิชาสมาธิของท่านดูก่อน

และแล้วท่านก็เข้าสมาธิติดตามวิญญาณของผู้ตายไป จนพบกับเทวดาที่รักษาอายุของเขา ท่านจึงได้ขอร้องกับเทวดาเพื่อขอชีวิตกลับคืนสู่ร่างตามเดิม สุดท้ายได้มีการต่อรองกับเทวดารักษาอายุองค์นั้น โดยเทวดาได้ขอสัญญาว่า ถ้าให้วิญญาณของชายผู้นั้นกลับคืนสู่ร่างแล้ว จะต้องให้เขาบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาชั่วระยะหนึ่ง ซึ่งท่านอาจารย์หลวงสุวิชานแพทย์ ก็รับปากจะบอกญาติพี่น้องของเขาให้ัจัดการตามประสงค์ของเทวดาทุกประการ

ครั้นท่านอาจารย์หลวงสุวิชานแพทย์ออกจากญาณสมาธิแล้ว จึงแจ้งให้วงศาคณาญาติของผู้ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้วให้ทราบ อันเป็นการนำความปลื้มปิติแก่พวกเขาเป็นอย่างมาก และต่างก็นั่งรอเวลาที่วิญญาณจะกลับคืนสู่ร่าง

เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ๆ ท่านอาจารย์หลวงสุวิชานแพทย์ได้ตรวจอาการของผู้ตายอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าหัวใจเริ่มเต้นช้า ๆ จนเข้าระดับปรกติในเวลาต่อมาไม่นาน

เมื่อผู้ตายฟื้นคืนกลับมาและแข็งแรงดีแล้ว ญาติพี่น้องได้จัดการให้เขาได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ตามข้อตกลงที่ท่านอาจารย์ได้ให้ไว้แก่เทวดารักษาอายุของเขา โดยไม่กล้าบิดพลิ้วแต่อย่างใด

ท่านอาจารย์ทองทิว สุวรรณทัต (ขวา)
รัับโล่ห์เกียรติคุณจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นายชวน หลีกภัย (ซ้าย)
ในฐานะนักหนังสือพิมพ์ที่ดี ควรแก่การยกย่อง
ณ สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2538
อีกเรื่องหนึ่ง จากหนังสือเล่มเดียวกัน ท่านอาจารย์ทองทิว สุวรรณทัต เล่าว่า.. ครั้งหนึ่ง ท่านและเพื่อน คือ พ.อ.เจตน์ จารุตามระ ชวนกันลงเรือข้ามฟากจากฝั่งพระนครไปกราบท่านอาจารย์หลวงสุวิชานแพทย์ ณ บ้านของท่านที่อยู่ทางสะพานพระปิ่นเกล้าในปัจจุบัน เพื่อขอความกรุณาให้ท่านช่วยเหลือ เกี่ยวกับอาการเจ็บของญาติผู้ใหญ่ที่กำลังมีอาการค่อนข้างหนัก

ครั้นไปถึงบ้านท่านแล้ว ต้องรับบัตรที่ทางบ้านของท่านจัดเตรียมไว้ให้ แล้วนั่งรอจนกว่าจะถึงคิวของตัว ซึ่งก็กินเวลาเป็นชั่วโมง เพราะคนที่มาพึ่งท่านก่อนหน้ามีจำนวนไม่น้อย

เมื่อถึงคิวของ พ.อ.เจตน์ ก็ชวนกันเข้าไปกราบทำความเคารพ แต่ยังไม่ทันจะเอ่ยปากเล่าเรื่องให้ท่านฟังสักคำ ท่านอาจารย์หลวงสุวิชานแพทย์ก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อนว่า ".. คุณป้าของเรายังไม่ถึงที่ตายดอก กลับไปนี่ ให้ท่านทำสังฆทานไปถวายพระ แล้วกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้เจ้ากรรมนายเวรตลอดจนเทวดาที่รักษาตัวเสีย อีกไม่กี่วันก็หาย ยังไม่สิ้นอายุดอก.."

ต่อมาอีกสามถึงสี่วัน ญาติผู้ใหญ่ของท่าน พ.อ.เจตน์ ก็ลุกขึ้นเดินเหินได้ และอยู่มาอีกหลายปี จึงถึงแก่กรรม

(ภาพอดีต) ศาลท่านท้าวมหาพรหม และโรงแรมเอราวัณ
ท่านอาจารย์ พล.ร.ต.หลวงสุวิชานแพทย์ ร.น. นี้ เป็นอดีตนายแพทย์ใหญ่ทหารเรือ เป็นผู้อัญเชิญท่านท้าวมหาพรหมประดิษฐานที่โรงแรมเอราวัณ (ปัจจุบันคือโรงแรมแกรนด์ไฮแอทเอราวัณ) ส่วนบริเวณสำหรับตั้งศาลนั้น ท่านท้าวมหาพรหมโปรดบริเวณมุมโรงแรมด้านสี่แยกราชประสงค์


กลับเข้าเรื่องการทำบุญสะเดาะเคราะห์ต่ออายุและเสริมดวงชะตา ด้วยการบริจาคโลหิต ...

โลหิตเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นในการรักษาผู้ป่วย ผู้ป่วยหลายประเภทมีความจำเป็นต้องใช้โลหิต เช่น ผู้ที่ประสบอุบัติเหตุ ผู้ที่รอการผ่าตัด คลอดบุตร ผู้ป่วยที่เกิดภาวะเสียโลหิต ผู้ป่วยที่ภาวะเกล็ดโลหิตต่ำ ผู้ป่วยมะเร็ง การปลูกถ่ายอวัยวะ การปลูกถ่ายไขกระดูก ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ จะทำไม่ได้เลยหากไม่มีโลหิต


บ่อยครั้งที่เราได้เห็นภาพพ่อแม่พี่น้องมานอนเฝ้าผู้ป่วยในโรงพยาบาล และเมื่อผู้ป่วยเสียชีวิตก็จะมีเสียงร้องไห้ระงมชวนให้เศร้าใจ ภาพการเก็บข้าวของเครื่องใช้ของคนรักที่จากไปเป็นภาพที่เศร้าสลดและสะเทือนใจมาก เหตุการณ์ลักษณะนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นเลย หากมีโลหิตสำรองในคลังเพียงพอที่จะรักษาชีวิตผู้ป่วยได้ทันท่วงที


โลหิตในร่างกายคนเรา ประกอบด้วยพลาสมา (น้ำเหลือง) และเม็ดโลหิต คิดเป็น 8% ของน้ำหนักตัว หรือประมาณ 17-18 แก้วน้ำ ร่างกายใช้เพียง 15-16 แก้วน้ำเท่านั้น ส่วนที่เหลือคือโลหิตส่วนเกินที่ร่างกายยังไม่จำเป็นต้องใช้ สามารถบริจาคให้ผู้อื่นได้โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ แก่ร่างกาย

และเมื่อบริจาคโลหิตไปแล้ว ไขกระดูกจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดโลหิตใหม่ขึ้นมาทดแทน ให้มีปริมาณโลหิตในร่างกายเท่าเดิม

และถึงแม้จะไม่บริจาคโลหิต เม็ดโลหิตแต่ละชนิดก็มีอายุการทำงาน เมื่อหมดอายุ เม็ดโลหิตที่สลายตัวจะถูกขับออกทางปัสสาวะและอุจจาระ หลังจากนั้น ไขกระดูกจะสร้างเซลล์เม็ดโลหิตชุดใหม่ขึ้นมาทดแทนตลอดเวลาโดยไม่มีวันหมด


การบริจาคโลหิตจึงเกิดประโยชน์ต่อร่างกายของผู้บริจาคโดยตรง เพราะไปกระตุ้นการทำงานของไขกระดูก ให้สร้างเม็ดโลหิตใหม่ ๆ ซึ่งแข็งแรงและมีประสิทธิภาพทดแทนโลหิตเก่าที่ขับออกไป ทำให้ผู้บริจาคโลหิตมีผิวพรรณสดใส มีสุขภาพอนามัยดี นอกจากนี้ การบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทำให้การสะสมธาตุเหล็กในร่างกายลดลง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้

ประโยชน์อื่น ๆ ที่ผู้บริจาคโลหิตจะได้รับ คือได้รับการตรวจสุขภาพร่างกาย โลหิตที่บริจาคจะผ่านกระบวนการคัดกรองเชื้อต่าง ๆ ในห้องปฏิบัติการ จึงเหมือนกับการที่ผู้บริจาคโลหิตได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี, ไวรัสตับอักเสบ ซี, เอดส์ และอื่น ๆ

การบริจาคโลหิต ยังช่วยกระตุ้นให้ผู้บริจาคโลหิตหันมาสนใจดูแลรักษาสุขภาพของตนเองมากยิ่งขึ้น เพราะมีความรู้สึกว่า หลังการบริจาคโลหิต ร่างกายควรได้รับการทะนุถนอมและฟื้นฟูให้กลับมาแข็งแรง มีความพร้อมสำหรับการบริจาคในครั้งต่อ ๆ ไป จึงเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ จัดเวลาว่างเพื่อไปออกกำลังกายเป็นประจำ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เลิกสูบบุหรี่ เป็นต้น


ขั้นตอนการรับบริจาคโลหิตนั้น ปฏิบัติงานโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางการแพทย์และสาธารณสุข ให้ความสำคัญและระมัดระวังอย่างยิ่งในเรื่องความสะอาดปลอดภัยในทุกขั้นตอน

ผู้บริจาคมั่นใจได้ว่า จะไม่มีการใช้เข็มซ้ำอย่างแน่นอน เริ่มตั้งแต่การตรวจคัดกรองความเข้มข้นของโลหิต เข็มที่ใช้เจาะปลายนิ้วมาจากอุปกรณ์ที่มีกลไกป้องกันการใช้ซ้ำครั้งที่สอง ฉะนั้น เมื่อเจาะครั้งที่หนึ่งแล้ว จะไม่สามารถจะเจาะซ้ำครั้งที่สองอีก  สำหรับเข็มที่ใช้เจาะเข้าท่อนแขนเพื่อเก็บโลหิตนั้น ก็มาพร้อมกับถุงบรรจุโลหิต ซึ่งมีทั้งสายยางและเข็มเจาะครบชุด เป็นของใหม่และไม่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ 


พระพุทธศาสนาเชื่อว่า การที่เราจะสุข จะทุกข์ จะเสื่อม จะเจริญ ไม่ใช่อำนาจของดวงดาว ไม่ใช่อำนาจของสิ่งภายนอกอื่นใด หากแต่อยู่ที่กรรมหรือการกระทำของเราเอง ทำกรรมอันใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม ย่อมได้รับผลแห่งกรรมนั้น และกรรมสามารถส่งผลข้ามภพข้ามชาติได้

การบริจาคโลหิต เป็นกุศลกรรม เป็นบุญชนิดหนึ่งที่เรียกว่า บุญเกิดจากการให้ หรือ "ทานมัย"  โลหิตเป็นส่วนสำคัญของทุกชีวิต เป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงรักษาชีวิตให้ดำรงอยู่  การบริจาคโลหิตจึงเทียบได้กับการบริจาคชีวิต นับเป็นการบำเพ็ญทานบารมีที่ยิ่งใหญ่ ควรแก่การยกย่องสรรเสริญเป็นอย่างยิ่ง

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนจะทรงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ได้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร ทรงบำเพ็ญบารมีอันกระทำได้ยากนับครั้งไม่ถ้วน ในบางพระชาติ ทรงสละชีวิตของพระองค์เองเพื่อความอยู่รอดของชีวิตอื่น

ทานมัยนี้มีผลมาก ให้มนุษย์สมบัติก็ได้ ให้สวรรค์สมบัติก็ได้ นิพพานสมบัติก็ได้ เป็นที่รักของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย

การบริจาคโลหิต ยังนับเป็น "เวยยาวัจจมัย" หรือบุญอันเกิดจากการขวนขวายในกิจที่ชอบ ช่วยทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นหรือต่อส่วนรวม บุญข้อนี้มีผลมาก ไปที่ใดก็จะได้รับความสะดวก ได้รับความช่วยเหลือ ไม่ขัดข้องเดือดร้อน


การให้ทุกชนิดย่อมมีผลทั้งสิ้น แม้แต่บุคคลเทน้ำลงในหลุมหรือบ่อเล็ก ๆ ด้วยหวังว่าจะให้สัตว์ตัวเล็ก ๆ ได้อาศัยน้ำนี้เป็นอยู่ พระพุทธองค์ยังตรัสว่าเป็นบุญ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า โลหิตที่เสียสละบริจาคเพื่อสงเคราะห์ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์ โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง และไม่มุ่งหวังอามิสสิ่งตอบแทน จะมีอานิสงส์ผลบุญมากมายเพียงใด

ผู้ป่วยที่รอรับโลหิตบริจาค บางรายเป็นพ่อเป็นแม่ของลูกซึ่งยังเล็กอยู่ บางรายเป็นกำลังสำคัญในการทำมาหาเลี้ยงชีพ เป็นความหวังของครอบครัว บางท่านเป็นปูชนียบุคคล เป็นครูบาอาจารย์ผู้ประสิทธิประสาทวิชาความรู้ ฯลฯ การช่วยเหลือพวกเขาเหล่านั้นให้มีชีวิตรอดยืนยาวต่อไป จึงไม่ใช่การให้ความช่วยเหลือเพียงเฉพาะผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วยเท่านั้น หากแต่ยังมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับอีกหลายชีวิตที่พึ่งพาอาศัยอยู่รอบข้าง

การประกอบกุศลกรรมที่ยิ่งใหญ่ มีอานิสงส์มากเช่นนี้ ย่อมสามารถตัดรอนอกุศลกรรมที่หนักที่แรงได้ แม้ดวงชะตามีเกณฑ์ประสบเคราะห์หนัก ถึงขั้นเลือดตกยางออก ก็สามารถรักษาชีวิตรอดปลอดภัยได้อย่างน่าอัศจรรย์


การบริจาคโลหิตนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนมั่งมีหรือยากจน ก็สามารถทำได้ด้วยกันทั้งสิ้น และเมื่อทำแล้ว ย่อมเกิดความสุขและความภาคภูมิใจที่ได้เสียสละโลหิตในร่างกายตนเพื่อสาธารณประโยชน์ต่อผู้อื่น

คัมภีร์โบราณของจีนกล่าวว่า บุคคลใดสั่งสมแต่ความดีงาม ไม่เพียงแต่บุคคลนั้นจะได้เสวยผลแห่งความดีนั้น แม้แต่สมาชิกในครอบครัว รวมถึงลูกหลานเหลนโหลนก็จะพลอยได้เสวยผลแห่งกรรมดีนั้นด้วยเช่นกัน


ผู้ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ
ผู้ให้ของที่เลิศ ย่อมได้ของที่เลิศ
ผู้ให้ของที่ดี ย่อมได้ของที่ดี
ผู้ให้ของที่ประเสริฐ ย่อมเข้าถึงฐานะอันประเสริฐ
นระใดให้ของที่เลิศ ให้ของที่ดี และให้ของที่ประเสริฐ
นระนั้นจะเกิด ณ ที่ใด ๆ ย่อมมีอายุยืน มียศ ณ ที่นั้น ๆ
                                                                                            
                                                                               (มนาปทายีสูตร)


อ้างอิง        -  สื่อประชาสัมพันธ์ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย
                 -  กฎแห่งกรรม, พระสาสนโสภณ (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
                 -  ประสบการณ์ทางวิญญาณ, ท่านอาจารย์ทองทิว สุวรรณทัต

ขอขอบคุณ  ท่านเจ้าของภาพถ่ายในอินเทอร์เน็ตทุกท่าน ที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบเป็นวิทยาทาน