วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

'แขกพิเศษ' ของพระอริยเจ้า



พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่สายวัดป่า เคยปรารภให้ศิษยานุศิษย์ผู้ใกล้ชิดฟังว่า สถานที่บางแห่งที่ท่านไปพำนักอยู่ แม้อยู่ในป่าเขาลึก ๆ ก็ตาม จะมีเทวดาพากันมาฟังธรรม ส่วนมากจะมากันตอนดึกสงัด โดยท่านจะทราบล่วงหน้าก่อนแล้วทุกครั้ง บางคืนจึงจำเป็นต้องงดการประชุมอบรมพระเณร เพื่อเข้าสมาธิภาวนา แสดงธรรมให้เหล่าเทวดาฟัง

เมื่อเหล่าทวยเทพมาถึง จะทำประทักษิณสามรอบโดยพร้อมเพรียง แล้วนั่งกันเป็นระเบียบเรียบร้อย ผู้เป็นหัวหน้าจะกล่าวแนะนำตนและหมู่คณะว่ามาจากที่แห่งใด ประสงค์จะฟังหัวข้อธรรมเรื่องใดบ้าง  ท่านพระอาจารย์มั่นจะส่งกระแสจิตออกทักทายพอสมควร จากนั้นจึงกำหนดจิต ให้ข้อธรรมที่ควรแสดงผุดขึ้นมา แล้วเริ่มแสดงธรรมให้ฟังจนเข้าใจ จบแล้ว เหล่าทวยเทพก็พร้อมกันสาธุการ ทำประทักษิณสามรอบ แล้วกราบลากลับ พอออกพ้นเขตวัดหรือสถานที่ ๆ ท่านพำนัก ก็พากันเหาะขึ้นสู่อากาศ คล้ายปุยนุ่นที่ปลิวขึ้นสู่ท้องฟ้า

บางคืน เทวดาพากันมาหลายคณะ ทั้งจากเบื้องบนและเบื้องล่าง พญานาคก็มี มาเยี่ยมท่านในเวลาเดียวกัน ท่านต้องย่นเวลา โดยแสดงธรรมให้ฟังพอสังเขป และแก้ปัญหาให้เท่าที่จำเป็น เมื่อคณะที่มาถึงก่อนลากลับ คณะที่มาทีหลังซึ่งรออยู่ห่าง ๆ พอไม่ให้เสียมารยาทก็ทยอยกันเข้ามา ท่านก็แสดงธรรมให้ฟังให้พอเหมาะกับจริตนิสัยและภูมิของเทวดานั้น ๆ หรือตามแต่ผู้เป็นหัวหน้าคณะจะแสดงความประสงค์ว่าต้องการฟังธรรมในหัวข้อใด

ท่านพระอาจารย์มั่นกล่าวว่า การแสดงธรรมให้เทวดาฟัง ต่างกับการแสดงธรรมให้มนุษย์ฟังอยู่มาก  เทวดาไม่ว่าเบื้องบนหรือเบื้องล่าง สามารถเข้าใจข้อธรรมที่บรรยายได้เร็วกว่ามนุษย์หลายเท่า เมื่อแสดงธรรมจบ เสียงสาธุการสามครั้งสะเทือนโลกธาตุ  ขณะที่มาถึง ขณะนั่งฟังธรรม กระทั่งขณะที่จากไป ก็ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามตลอดสาย และมีความเคารพนอบน้อมอย่างยิ่ง

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
วัดป่าสัมมานุสรณ์ อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย
ในบรรดาศิษย์อาวุโสของท่านพระอาจารย์มั่น กล่าวได้ว่า หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เป็นพระอภิญญาที่มีฤทธิ์มากองค์หนึ่ง มีประสบการณ์เกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ สามารถรู้เห็นและติดต่อกับสิ่งลี้ลับต่างภพภูมิที่มาขอสร้างบุญสร้างกุศลกับท่าน หรือขอให้ท่านเทศน์โปรด

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ได้เล่าเรื่องราวเมื่อครั้งที่ไปบำเพ็ญภาวนาอยู่ที่ ถ้ำดอกคำ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ กับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต  ว่า พระเณรจะนอนแต่หัวค่ำ พอตกดึก ก็ลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตา ไหว้พระสวดมนต์และนั่งภาวนา  เวลาดึก ๆ เทวดาจะมาเยี่ยมฟังธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่นอยู่เสมอ  ในเวลาที่คนเรานอนหลับ สติไม่ค่อยมี ท่าทางการนอนก็ดูไม่สวยงาม เทวดาผ่านไปมา เห็นเข้าแล้วไม่เกิดศรัทธาและอาจตำหนิเอาได้

ที่ถ้ำดอกคำแห่งนี้ เทวดาพากันมาขอให้ท่านพระอาจารย์มั่นแสดงธรรมให้ฟังอยู่มิได้ขาด มากันทุกคืน คราวละจำนวนมาก ๆ  เวลาที่พวกเทวดามา ทั่วบริเวณถ้ำดอกคำจะสว่างไสวราวกับจุดเทียนไขเป็นหมื่นเป็นแสนเล่มไว้รอบบริเวณ    

การแต่งกายของเทวดาที่พากันมาฟังธรรมนั้น เขาจะไม่ประดับเพชรนิลจินดา ถ้าผู้ที่เป็นหัวหน้าใส่ชุดขาว บริวารก็จะใส่ชุดขาวเหมือนกัน ถ้าเป็นสีแดง ก็จะใส่สีแดงมาเหมือนกัน


ท้าวจตุโลกบาล หรือท้าวมหาราชผู้รักษาโลกทั้งสี่ทิศ ก็เคยมาขอฟังธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น พากันมาจากเขาจุมพต เทวดาที่มากันในครั้งนั้นมีจำนวนมากเป็นพิเศษ เป็นแสน ๆ องค์ เต็มผืนดินผืนฟ้าไปหมด มาขอให้ท่านอาจารย์มั่นแสดงพระธรรมเทศนาเรื่อง "นะรักกันตัง" 

หลวงปู่ชอบได้กราบเรียนถามท่านพระอาจารย์มั่นในเรื่อง "นะรักกันตัง" ว่ากล่าวถึงอะไร ท่านบอกว่าเป็นเรื่องที่กล่าวถึงกุศลมูล อกุศลมูล เกี่ยวกับนรกสวรรค์ จัดเป็นเรื่องเฉพาะ ไม่มีการกล่าวถึงโดยทั่วไป

หลวงปู่ชอบเล่าว่า ช่วงที่ท่านพำนักอยู่ที่ถ้ำดอกคำนี้ มีเทวดามากจริง ๆ ที่ไหน ๆ ที่ไปมา ก็ไม่เคยเห็นเทวดามาเยี่ยมฟังธรรมมากเท่ากับอยู่ที่ถ้ำดอกคำนี้ และที่ถ้ำดอกคำแห่งนี้ ก็เป็นสถานที่ที่ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต บรรลุธรรมขั้นสูงสุดอีกด้วย

หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี
หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เล่าว่า เวลาฟังท่านพระอาจารย์มั่นสนทนากับหลวงปู่ชอบ เกี่ยวกับเรื่องกายทิพย์ เรื่องเทวดา ภูติผีทั้งหลายที่มาขอพึ่งบารมี มาฟังธรรมและถามปัญหาธรรม บรรดาพระเณรที่ฟังอยู่ด้วยกัน ต่างรู้สึกเพลิดเพลิน ตื่นตาตื่นใจ ไม่อยากให้การสนทนาจบลงเลย ท่านทั้งสององค์พูดสอดคล้องกัน เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ราวกับอยู่ในเหตุการณ์ด้วยกัน

กล่าวถึงหลวงปู่ชอบ ท่านเองก็มีเทวดามาเยี่ยมเพื่อขอฟังธรรมอยู่เสมอ ๆ ในระหว่างที่ท่านธุดงค์อยู่ในป่าลึก จะมีพวกกายทิพย์เข้ามานิมนต์ให้อยู่โปรดพวกเขา

เมื่อครั้งที่หลวงปู่ชอบ ออกธุดงค์สมัยแรก ๆ เรื่องราวความมหัศจรรย์ต่าง ๆ เกี่ยวกับท่านยังไม่เป็นที่เปิดเผย คงทราบกันเฉพาะในหมู่เพื่อนพระที่ออกธุดงค์ด้วยกัน เช่น หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจินโณ เป็นต้น  มาในระยะหลัง เมื่อหลวงปู่ท่านยอมให้ศิษย์ติดตาม จึงเปิดโอกาสให้ได้รู้ได้เห็นมากขึ้น


ครั้งหนึ่ง ราวปี พ.ศ. 2490 หลวงปู่ชอบไปวิเวกที่ปางยางหนาด อยู่ห่างจากภูผาแด่นไปทางทิศตะวันตกราว 3 กิโลเมตร มีสามเณรชื่อเลื่อนกับผ้าขาวชื่อสมผล ติดตามไปด้วย  ที่ปางยางหนาดนั้น หลวงปู่ชอบไม่ค่อยได้ออกบิณฑบาต ท่านอดอาหารติดต่อกันครั้งละ 7 วันบ้าง 15 วันบ้าง สามเณรและผ้าขาวจึงต้องออกหาอาหารกินเอง

คืนหนึ่ง สามเณรกับผ้าขาวมองเห็นกุฏิของหลวงปู่ชอบมีแสงสว่างแดงจ้าไปทั้งกุฏิ ก็ตกใจนึกว่าเกิดเพลิงไหม้ พากันวิ่งไปดู เมื่อไปถึงกุฏิ กลับมีแต่ความมืด ไม่เห็นแสงอะไร แต่พอกลับออกมา ก็เห็นแสงสว่างจ้าขึ้นอีก วิ่งกลับไปกลับมาอยู่หลายเที่ยว จะว่าตาฝาดก็เห็นเหมือนกันทั้งคู่

วันรุ่งขึ้น เมื่อมีโอกาสจึงได้กราบเรียนถามหลวงปู่ชอบว่าเกิดอะไรขึ้น หลวงปู่บอกว่า "เมื่อคืนมีเทวดามาเต็มไปหมด มาขอฟังเทศน์" หลวงปู่บอกต่อว่า "เฮาเทศน์เรื่องพระไตรสรณาคมน์ให้ฟัง"

พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ
วัดเจติยาคีรีวิหาร (ภูทอก)  บึงกาฬ
เมื่อครั้งที่หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เดินทางไปเยี่ยมพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ที่วัดเจติยาคีรีวิหาร หรือ ภูทอก ในปี พ.ศ. 2517 ท่านพระอาจารย์จวนได้จัดที่พักถวายหลวงปู่ชอบ เป็นเงื้อมถ้ำอยู่ด้านล่างของภูทอก 

ท่านครูบาดม พระอุปัฏฐากของหลวงปู่ชอบในขณะนั้นเล่าว่า รู้สึกตัวตื่นขึ้นมากลางดึก ต้องประหลาดใจมากที่เห็นบริเวณรอบ ๆ เงื้อมถ้ำมีแสงสว่างไปทั่ว เหมือนใครมาจุดตะเกียงเจ้าพายุที่มีความสว่างมากในที่นั้น และศูนย์กลางของแสงสว่างอยู่ตรงกลดของหลวงปู่ชอบ แสงมีความสว่างไสวจนสามารถมองทะลุเข้าไปในมุ้งกลด เห็นหลวงปู่นั่งอยู่ภายในอย่างชัดเจน

ครูบาดมเก็บความประหลาดใจไม่ไหว จึงค่อย ๆ คลานไปหาหลวงปู่ซามา อจุตฺโต (วัดป่าอัมพวัน จังหวัดเลย) ซึ่งร่วมคณะไปด้วย ก็พบว่าหลวงปู่ซามากำลังเฝ้าดูเหตุการณ์ประหลาดอยู่แล้ว และเห็นทุกอย่างเช่นเดียวกับที่ครูบาดมเห็น

ทั้งหลวงปู่ซามาและครูบาดม จึงพากันคลานเข้าไปใกล้ ๆ เพื่อดูให้แน่ใจ ปรากฏว่า ยิ่งเข้าไปใกล้มุ้งกลดของหลวงปู่ แสงสว่างกลับค่อย ๆ หรี่ลง เมื่อเข้าไปถึงกลดของหลวงปู่ชอบ ความสว่างก็หายไป เมื่อเลิกมุ้งกลดขึ้นดู ก็เห็นหลวงปู่ชอบท่านนอนหลับนิ่งอยู่ ทั้งสององค์จึงปิดมุ้งกลดแล้วคลานกลับที่เดิม เมื่อห่างออกไปประมาณ 2 เมตร แสงก็กลับสว่างขึ้นอีก ยิ่งถอยห่างออกไป แสงก็ยิ่งเพิ่มความสว่างนวลมากขึ้น และเห็นหลวงปู่ชอบนั่งยิ้มอยู่ภายในมุ้งกลดอย่างชัดเจน

หลวงปู่ซามาและครูบาดม จึงคลานกลับไปที่กลดของหลวงปู่ชอบเป็นคำรบสองด้วยความสงสัย ก็ปรากฏเหตุการณ์ประหลาดเหมือนเดิม คือ ความสว่างค่อย ๆ หรี่ลงเรื่อย ๆ และเมื่อเลิกมุ้งกลดขึ้นดู ก็ยังคงเห็นหลวงปู่ชอบนอนหลับอยู่ในท่าเดิม ท่านหายใจแรงและมีเสียงกรนแผ่ว ๆ พอบอกให้รู้ว่ากำลังหลับลึก

หลวงปู่ซามาจึงชวนครูบาดมคลานถอยห่างออกไป ด้วยเชื่อว่า หลวงปู่ชอบกำลังแสดงธรรมโปรดเทวดาที่ภูทอกอยู่ ไม่สมควรไปรบกวนท่านขณะแสดงธรรม


หลวงปู่ชอบกล่าวว่า เทวดาทั้งหลายก็เคยเป็นมนุษย์มาก่อน มีจิตฝักใฝ่ในบุญกุศล พอตายจากโลกนี้ ก็ไปจุติในสวรรค์ชั้นต่าง ๆ สูงบ้างต่ำบ้าง ขึ้นอยู่กับบุญกุศลที่ตนได้สั่งสมมา  แม้ในขณะที่ยังเป็นเทวดาอยู่ก็ตาม จิตของพวกเขาก็ยังผูกพันอยู่กับบุญกุศล เมื่อได้ยินหรือได้เห็นผู้ใดประกอบคุณงามความดี ก็จะพากันมาร่วมอนุโมทนาด้วย หากว่าเรามีสมาธิจิตที่ละเอียด ก็สามารถมองเห็น หรืออย่างหยาบ ๆ ก็พอจะสัมผัสได้ด้วยความรู้สึกขนลุกขนชัน

พระธรรมสิงหบุราจารย์
หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี
หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม วัดอัมพวัน สิงห์บุรี เคยเทศน์สอนญาติโยมเช่นกันว่า บ้านไหนจัดที่บูชา มีโต๊ะหมู่ มีพระพุทธรูปตั้งไว้ แล้วเจ้าของบ้านสวดมนต์ เทวดาก็จะมาร่วมสวดมนต์ด้วย  ส่วนบ้านไหนมีพระพุทธรูปไว้เพียงตั้งโชว์ ร้อยวันพันปีไม่เคยทำวัตรสวดมนต์ เทวดาก็ไม่มา


เมื่อครั้งองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงดำรงพระชนมชีพอยู่นั้น พุทธกิจที่พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญเป็นประจำในแต่ละวันมี 5 อย่าง คือ

1.  เวลาเช้า เสด็จบิณฑบาต
2.  เวลาเย็น ทรงแสดงธรรมโปรดมหาชน
3.  เวลาค่ำ ทรงประทานโอวาทแก่เหล่าภิกษุ
4.  เที่ยงคืน ทรงตอบปัญหาเทวดา
5.  จวนสว่าง ทรงตรวจดูสัตว์โลกที่สามารถและยังไม่สามารถบรรลุธรรมอันควรเสด็จไปโปรด

การแสดงธรรมโปรดเทวดานี้ จึงมีมาแต่ครั้งพุทธกาล เมื่อภิกษุทั้งหลายได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อทูลถามปัญหาบ้าง ทูลขอกรรมฐานบ้าง หรือทูลขอฟังธรรมแล้ว ครั้นได้เวลาอันควร ก็ถวายบังคมลา จากนั้น ก็เป็นโอกาสของเหล่าเทวดาในหมื่นโลกธาตุจะพากันเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทูลถามปัญหาต่าง ๆ ตามที่ได้เตรียมมา และพระพุทธองค์ก็จะทรงตอบปัญหาแก่เทวดาเหล่านั้น

เทวดาที่เสวยสุขอยู่บนสวรรค์ชั้นฉกามาพจร หรือสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น (จาตุมหาราชิก ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี) ถึงแม้จะมีทิพยสมบัติมากมาย แต่ก็ยังมีความหวาดกลัวต่อมรณภัย กลัวว่าเมื่ออายุขัยแห่งเทวดาของตนหมดลงแล้ว จะไปเกิดในนรก บ้างก็เป็นทุกข์ที่จะต้องพลัดพรากจากสมบัติอันเป็นทิพย์ จึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า หวังเป็นที่พึ่งเพื่อช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ให้แก่ตน


บ้างก็เกิดความสงสัยใคร่รู้ในธรรม เช่นเมื่อครั้งที่เทวดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ประชุมกันแล้วตั้งปัญหาขึ้น 4 ข้อ คือ (1) บรรดาทานทั้งหลาย ทานชนิดไหน บัณฑิตกล่าวว่าเยี่ยม (2) บรรดารสทั้งหลาย รสชนิดไหน บัณฑิตกล่าวว่ายอด (3) บรรดาความยินดีทั้งหลาย ความยินดีชนิดไหน บัณฑิตกล่าวว่าเลิศ  (4) ความสิ้นไปแห่งตัณหา บัณฑิตกล่าวว่าประเสริฐสุด เพราะเหตุไร  

ป้ญหาทั้งสี่ข้อนี้ เทวดาในหมื่นจักรวาล ไม่มีผู้ใดตอบได้ ท้าวสักกะ (พระอินทร์) พร้อมด้วยเหล่าเทวดา จึงพากันเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่ออาศัยปัญญาบารมีของพระองค์เป็นผู้ตอบปัญหา พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า

บรรดาทานทุกชนิด ธรรมทานเป็นเยี่ยม
บรรดารสทุกชนิด รสแห่งพระธรรมเป็นยอด 
บรรดาความยินดีทุกชนิด ความยินดีในธรรมประเสริฐ 
ความสิ้นไปแห่งตัณหาประเสริฐที่สุดแท้ เพราะเป็นเหตุให้สัตว์บรรลุพระอรหัต

ดังกล่าวนี้แล้ว ตรัสพระคาถาว่า

"สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ 
สพฺพรสํ ธมฺมรโส ชินาติ 
สพฺพรตึ ธมฺมรติ ชินาติ 
ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ"


พระสูตรจำนวนไม่น้อย กล่าวถึงเรื่องราวที่เทวดาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อทูลถามปัญหา เช่น มงคลสูตร กล่าวถึงเทวดาตนหนึ่ง รับมอบหมายจากท้าวสักกเทวราช ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าขณะประทับอยู่ที่พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ทูลถามปัญหาว่า เทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก ผู้หวังความสวัสดี พากันคิดถึงมงคลคือเหตุให้ถึงความเจริญทั้งหลาย ขอพระพุทธองค์ตรัสบอกมงคลอันสูงสุดด้วยเถิด

พระพุทธเจ้าตรัสตอบมงคล 38 ประการ ดังนี้...

(1) ไม่คบคนพาล 
(2) คบบัณฑิต 
(3) บูชาคนที่ควรบูชา 
(4) อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม 
(5) การได้สร้างบุญไว้ในกาลก่อน 
(6) ตั้งตนไว้โดยชอบ 
(7) เป็นผู้เรียนรู้มาก 
(8) เป็นผู้มีศิลปะวิทยา 
(9) มีระเบียบวินัยดี 
(10) พูดแต่วาจาที่ดี 
(11) บำรุงบิดามารดา 
(12) สงเคราะห์บุตร 
(13) สงเคราะห์ภรรยา 
(14) ทำการงานไม่คั่งค้าง 
(15) ให้ทาน 
(16) ประพฤติธรรม คือกุศลกรรมบท 10  
(17) สงเคราะห์ญาติ 
(18) ทำการงานที่ปราศจากโทษ 
(19) งดเว้นความชั่ว 
(20) เว้นจากการดื่มน้ำเมา 
(21) ไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย 
(22) มีสัมมาคารวะ 
(23) อ่อนน้อมถ่อมตน 
(24) มีความสันโดษ 
(25) มีความกตัญญู 
(26) ฟังธรรมตามกาล 
(27) มีความอดทน 
(28) เป็นผู้ว่านอนสอนง่าย 
(29) การได้พบเห็นสมณะ 
(30) สนทนาธรรมตามกาล 
(31) มีความเพียรเผากิเลศ 
(32) ประพฤติพรหมจรรย์ 
(33) เห็นอริยสัจทั้งหลาย 
(34) ทำพระนิพพานให้แจ้ง 
(35) จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรมทั้งแปด 
(36) จิตไม่เศร้าโศก 
(37) จิตปราศจากธุลีคือกิเลส 
(38) จิตถึงความเกษมคือปลอดจากโยคะกิเลสทั้งปวง

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสบอกมงคล 38 ประการแล้ว ได้ตรัสสรุปอานิสงส์ของการปฏิบัติมงคลธรรมของมนุษย์และเทวดาว่า เป็นผู้ไม่พ่ายแพ้ข้าศึกทั้งปวง ย่อมถึงความสุขสวัสดีในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ

มงคลสูตรนี้ เป็นพระสูตรหนึ่งที่พระสงฆ์นำมาใช้สวดเจริญพระพุทธมนต์ ขึ้นต้นว่า "อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา ..."


แม้แต่พรหมที่สถิตอยู่บนพรหมโลก เมื่อมีข้อขัดข้องสงสัย ก็จะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเช่นกัน โดยปรกติแล้ว พรหมเป็นผู้มีคุณธรรมสูงกว่าเทวดาในสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น ปัญหาของพรหมจึงไม่มากเหมือนปัญหาของเทวดา การเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า จะเป็นไปเพื่อกราบทูลให้แสดงธรรมโปรดสัตว์ทั้งหลาย เช่นเมื่อท้าวสหัมบดีพรหม ชักชวนหมู่พรหมและเทพยดาบนสวรรค์ มาชุมนุมต่อหน้าพระพักตร์พระบรมศาสดา แล้วกล่าวคำอาราธนาให้ทรงแสดงธรรม

ในกาลต่อมา เมื่อพุทธบริษัท ประสงค์จะอาราธนาพระสงฆ์ให้แสดงธรรม ก็จะใช้คำอาราธนาว่า  

"พฺรหฺมา จ โลกาธิปตี สหมฺปติ 
กตฺอญฺชลี อนฺธิวรํ อยาจถ
สนฺตีธ สตฺตาปฺปรชกฺขชาติกา 
เทเสตุ ธมฺมํ อนุกมฺปิมํ ปชํฯ" 

แปลว่า "ท้าวสหัมบดีพรหม ผู้เป็นใหญ่แห่งโลก ได้กระทำอัญชลี ทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงคุณอันประเสริฐว่า สัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลี คือกิเลสในดวงตาเบาบาง ยังมีอยู่ในโลกนี้ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดแสดงธรรมอนุเคราะห์แก่หมู่สัตว์นี้ด้วยเถิด"

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
วัดบูรพาราม สุรินทร์
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์ ได้รับการยกย่องในหมู่ผู้ปฏิบัติกรรมฐาน ทั้งพระภิกษุและฆราวาส ว่าเป็นผู้มีความรู้ลึกซึ้งในเรื่องของจิต  โดยปรกติ ท่านจะพูดแต่เรื่องภายในคือเรื่องของจิตเป็นส่วนใหญ่ มีบ้างนาน ๆ ครั้งจึงจะพูดถึงสิ่งภายนอก เช่น เรื่องเกี่ยวกับภูติผีปีศาจ กายทิพย์ โอปปาติกะ (ผู้เกิดผุดขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยพ่อแม่ อาศัยอดีตกรรม ได้แก่เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต อสุรกาย)

คราวหนึ่ง ท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณ (ผู้เป็นพระอุปัฏฐากหลวงปู่ดูลย์อย่างใกล้ชิดตั้งแต่บวชเป็นสามเณรจนกระทั่งหลวงปู่มรณภาพ ต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาสี่สิบกว่าปี) กราบนมัสการถามหลวงปู่ดูลย์ แบบทีเล่นทีจริงว่า "ตามตำราบอกว่าเทวดามาฟังธรรมของพระพุทธเจ้าครั้งละหลายโกฏินั้น จะมีศาลาโรงธรรมที่ไหนให้นั่งได้หมด ?"  คำตอบของหลวงปู่ ทำให้ทุกคนถึงกับอึ้ง เพราะไม่เคยได้ยินได้ฟัง และไม่เคยพบในตำราเล่มใดมาก่อน เมื่อหลวงปู่ตอบว่า "ในเนื้อที่หนึ่งปรมาณู เทวดาอยู่ได้แปดองค์"


ในช่วงท้ายชีวิตของหลวงปู่ดูลย์ มีผู้สังเกตว่า หลวงปู่ท่านมักจะพูดธรรมะชั้นสูง เกี่ยวกับการเข้าฌาณออกฌาณ บางช่วงท่านก็อยู่เฉย ๆ นิ่ง ๆ คล้ายกับเข้าสมาธิหรือพิจารณากัมมัฏฐานข้อใดข้อหนึ่ง นิ่งไปสักพักหนึ่ง แล้วก็ปรารภธรรมบทใดบทหนึ่งต่อทันที

ตอนที่หลวงปู่ไปพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ก็มีเหตุการณ์แปลก ๆ คล้ายกับว่าท่านกำลังพูดคุยหรือเทศน์ให้ใครฟัง ทำให้พระเณรที่อยู่พยาบาลเชื่อว่า ท่านมีปฏิสันถารกับใครอย่างใดอย่างหนึ่งในเวลาดึกสงัด  เมื่อถามภายหลังว่า ทำไมหลวงปู่จึงสวดยถาให้พร ทำไมจึงกล่าวอรรถกถาธรรมข้อใดข้อหนึ่งระหว่างนั้น จนผู้อยู่เฝ้าพยาบาลได้ยิน ก็ได้รับคำตอบที่ไม่ชัดเจน แต่ก็ยืนยันกันได้ว่า ท่านแสดงกิริยาอย่างนั้นโดยที่สติสัมปชัญญะยังสมบูรณ์ดีทุกประการ

มีอยู่คืนหนึ่ง เวลาตีสอง หลวงปู่ตื่นขึ้นกลางดึก บอกให้พระจุดเทียนต้อนรับเทวดาที่มาหา  ท่านพระอาจารย์เยื้อน ขนฺติพโล (วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร จังหวัดสุรินทร์) บอกหลวงปู่ว่า ไฟเปิดอยู่แล้ว หลวงปู่ก็ไม่ว่าอะไร ตกลงไม่จุดเทียน หลวงปู่ก็สวดมนต์เจริญพระคาถา นั่งสมาธิพักใหญ่ จึงเอนตัวลงนอนต่อ  ในวันต่อมา มีผู้ถามหลวงปู่เรื่องเทวดา หลวงปู่ก็ตอบว่า "ไม่ใช่เรื่องของการปฏิบัติภาวนา" 

ต่อมาเมื่อมีโอกาสเหมาะ มีผู้ถามหลวงปู่ว่า "เทวดาที่มาหาหลวงปู่ พวกเขาแต่งกายแบบลิเก หรือแบบไหนครับ"  หลวงปู่ตอบว่า "แต่งกายแบบนี้แหละ" ท่านว่า "ที่อยู่ของพวกพรหมนั้น เขาอยู่ห่างไกลจากโลกมนุษย์มาก"

หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร
วัดถ้ำผาปล่อง เชียงใหม่
เรื่องปิดท้าย นำมาจากหนังสือ "อิทธิฤทธิ์หรือความบังเอิญ ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ" บันทึกโดยท่าน พ.ต.อ. อรรณพ กอวัฒนา ได้เล่าถึงประสบการณ์เมื่อครั้งที่เดินทางไปกราบนมัสการ พระญาณสิทธาจารย์ หรือ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

หลวงปู่สิมเป็นศิษย์รุ่นอาวุโสของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน เป็นพระเถระที่มีจริยาวัตรงดงามเสมอต้นเสมอปลายตลอดชีวิตการเป็นนักบวชของท่าน

หลวงปู่มั่นเคยพูดถึงหลวงปู่สิม สมัยยังเป็นพระหนุ่มต่อหน้าพระเถระหลายรูป ในเชิงพยากรณ์ด้วยความชื่นชมว่า "..ท่านสิม เป็นดอกบัวที่ยังตูมอยู่ เบ่งบานเมื่อใดจะหอมกว่าหมู่.."

ท่าน พ.ต.อ. อรรณพ เล่าว่า หลังจากที่ได้สนทนาธรรมกับหลวงปู่สิมอย่างใกล้ชิดจนดึก หลวงปู่ท่านก็เมตตาจัดให้ท่านและลูกน้องพักผ่อนหลับนอนในถ้ำที่ท่านจำวัดอยู่ หลวงปู่บอกว่า ".. โยมนอนเสียเถอะ หลับให้สบาย ไม่ต้องกลัวอะไร เหนื่อยมามาก นอนอยู่กับหลวงพ่อนี่เย็นใจสบายใจ เก็บปืนเสีย ไม่ต้องใช้ หลวงพ่อจะเจริญพระกรรมฐาน มีอะไรเกิดขึ้นในถ้ำนี้ไม่ใช่กิจของโยม เป็นเรื่องของอาตมา หลับเถอะ หลับให้สบาย.." 

สิ้นเสียงของหลวงปู่ ท่านกับลูกน้องก็หลับปุ๋ยไปโดยพลัน เหมือนโดนยานอนหลับ  มารู้สึกตัวตื่นราว ๆ ตีสอง ที่ทราบเวลาเพราะตื่นปุ๊บก็ดูนาฬิกาปั๊บ มองไม่เห็นหลวงปู่สิมบนที่ ๆ ท่านนอน แต่เมื่อเหลือบไปอีกที ต้องตกใจเพราะเห็นคนเต็มถ้ำจนเรียกว่าแออัด รูปร่างเหมือนคนแต่ตัวโปร่งใส แต่งตัวเหมือนพวกเล่นลิเก ทุกคนสำรวมและเคร่งขรึม เห็นหลวงปู่สิมนั่งอยู่บนอาสนะกลางถ้ำ ท่าทางเหมือนกำลังเทศน์ เพราะนุ่งห่มจีวรและพาดสังฆาฏิเรียบร้อย

พอท่าน พ.ต.อ. อรรณพลุกขึ้นนั่ง คนตัวใส ๆ เหล่านั้นก็หันมามองเป็นตาเดียว ทุกคนที่มองมามีพลังสื่อให้รับรู้ได้ว่า พวกเขากำลังไม่สบายใจและขอโทษที่ทำให้ตื่น  พอท่านเริ่มจะตื่นเต็มตัวและอยากลุกขึ้นมาเพื่อพูดจาด้วย ก็ได้ยินเสียงของหลวงปู่สิมลอยมาว่า "โยม นอนเสียเถอะ นอนให้สบาย ไม่ต้องกังวล ที่นี่ปลอดภัย ไม่ต้องสงสัย ไม่ใช่กิจของโยม นอนเสียเถอะ อาตมาดูแลเอง"


อ้างอิง        -  ประวัติ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต - หลวงตามหาบัว และ พระอาจารย์วิริยังค์
                  -  หนังสือ บูรพาจารย์ - รศ.ดร. ปฐม นิคมานนท์ 

ขอบพระคุณ  ท่านเจ้าของภาพถ่ายในอินเทอร์เน็ตทุก ๆ ท่าน ที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบเป็นวิทยาทาน

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

'กา' รักษาพระบรมธาตุ เมืองนครฯ

เรื่อง 'กา' รักษาพระบรมธาตุฯ นี้ ปรากฏอยู่ในตำนานการสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เล่าสืบต่อกันมาว่า ภายหลังจากที่เจ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าชายทันทกุมาร ได้รับพระราชทานพระบรมสารีริกธาตุจากพระเจ้ากรุงลังกา ได้แบ่งส่วนหนึ่งมาฝังไว้ ณ หาดทรายแก้ว (เมืองนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน) เพื่อรอกษัตริย์ผู้มีบุญญาธิการในอนาคตกาลมาสร้างเมืองใหม่และสร้างพระบรมธาตุเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  ระหว่างนั้น มหาพราหมณ์ผู้ติดตามและคอยให้ความช่วยเหลือเจ้าหญิงและเจ้าชาย ได้ผูกกาพยนต์ (กา-พะ-ยน) เป็นฝูงกาที่ผู้มีวิทยาคมปลุกเสกให้มีชีวิตขึ้นด้วยไสยเวทย์ ทำหน้าที่เฝ้ารักษาพระบรมสารีริกธาตุไว้มิให้ได้รับอันตราย

เหตุที่เจ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าชายทันทกุมาร แบ่งพระบรมสารีริกธาตุส่วนหนึ่งมาประดิษฐานไว้ ณ ดินแดนหาดทรายแก้วแห่งนี้ มีตำนานบอกเล่าความเป็นมาไว้ว่า..

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เสด็จดับขันธปรินิพพาน ในวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6
ท่ามกลางหมู่สงฆ์และทวยเทพ ดอกไม้ทิพย์ทั้งปวงร่วงโปรยลงมาเป็นพุทธบูชา
ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 1 หลังจากที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานและถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระเสร็จ มัลลกษัตริย์ทั้งหลายได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุทั้งหมดใส่ในพระหีบทอง ประดิษฐานไว้ในศาลากลางพระนครกุสินารา จัดให้มีมหรสพสมโภชตลอด 7 วัน

ฝ่ายกษัตริย์จากแคว้นต่าง ๆ เมื่อทราบข่าวการปรินิพพานของพระพุทธองค์ ต่างก็ส่งราชทูตนำสาส์นมาขอส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุพร้อมทั้งยกกองทัพติดตามมาด้วย รวม 6 นครและมีพราหมณ์อีก 1 นคร

มัลลกษัตริย์ผู้ครองนครกุสินาราตรัสปฏิเสธทูตานุทูตทั้ง 7 พระนคร ไม่ยินยอมที่จะแบ่งส่วนพระบรมสารีริกธาตุถวายแก่เจ้าองค์ใดเลย ฝ่ายทูตานุทูตทั้ง 7 พระนครนั้นก็มิได้ย่อท้อ เกิดเหตุโต้เถียงกันขึ้น จวนจะเกิดวิวาทเป็นสงครามใหญ่

โทณพราหมณ์แบ่งพระบรมสารีริกธาตุแก่พราหมณ์และกษัตริย์ 7 พระนคร
ขณะนั้น มีพราหมณ์ผู้หนึ่งนามว่า "โทณะ" เป็นอาจารย์ของกษัตริย์เหล่านั้น ได้ยินการโต้เถียงกันอย่างรุนแรงขึ้น จึงออกไประงับข้อพิพาทดังกล่าวและประกาศว่าจะแบ่งปันพระบรมสารีริกธาตุออกเป็น 8 ส่วนเท่า ๆ กัน จะได้อัญเชิญไปบรรจุในสถูปทุก ๆ พระนครเพื่อเป็นที่กราบไหว้บูชาของมหาชน กษัตริย์และพราหมณ์ทั้ง 8 พระนครได้ฟังดังนั้น ก็ทรงเห็นชอบพร้อมกับมอบธุระให้โทณพราหมณ์แบ่งส่วนพระบรมสารีริกธาตุ

ในครั้งนั้น มีพระเถระผู้ทรงอภิญญาสมาบัติ ทราบด้วยอนาคตังสญาณ (ญาณที่ล่วงรู้อนาคต) ว่าพระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองในภาคกลางและภาคใต้ของชมพูทวีป  (ตอนกลางและตอนใต้ของอินเดีย) และจะเคลื่อนเข้าสู่สุวรรณทวีป (ประเทศไทย) จึงกำบังกาย อัญเชิญพระเขี้ยวแก้ว (พระทันตธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) ออกจากจิตกาธาน (เชิงตะกอน) นำไปถวายพระเจ้าพรหมทัต กษัตริย์แห่งแคว้นกาลิงคะ ให้เป็นมิ่งขวัญแก่พุทธศาสนิกชนเพราะดินแดนส่วนนั้นมิได้รับแจกพระบรมสารีริกธาตุจากโทณพราหมณ์

ภาพวาด เจ้าหญิงเหมชาลา และเจ้าชายทันทกุมาร
วาดโดย Solias Mendis จิตรกรชาวลังกา 
พระเขี้ยวแก้วได้เสด็จเคลื่อนย้ายไปยังพระนครต่าง ๆ ในลุ่มน้ำมหานที จนกาลเวลาล่วงไป 800 ปีเศษ เสด็จมาประดิษฐานอยู่ที่เมืองทันทบุรี เจ้าเมืองชื่อท้าวโกสีหราช มีพระอัครมเหสีชื่อนางมหาเทวี มีพระธิดาผู้พี่ชื่อ เจ้าหญิงเหมชาลา และพระราชโอรสผู้น้องชื่อ เจ้าชายทันทกุมาร  

การเสด็จมาของพระเขี้ยวแก้ว ทราบถึงท้าวอังกุศราชแห่งเมืองขันธบุรี ได้ยกทัพกองทัพใหญ่มาตีเมืองทันทบุรีหมายจะช่วงชิง ท้าวโกสีหราชไม่ประสงค์จะให้พระเขี้ยวแก้วตกไปอยู่ในมือของพวกทมิฬเดียรถีย์ จึงรับสั่งให้เจ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าชายทันทกุมาร ลอบหนีออกนอกเมืองพร้อมกับอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วไปถวายพระเจ้ากรุงลังกา  ส่วนตัวพระองค์ได้นำทัพเข้ากระทำยุทธหัตถี แต่เนื่องด้วยพระชันษาย่างเข้าวัยชรา จึงเพลี่ยงพล้ำเสียทีแก่ท้าวอังกุศราช สิ้นพระชนม์บนคอช้างในที่สุด

อนุสาวรีย์ เจ้าหญิงเหมชาลา และเจ้าชายทันทกุมาร ที่ประเทศศรีลังกา
ฝ่ายเจ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าชายทันทกุมาร ได้ปลอมพระองค์เป็นพ่อค้าวาณิช ซ่อนพระเขี้ยวแก้วไว้ในพระเมาลีเหนือเศียรเกล้า โดยสารเรือสำเภากางใบเดินทางไปยังเกาะลังกา ระหว่างทางเรือถูกพายุซัดมาเกยฝั่งเมืองตะโกลา (อำเภอตะกั่วป่า บ้างก็ว่าเป็นเมืองตรัง)

เมื่อขึ้นบกที่เมืองตะโกลา ทรงทราบจากชาวเมืองว่า ที่หาดทรายแก้ว (นครศรีธรรมราช) มีพ่อค้าวาณิชเดินทางไปมาค้าขายระหว่างสุวรรณภูมิกับลังกาอยู่เป็นประจำ จึงดั้นด้นเดินทางบกต่อมาถึงหาดทรายแก้ว เพื่อรออาศัยเรือสินค้าเดินทางไปลังกาต่อไป ระหว่างนั้น ได้อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วจากพระเมาลีลงฝังประทับไว้ที่หาดทรายแก้วเป็นการชั่วคราว

ดูจากแผนที่ จะเห็นว่าอินเดียกับลังกาอยู่ใกล้กันมาก
ในขณะที่เมืองตะกั่วป่าของไทย อยู่ห่างออกไปถึง 2,000 กิโลเมตร
เรือของเจ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าชายทันทกุมาร 

คงมิได้ถูกพายุซัดมาเกยฝั่ง แต่น่าจะเป็นการตั้งใจเดินทางมาลี้ภัย  
มีท่านผู้รู้อธิบายว่า ดินแดนแถบไชยาและนครศรีธรรมราชโบราณ 
เป็นสถานที่ลี้ภัยการเมืองและภัยสงคราม ของชาวอินเดียใต้มาหลายยุคหลายสมัย
หากเจ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าชายทันทกุมารหนีตรงไปยังลังกา ก็จะถูกติดตามจับตัวมาได้ 
จึงอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วมาฝังซ่อนไว้ที่หาดทรายแก้ว เมืองนครศรีธรรมราช เป็นการชั่วคราว
รอจนศึกสงบปราศจากอันตราย จึงนำพระเขี้ยวแก้วไปถวายพระเจ้ากรุงลังกา
กาลนั้น มีพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา ชื่อพระมหาเถรพรหมเทพ เหาะผ่านมา เห็นพระเขี้ยวแก้วที่ฝังไว้เปล่งรัศมีโชติช่วงสว่างไสว จึงแวะทำประทักษิณ พร้อมกับทำนายว่า ต่อไปเบื้องหน้า จะมีกษัตริย์ผู้มีบุญญาธิการ มาสร้างเมืองใหญ่ ณ หาดทรายแก้วแห่งนี้ และจะทรงสร้างพระบรมธาตุเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

ฝ่ายเจ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าชายทันทกุมาร หลังจากที่เดินทางถึงลังกา ได้เข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงลังกา ถวายพระเขี้ยวแก้วและกราบทูลเรื่องราวความเป็นมาให้ทรงทราบ  พระเจ้ากรุงลังกาทรงดูแลรับรองเจ้าหญิงและเจ้าชายทั้งสองพระองค์เป็นอย่างดี ทรงจัดให้มีพิธีสมโภชพระเขี้ยวแก้วและรับสั่งให้สร้างพระเจดีย์บนยอดบรรพตเพื่อประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วให้เป็นที่สักการบูชาของประชาชนสืบไป

พระเขี้ยวแก้วที่เจ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าชายทันทกุมาร อัญเชิญมาจากอินเดีย
ปัจจุบัน ประดิษฐานอยู่ที่วัด Sri Dalada Maligawa เมืองแคนดี้ ประเทศศรีลังกา
ต่อมา เมืองทันทบุรีกู้อิสรภาพคืนกลับมาได้และสถานการณ์บ้านเมืองได้เข้าสู่ภาวะปรกติสุข เจ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าชายทันทกุมารจึงทูลลากลับแผ่นดินเกิด พระเจ้ากรุงลังกาทรงมีพระราชสาส์นถึงเจ้าเมืองทันทบุรี ให้ต้อนรับอุปถัมภ์เจ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าชายทันทกุมาร ผู้เป็นพระราชธิดาและพระราชโอรสของท้าวโกสีหราชซึ่งทิวงคตในการสงคราม และมีบัญชาให้มหาพราหมณ์อำมาตย์สี่คน ร่วมเดินทางเพื่อคอยดูแลให้ความช่วยเหลือ และทรงพระราชทานพระบรมสารีริกธาตุให้ 1 ทะนาน

อนุสาวรีย์เจ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าชายทันทกุมาร
ที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช
เจ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าชายทันทกุมารได้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุที่รับพระราชทานมาจากพระเจ้ากรุงลังกาออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งนำมาบรรจุไว้ที่หาดทรายแก้วและก่อเจดีย์สวมครอบไว้ ณ รอยเดิมที่เจ้าหญิงและเจ้าชายเคยฝังพระเขี้ยวแก้วไว้ชั่วคราวก่อนหน้านี้ พระบรมสารีริกธาตุอีกส่วนหนึ่ง อัญเชิญกลับไปยังเมืองทันทบุรี  จากนั้น มหาพราหมณ์ทั้งสี่ได้ประกอบพิธีไสยเวทย์ ผูกพยนต์เป็นกา 4 ฝูง เพื่อให้เฝ้ารักษาพระบรมสารีริกธาตุมิให้เกิดอันตราย คือ

กาสีขาว 1 ฝูง เรียกว่า 'กาแก้ว' เฝ้ารักษาอยู่ทางทิศตะวันออก
กาสีเหลือง 1 ฝูง เรียกว่า 'การาม' เฝ้ารักษาอยู่ทางทิศใต้
กาสีแดง 1 ฝูง เรียกว่า 'กาชาด' เฝ้ารักษาอยู่ทางทิศตะวันตก
และกาสีดำ 1 ฝูง เรียกว่า 'กาเดิม' เฝ้ารักษาอยู่ทางทิศเหนือ

ารจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์แต่โบราณของเมืองนครศรีธรรมราช จัดคณะสงฆ์เป็น 4 คณะและได้นำชื่อกาทั้ง 4 ฝูงมาตั้งเป็นชื่อของคณะสงฆ์แต่ละคณะ โดยยึดเอาแบบกาพยนต์ที่รักษาพระบรมธาตุเจดีย์ในตำนานมาเป็นนัย คือ คณะกาแก้ว คณะการาม คณะกาชาด และคณะกาเดิม 

พระสงฆ์ที่เป็นประธานหรือหัวหน้าของแต่ละคณะ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูกา คือ พระครูกาแก้ว พระครูการาม พระครูกาชาด และพระครูกาเดิม  ตำแหน่งเทียบเท่าสังฆราชหัวเมืองหรือพระราชาคณะ เป็นสมณศักดิ์สำหรับสงฆ์ภาคใต้อันมีมาแต่โบราณกาล และได้ใช้ระเบียบแบบแผนนี้มาอย่างยาวนาน เมืองไชยา (สุราษฎร์ธานี) และเมืองพัทลุง ซึ่งมีพระบรมธาตุประดิษฐานอยู่ (หมายถึงพระบรมธาตุไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และพระธาตุบางแก้ว วัดเขียนบางแก้ว อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง) ก็รับเอาระเบียบเดียวกันนี้ไปใช้ด้วย

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้มีการปรับปรุงศาสนจักรให้ขึ้นตรงต่อส่วนกลางและจัดสมณศักดิ์เสียใหม่ สมณศักดิ์พระครูกาอันมีเกียรติและศักดิ์ศรีเทียบเท่าพระราชาคณะ จึงเปลี่ยนฐานานุกรมเป็นพระครู


นอกจากนี้ ในสมัยรัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้มีตำแหน่งพระครูรักษาองค์พระปฐมเจดีย์ทั้ง 4 ทิศ เช่นเดียวกับพระครูการักษาองค์พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช คือ

พระครูปุริมานุรักษ์ เฝ้ารักษาพระปฐมเจดีย์อยู่ทางทิศตะวันออก
พระครูทักษิณานุกิจ เฝ้ารักษาพระปฐมเจดีย์อยู่ทางทิศใต้
พระครูปัจฉิมทิศบริหาร เฝ้ารักษาพระปฐมเจดีย์อยู่ทางทิศตะวันตก
พระครูอุตรการบดี เฝ้ารักษาพระปฐมเจดีย์อยู่ทางทิศเหนือ

อนุสาวรีย์พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช
ณ สวนสาธารณะศรีธรรมาโศกราช นครศรีธรรมราช
นับจากปี พ.ศ. 854 ที่เจ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าชายทันทกุมารได้ก่อพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ณ หาดทรายแก้ว ภูมิประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา คลื่นได้ซัดพาเอาโคลนทรายขึ้นถมทับพระเจดีย์ กลายเป็นป่าดงไม่มีร่องรอยพระเจดีย์เดิมให้เห็น กาลเวลาล่วงเลยไปนับร้อยปี มีกษัตริย์ทรงพระนามว่า พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ได้อพยพผู้คนหนีภัยโรคระบาดมาตั้งเมืองใหม่ที่หาดทรายแก้ว 

พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชปฐมกษัตริย์ ได้ทราบจากพระเถระชาวลังการูปหนึ่ง ถึงเรื่องราวการเดินทางของเจ้าหญิงเหมชาลา เจ้าชายทันทกุมารและพระบรมสารีริกธาตุที่ฝังไว้ ณ หาดทรายแก้ว ตลอดจนคำทำนายของพระมหาเถรพรหมเทพเกี่ยวกับกษัตริย์ผู้มีบุญญาธิการจะมาสร้างเมืองใหม่และสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ ก็มีความโสมนัสยิ่งนัก ได้ออกสืบเสาะหาตำแหน่งที่พระบรมสารีริกธาตุฝังอยู่จนพบพระเจดีย์ แต่ไม่สามารถนำขึ้นมาได้ ด้วยมีฝูงกาพยนต์ไล่จิกทำร้ายอยู่

ครั้งนั้น มีชายชาวเมืองชื่อจันที เข้าเฝ้าเล่าความให้ฟังว่า เมื่อบิดาตนยังมีชีวิตอยู่ ได้ศึกษาวิชาปราบหุ่นพยนต์ที่เมืองโรมวิสัย แล้วสักตำราไว้ที่ขา แต่ทางเมืองโรมวิสัยไม่ต้องการให้คนต่างด้าวรู้ตำรา จึงใช้หุ่นพยนต์มาตัดคอบิดาตนเสีย แต่ตนได้เคยเรียนวิชาจากศพของบิดา จึงรับอาสาปราบ กาพยนต์ก็สิ้นฤทธิ์ในที่สุด จากนั้น พระอินทร์มีเทวโองการถึงพระวิษณุให้ช่วยอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นถวายพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช และอยู่ช่วยงานสร้างพระเจดีย์ใหม่จนแล้วเสร็จ ตามตำนานเล่าไว้เช่นนี้

พระบรมธาตุไชยา สุราษฎร์ธานี
เจดีย์หน้าประตูเหมรังสี
มีมาแต่เดิม ไม่ปรากฏที่มาของการก่อสร้าง
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า
อาจเป็นรูปแบบขององค์พระบรมธาตุเจดีย์ดั้งเดิมสมัยศรีวิชัย
เชื่อกันว่า พระบรมธาตุเจดีย์เมื่อแรกสร้าง เป็นเจดีย์ทรงมณฑปแบบศิลปะศรีวิชัย คล้ายพระบรมธาตุไชยาที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13-15  ต่อมา พระสถูปแบบศรีวิชัยทรุดโทรมลง จึงมีการสร้างเจดีย์องค์ใหญ่ทรงลังกาซึ่งเป็นเจดีย์องค์ปัจจุบันครอบไว้ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18-19

ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงวินิจฉัยว่า พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช
มีลักษณะคล้ายพระเจดีย์ Kiri Vehera ในเมือง Polonnaruwa ประเทศศรีลังกา
ซึ่งสร้างในสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 18
พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ก็ควรสร้างหลังจากนั้น
องค์พระบรมธาตุเจดีย์เป็นรูประฆังคว่ำ อันเป็นอิทธิพลทางศิลปกรรมจากลังกา ความสูงจากระดับพื้นดินถึงปลายยอด 55.99 เมตร  ส่วนที่หุ้มด้วยทองคำคือส่วนที่อยู่เหนือปล้องไฉนขึ้นไป เป็นกลีบบัวคว่ำบัวหงายปูนปั้นหุ้มด้วยทองคำ ความสูง 1.20 เมตร ถัดจากกลีบบัวคว่ำบัวหงายขึ้นไป เป็นส่วนปลียอดทองคำ ความสูงถึงปลายสุด 10.89 เมตร บุด้วยแผ่นทองคำแท้ และแผ่นทองคำแท้ดุนลายดอกประดับด้วยรัตนชาติ

ยอดพระบรมธาตุเจดีย์
ระหว่างการบูรณะปฏิสังขรณ์ ปี พ.ศ. 2558 - 2559
ยอดพระบรมธาตุเจดีย์ตกแต่งเป็นทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ประดับด้วยทอง ลูกปัด ลูกแก้ว และรัตนชาติ ยอดบนสุดมีบาตรน้ำมนต์ 1 ใบโตขนาดวางไข่ไก่ได้หนึ่งฟอง วางหงายอยู่บนกำไลหยกเพื่อรองรับน้ำฝน น้ำฝนและน้ำค้างที่ตกเต็มอยู่ภายใน เมื่อถูกแดดถูกลมระเหยเป็นไอ จะกระจายไปทั่วสารทิศ ประหนึ่งน้ำพระพุทธมนต์ที่ประพรมลงมาจากยอดพระบรมธาตุเจดีย์ เป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่เข้าไปสักการะบูชา

พระระเบียงตีนธาตุ หรือ วิหารทับเกษตร
เป็นพระระเบียงที่อยู่โดยรอบพระบรมธาตุเจดีย์
มีความยาวเท่ากันทั้ง 4 ด้าน ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ
ตามตำนานกล่าวว่า ภายในองค์พระบรมธาตุเจดีย์ มีสระกว้างยาวด้านละ 8 วา ลึก 8 วา พื้นสระรองด้วยแผ่นศิลาขนาดใหญ่ ผนังสระก่อยึดด้วยปูนเพชรทั้งสี่ด้าน ภายในสระนี้ ทำเป็นสระเล็กขึ้นอีกสระหนึ่ง หล่อด้วยปูนเพชร กว้างยาวด้านละ 2 วา ลึก 2 วา ใส่น้ำพิษพญานาค มีแม่ขันทองคำลอยอยู่ ภายในขันบรรจุผอบทองคำ ภายในผอบประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มุมสระทั้งสี่ มีตุ่มบรรจุทองคำตั้งอยู่ แต่ละตุ่มหนัก 38 คนหาม  ตำนานดังกล่าว ยังคงเป็นปริศนาลี้ลับตลอดมาตราบเท่าทุกวันนี้

พระวิหารหลวง
เดิมคงเป็นวิหาร เพราะไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา
ต่อมาเมื่อมีพระสงฆ์มาอยู่จำพรรษา จึงใช้พระวิหารหลวงเป็นพระอุโบสถ
แต่ชาวบ้านยังคงเรียกกันว่า พระวิหารหลวง เช่นเดิมตลอดมา
พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราช
พระประธานในพระวิหารหลวง

เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย
สร้างสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น
แต่เดิมวัดพระบรมธาตุ จัดเป็นเขตพุทธาวาส ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา เรียกว่า "พุทธบุรี" ต่อมาเรียกว่า "วัดพระบรมธาตุ"  ปี พ.ศ. 2458 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร  กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ อุปราชมณฑลปักษ์ใต้ ทรงอาราธนาพระสงฆ์จากวัดเพชรจริกมาจำพรรษา มีพระครูวินัยธร (นุ่น) เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 1  และคราวที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จประพาสเมืองนครศรีธรรมราช โปรดพระราชทานนามวัดว่า วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร

พระบรมธาตุเจดีย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย โดยเฉพาะพี่น้องชาวปักษ์ใต้ ถือกันว่า อย่างน้อยที่สุด ครั้งหนึ่งในชีวิต ขอให้ได้มาสักการะบูชา ก็นับว่าเป็นมงคลสูงสุด


คำกราบบูชาพระบรมสารีริกธาตุ

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ( 3 จบ)

อะหัง วันทามิ ธาตุโย  
อะหัง วันทามิ สัพพะโส
อะหัง สุขิโต โหมิ

ข้าพเจ้า ขอถึงซึ่งพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ เป็นที่พึ่ง
ข้าพเจ้า ขอกราบนอบน้อมบูชาพระคุณ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตากรุณาธิคุณ หาประมาณมิได้
ที่เสียสละสั่งสมบารมีนับชาติมิถ้วน เพื่อตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ประกาศธรรมนำเวไนยสัตว์ออกจากสังสารวัฏ

ข้าพเจ้าบูชาพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์ด้วยความเลื่อมใสยิ่ง
พร้อมกราบพระธรรมและพระอริยสงฆ์

ด้วยอานิสงส์ผลแห่งบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำในวันนี้ ขอเป็นปัจจัยให้ได้ถึงซึ่งพระนิพพาน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรมอย่างไร ขอข้าพเจ้ามีส่วนรู้ตามธรรมของพระองค์
แม้ต้องเกิดอยู่ในภพชาติใด ๆ ขอเกิดภายใต้ร่มเงาแห่งบวรพระพุทธศาสนา
ได้พบสัตบุรุษผู้รู้ธรรมอันประเสริฐ มีกรรมสัมพันธ์ที่ดี
ได้เกิดท่ามกลางกัลยาณมิตร และเป็นสัมมาทิฏฐิทุกชาติไป
มีโอกาสฟังธรรมและประพฤติธรรม จนเป็นปัจจัยให้เจริญด้วยสติและปัญญาญาณ
ตามส่งชาตินี้และชาติต่อ ๆ ไป จนถึงพระนิพพานในกาลอันควรเทอญ

ด้วยกรรมใดที่ได้ล่วงเกินต่อพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ และสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ในอดีตชาติก็ตาม ปัจจุบันชาติก็ตาม  ขอกราบอโหสิกรรมทั้งหมดทั้งสิ้น

ขอผลบุญจงสำเร็จแด่ท่านผู้มีพระคุณ ญาติพี่น้อง ท่านเจ้ากรรมนายเวร
ตลอดจนท่านที่ขวนขวายในกิจที่ชอบ ในการดำรงรักษาไว้
ซึ่งประเทศชาติ พระพุทธศาสนา และองค์พระมหากษัตริย์
ทั้งที่เป็นมนุษย์และอมนุษย์ 
ขอให้ท่านทั้งหลายดังกล่าวนามมานั้น จงมีแต่ความสุขทุกท่านเทอญ


อ้างอิง        -  ประวัติและตำนาน วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร - พระเทพวราภรณ์
                 -  การบูรณะปลียอดทองคำ พระบรมธาตุเจดีย์ - กรมศิลปากร

ขอบพระคุณ  ท่านเจ้าของภาพถ่ายในอินเทอร์เน็ตทุกท่าน ที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบเป็นวิทยาทาน

วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559

ส.ค.ส. 2559 โปรดเกล้าฯ พระราชทาน


ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย

บัดนี้ถึงวาระจะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีมาอวยพรแก่ท่านทุก ๆ คน ให้มีความสุข ความเจริญ และความสำเร็จสมประสงค์ในสิ่งที่ปรารถนา

ความสุขความเจริญนี้ แม้เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาอย่างยิ่ง แต่ในวิถีชีวิตของคนเรานั้น ย่อมต้องมีทั้งสุขและทุกข์ ทั้งความสมหวังและผิดหวัง เป็นปรกติธรรมดา ทุกคนจึงต้องเตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียมการให้พร้อม อย่าประมาท

ในปีใหม่นี้ จึงขอให้ท่านทั้งหลาย ได้รักษาและสร้างเสริมสุขภาพของตนให้สมบูรณ์ ให้มีกำลังกายที่แข็งแรง มีกำลังใจที่เข้มแข็งหนักแน่น และมีสติรู้เท่าทันอยู่เสมอ จักได้สามารถนำพาตนให้ผ่านพ้นสถานการณ์ต่าง ๆ อันไม่พึงประสงค์ จนบรรลุถึงความสุขความเจริญ และความสำเร็จได้ดังที่ตั้งใจปรารถนา

ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่านทุกคน ให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย ให้มีความสุขกาย สุขใจ ตลอดศกหน้านี้โดยทั่วกัน

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย
ในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2559
วันพฤหัสบดี ที่ 31 ธันวาคม 2558


วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เจ้ากรรม นายเวร


 น หิ เวเรน เวรานิ     สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ
    อเวเรน จ สมฺมนฺติ     เอส ธมฺโม สนนฺตโน

ในกาลไหน ๆ เวรทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมไม่ระงับด้วยเวรเลย
ก็แต่ย่อมระงับได้ด้วยความไม่มีเวร ธรรมนี้เป็นของเก่า

ทุกชีวิตที่เกิดมา มิได้มีเพียงเฉพาะชีวิตในชาติปัจจุบันนี้เพียงชาติเดียว ต่างเคยเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่าง ๆ มานับไม่ถ้วน เป็นอะไรต่อมิอะไรมาแล้วมากมาย  เคยทำทั้งกรรมดีและกรรมไม่ดีไว้ในภพชาติทั้งหลายนั้น ในบางภพชาติ เราอาจจะเคยพลาดพลั้ง ไปทำความทุกข์แสนสาหัสให้เกิดกับผู้หนึ่งผู้ใด  เจ้ากรรมนายเวรหรือผู้ที่ถูกเราทำร้าย อาจผูกอาฆาตจองเวร ติดตามทำร้ายให้เป็นการตอบสนอง และจะไม่จบสิ้น เว้นเสียแต่จะเลิกผูกเวร อโหสิกรรมต่อกัน ก็จะยุติลงเพียงนั้น

พระพุทธองค์จึงทรงห้ามไม่ให้ผูกเวรกัน  เมื่อต่างฝ่ายต่างผูกใจเจ็บกันอยู่ เวรก็ไม่สามารถระงับลงได้ แต่หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลิกผูกเวรเสียด้วยการให้อภัยและแผ่เมตตาให้เสมอ ๆ  เวรย่อมระงับลงได้ในเวลาไม่นาน

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ)
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 17 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
สถิต ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร
เรื่องที่นำมาเล่าสู่กันฟังต่อไปนี้ ตีพิมพ์ในหนังสือ "ประสบการณ์ทางวิญญาณ" ของท่านอาจารย์ทองทิว สุวรรณทัต เป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม  เรื่องมีอยู่ว่า...

... มีเศรษฐีคนหนึ่ง มีทรัพย์ประมาณ 70 หมื่น เขาครอบครองทรัพย์สมบัติอย่างไม่มีความสุข เพราะเป็นคนอาภัพ ไม่มีบุตรธิดาเป็นเครื่องประโลมใจ จึงบนบานศาลกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสมอ ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งลูกหญิงชาย

นั่งนอนอยู่ด้วยความหวัง จนอายุย่างเข้าห้าสิบปี เพราะปรารถนาบุตร จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนตัวภรรยาเสียใหม่ โดยเข้าใจว่าภรรยาของตนเป็นหมัน ถึงคราวที่จะเสวยกรรมและหมดเวร วันหนึ่งพอออกจากประตูบ้านก็ประจันหน้ากับชายคนหนึ่ง จึงไต่ถามปราศรัยกันขึ้น


ชายแปลกหน้าผู้นั้นบอกว่า จะมาหาเจ้าของบ้านนี้ และบอกว่าจะมาทวงหนี้เอากับเจ้าของบ้าน ขณะกำลังตกใจอยู่นั้น ชายแปลกหน้าก็รีบเดินเข้าบ้าน ขึ้นบันได เข้าห้องโน้น ลงบันไดนี้ แล้วหายไปหลังบ้าน


เจ้าของบ้านมองดูชายแปลกหน้าหายไปทางหลังบ้าน จึงกลับเข้าบ้านด้วยความตกใจ เรียกคนรับใช้มาค้นหาชายแปลกหน้า ค้นกันจนทั่วบ้านก็ไม่พบใครและไม่มีใครเห็น เศรษฐีเจ้าของบ้านระลึกถึงเหตุการณ์ด้วยความหนักใจ ต่อมาภรรยาเศรษฐีตั้งครรภ์ สามีภรรยาดีใจคิดว่าจะได้ลูกสืบสกุล แต่เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ชายแปลกหน้าบอกว่าจะมาทวงหนี้ เศรษฐีก็หวั่นใจขึ้นมาอีก


และเมื่อภรรยาตั้งครรภ์นั้น ร่างกายก็อ่อนแอ สามวันดีสี่วันไข้ ต้องเฝ้าพยาบาลรักษา เสียค่าหมอค่ายาไปเท่าไร ๆ ถ้าเป็นคนธรรมดาก็ต้องบอกว่าแย่ แต่เศรษฐีมีกำลังทรัพย์ส่งเสริมกำลังใจอยู่ จึงไม่สู้วิตกมากนักในเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาภรรยาของตน ด้วยคิดว่าลูกนั้นเป็นสมบัติอันยิ่งใหญ่กว่าทรัพย์ทั้งปวง เพราะลูกนั้นปกครองสมบัติได้


เศรษฐีเลี้ยงดูทะนุถนอมลูกในท้องด้วยความเหนื่อยยาก ด้วยความเสียสละ และด้วยความหนักใจ นับแต่เด็กเกิดในท้องก็ต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนมาก เมื่อเด็กเกิดมาแล้ว ก็สู้ถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูบุตรด้วยความรักความเมตตา แม้เด็กจะสามวันดีสี่วันไข้ พ่อแม่ก็กลับทวีความรักความสงสารขึ้นอีก จนเด็กเจริญวัยขึ้นตามวันตามคืน กำลังวังชาก็แข็งแรง ประกอบด้วยอนามัยดี นิสัยชอบเที่ยว ชอบคบเพื่อน ชอบออกนอกบ้าน


ด้วยความรักของบิดามารดา จึงมีการใช้จ่ายเกินขอบเขต พ่อแม่ก็ไม่ว่า เพราะฐานะของตนพอจะมีให้ลูกใช้ได้ จนอยู่มาวันหนึ่ง เด็กคนนั้นเกิดขัดใจกับเพื่อนนักเรียนบ้านใกล้เรือนเคียง เด็กที่ถูกตามใจจนเคยตัวได้เอามีดแทงเพื่อนจนอาการสาหัส พ่อแม่ต้องกลบเรื่องร้ายให้กลายเป็นเรื่องดีด้วยเงินจำนวนมาก เด็กคนนี้ได้ก่อกรรมทำเข็ญให้พ่อแม่ต้องตามใช้หนี้ ระงับเหตุการณ์อยู่เสมอ ๆ ทำให้เกิดชอกช้ำระกำใจอย่างหนัก เมื่อเติบโตขึ้น อายุมากขึ้น การใช้จ่ายก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว


กาลเวลาผ่านไปจนท่านผู้เป็นบิดามีอายุ 70 ปีเศษ ผู้เป็นบิดาได้จินตนาการถึงฐานะของตนว่า ลูกชายอายุ 20 ปีเศษแล้ว ตัวเราก็อายุ 70 ปีเศษแล้ว นับว่าชรามาก ลูกชายตั้งแต่เกิดมาไม่เคยนำเงินเข้าบ้านเลยแม้แต่นิดเดียว มีแต่ขนเงินออกจากบ้าน ใช้จ่ายเลี้ยงเพื่อนฝูง เล่นการพนัน ใช้เวลาให้หมดไปกับอบายมุข คำตักเตือนของบิดามารดาก็ไม่ได้ผล กลับขึ้นเสียงขู่ตะคอกเอาเสียอีก เมื่อพ่อแม่ระลึกถึงความหัวดื้อของลูก สุดปัญญาเข้าก็หลั่งน้ำตาออกมา เป็นน้ำตาแห่งความทุกข์ใจเป็นที่สุด


บิดามารดาปรึกษากันว่า ดูเถิด ลูกเรา เราให้เงินทองใช้สบาย ไม่ได้คิดอ่านทำอะไร เมื่อเราเผลอกลับเป็นคนมือไวใจเร็ว ชั่วเวลา 20 ปีนี้ เงินในธนาคารของเรา 70 หมื่นก็หมด เครื่องทองเครื่องเพชรตลอดจนที่ดินก็หมด บัดนี้เราจวนจะหมดตัวแล้ว เหลือสมบัติเพียงเงิน 2,000 เหรียญเท่านั้น เมื่อหมดเงินก้อนนี้ เราจะทำอะไรกิน ร่างกายก็แก่เฒ่าลงทุกวัน ทั้งสามีภรรยาอัดอั้นตันใจ ต่างคนต่างร้องไห้ปรับทุกข์กับน้ำตา 


แต่แล้วในที่สุด สามีก็เกิดความคิดขึ้นมาได้ว่า ชายแปลกหน้าที่มาบอกว่าจะมาทวงหนี้เรา คงเป็นพวกสัมภเวสีหรือปีศาจมาเกิดเป็นลูกเรานั่นเอง ตั้งแต่ได้ลูกคนนี้ ไม่มีอะไรเจริญขึ้นเลย มีแต่หายนะจนจะหมดตัวอยู่แล้ว

แล้วคิดแก้ไขด้วยปัญญาต่อไปว่า สมบัติของเราทั้งหมดนี้ เจ้าลูกชายคงผลาญต่อไปอีก และสมบัติของเราทั้งหมดนี้ คงจะเป็นสมบัติของเวรกรรมตกเป็นของลูกชายเราเป็นแน่แท้ ตัวเราหมดสิทธิเสียแล้ว เราจะได้สมบัติที่เหลือโดยวิธีเดียวคือด้วยการขอคืนเท่านั้น


เมื่อคิดได้ดังนั้น ผู้เป็นบิดาได้รวบรวมเงินทั้งหมดประมาณ 2,000 เหรียญ ลงในบัญชี พอได้โอกาสก็เรียกลูกชายมาชี้แจงว่า บัดนี้เรายากจนลง แม่เจ้าก็แก่ลงทุกวัน พ่อก็หมดกำลังทำมาค้าขาย เพราะอายุมาก ตัวลูกก็ไม่ประกอบการงานแต่อย่างใด เอาแต่ใช้เงินหาความสำราญ คบเพื่อนฝูงเกะกะระราน เสียแต่เงินทอง สมบัติในบ้านเจ้าก็ลักไปจำนำจำนองเสียจนหมดสิ้น สมบัติที่เหลืออีกประมาณ 2,000 เหรียญนี้ ลูกอย่าเอาเลย ขอให้ยกเป็นสิทธิแก่พ่อและแม่เถิด พ่อและแม่จะได้เอาไว้กินก่อนจะถึงเวลาตาย


ลูกชายได้ฟังดังนั้นก็ไม่ได้โต้แย้ง คิดว่า เมื่อเงินยังเป็นของพ่อแม่ เราก็ยังมีโอกาสได้ใช้อยู่นั่นเอง จึงลงลายมือชื่อยกสมบัติที่เหลือให้กับพ่อแม่ของตน


เป็นเรื่องน่าประหลาดนัก ในคืนนั้น ลูกเศรษฐีไม่ออกจากบ้าน แม้เพื่อนฝูงมาชวนก็ไม่ยอมไป หน้าตาที่เคยผ่องใสก็กลับเศร้าหมอง ไม่ใส่ใจในอาหารการบริโภค เข้านอนแต่หัวค่ำ รุ่งเช้าก็ยังไม่ตื่นจนตะวันขึ้นสาย พ่อแม่เห็นผิดสังเกต เข้าไปปลุกในห้องนอน จึงรู้ว่าลูกของตนตายไปแล้ว


เมื่อจัดการศพลูกชายเรียบร้อย เศรษฐีจึงเล่าให้ภรรยาฟังว่า เมื่อก่อนเราเคยเป็นหนี้ลูกคนนี้ ชาตินี้เขาจึงตามมาทวงด้วยวิธีล้างผลาญ ชายแปลกหน้าเมื่อ 21 ปีก่อน คือลูกเราคนนี้ มันมาบอกให้เรารู้ล่วงหน้า แต่เราไม่เฉลียวใจ เพราะไม่เคยกู้หนี้ยืมสินใคร มาในชาตินี้ เราควรอโหสิกันเสียที อย่าตามล้างตามผลาญกันต่อไปอีกเลย เมื่อลูกมาตายเสียเช่น นี้ ก็แสดงว่าหมดหนี้กันแล้ว ไม่มีหนี้เวร หนี้กรรม อีกต่อไป


เมื่อพูดกันดังนี้ ทั้งคู่ก็ร้องไห้รันทดต่อเวรกรรมของตัว นับแต่นั้นเป็นต้นมา ก็ตั้งหน้าตั้งตาบำเพ็ญกุศล หลีกเลี่ยงบาป บำเพ็ญบุญ ตราบชั่วชีวิต ..


เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ลูกที่เกิดมาด้วยอาการอย่างนี้ เท่ากับว่าเกิดมาทวงหนี้ ส่วนลูกบางคนเกิดมา อุตส่าห์ประกอบอาชีพเลี้ยงดูบิดามารดาของตนโดยชอบธรรม ไม่ให้ผู้มีพระคุณของตนต้องเดือดร้อน ลูกอย่างนี้เท่ากับเกิดมาใช้หนี้บิดามารดาของตน

โบราณจารย์ท่านกล่าวว่า ธรรมชาติแห่งการมีบุตรธิดา ถ้ามองตามทัศนะของกฎแห่งกรรมแล้ว ก็คือการเปิดหน้าบัญชีลูกหนี้เจ้าหนี้ขึ้นมาสะสางกันอีกวาระหนึ่ง กุศลกรรมและอกุศลกรรมในอดีตล้วนเป็นเหตุปัจจัยให้ชีวิตต้องเวียนว่ายมาพบกันอีกตามกระแสของวิบากกรรม มาเป็นพ่อแม่ลูกกัน ตามกรรมดีกรรมชั่วที่แต่ละคนได้ก่อให้เกิดความสัมพันธ์กันมาแต่อดีต  

บุตรธิดาบางคนเกิดมาทวงหนี้ ก็ทำตัวดื้อรั้นอวดดี ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายเสียหาย จนบิดามารดาไม่มีความสุขตลอดเวลา ส่วนบุตรธิดาที่เกิดมาใช้หนี้บุญคุณที่ติดค้างกันอยู่ในภพก่อน ๆ ก็มีความกตัญญูกตเวที ว่านอนสอนง่าย เป็นที่พึ่งทั้งทางกายและใจของบิดามารดา นำความปลื้มปิติและความภาคภูมิใจมาให้บิดามารดามีความสุขความอิ่มใจเสมอ

พระธรรมสิงหบุราจารย์
(หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม) วัดอัมพวัน สิงห์บุรี
เรื่องต่อมา นำมาจากบันทึกกฎแห่งกรรมของ พระธรรมสิงหบุราจารย์ หรือ หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม แห่งวัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี  ขอนำมาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นอนุสติ ...

... ราวปี พ.ศ. 2500 นายชลอ เกิดสุวรรณ ซึ่งเคยเป็นนายทหารเสนารักษ์ มีจิตเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้มาช่วยหลวงพ่อจรัญในกิจการงานของวัด  นายชลอเป็นผู้มีจิตใจดี โอบอ้อมอารี เป็นที่รักใคร่นับถือของชาวบ้านทั่วไปจนชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า "หมอชลอ"  

เมื่อมาปฏิบัติกรรมฐานอยู่ที่วัด ก็ขยันหมั่นเพียร เจริญสมาธิอย่างไม่ท้อถอยจนกระทั่งจิตสงบ อยู่มาวันหนึ่ง หมอชลอมากราบหลวงพ่อจรัญ เล่าว่าจากการเจริญภาวนา เกิดนิมิตเห็นตัวแกเองในอดีตชาติปางก่อน เป็นภาพที่ชัดเจนมาก ในชาติปางก่อน พ่อแม่เป็นชาวมอญ มีอาชีพล่องเรือขายโอ่ง ในชาตินั้น หมอชลอมีพี่ชายคนเดียว ชอบคบพวกนักเลงหัวไม้ วันหนึ่งเพื่อนของพี่ชายก็มาชวนหมอชลอและพี่ชายไปปล้นด้วยกัน 


ตอนนั้นหมอชลอยังอยู่ในเกณฑ์วัยรุ่น รักสนุก เมื่อถูกชักชวนก็เกิดเห็นกงจักรเป็นดอกบัว รับปากเข้าปล้นด้วย บ้านที่จะปล้นตั้งอยู่โดดเดี่ยว อยู่ที่หมู่บ้านม่องล่าย ใกล้น้ำตกเอราวัณ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นครอบครัวผู้มีฐานะมั่งคั่ง


เมื่อไปถึงก็บุกเข้าปล้นอย่างตั้งตัวไม่ติด ชายเจ้าของบ้านถูกพี่ชายของหมอชลอยิงตาย ฝ่ายภรรยาเจ้าของบ้านเพิ่งคลอดลูกใหม่ ๆ กำลังอยู่ไฟ ก็ตื่นตระหนกตะโกนร้องขอให้คนช่วย จึงถูกหมอชลอฆ่าตาย  ยิ่งไปกว่านั้น หมอชลอยังได้แสดงความอำมหิตด้วยการจับเด็กทารกที่คลอดมาใหม่ ๆ โยนลงในกองไฟเผาทั้งเป็น


ความเหี้ยมเกรียมโหดร้ายของหมอชลอนี้ เป็นไปเพราะความคะนอง ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ ฆ่าได้แม้กระทั่งผู้หญิงและเด็กทารกแดง ๆ นอนแบเบาะ  หลังจากฆ่าเจ้าทรัพย์และเก็บกวาดเอาทรัพย์สินไปแล้ว ก็ล่าถอยหนีไปพร้อมกับเผาบ้านทำลายหลักฐาน


หลังจากแบ่งทรัพย์ที่ปล้นได้แล้ว พวกโจรก็แยกย้ายกันไป ข้างฝ่ายหมอชลอกับพี่ชาย เมื่อกลับถึงบ้าน ก็ทำตัวเรียบร้อย ปิดบังความผิดของตนเองไม่ให้พ่อแม่รู้  วันหนึ่งเวรกรรมก็ตามทัน พ่อกับแม่ของหมอชลอพากันล่องเรือนำโอ่งไปขาย ในขณะที่หมอชลอกำลังถ่อเรือ เกิดเป็นลมหน้ามืดตกลงไปในน้ำที่ลึกและไหลแรง เสียชีวิตในชาตินั้น


เมื่อหมอชลอเล่าเรื่องที่ระลึกได้ในสมาธิให้หลวงพ่อจรัญฟัง หลวงพ่อก็ทราบโดยกระแสญาณว่าเป็นบาปกรรมเก่าที่หมอชลอได้เคยทำไว้ เป็นกรรมหนักเพราะไปฆ่าแม่ลูกอ่อน ผลกรรมชั่วอันร้ายกาจนี้ เห็นทีจะตามทันหมอชลอในชาติปัจจุบันนี้ไม่ช้าก็เร็ว


หมอชลอมีความกลัดกลุ้มมากกับนิมิตในสมาธิ กลัวบาปกรรมตามสนอง ก็ขอร้องให้หลวงพ่อจรัญช่วยหาวิธีให้พ้นจากวิบากกรรมนี้  นั่งสมาธิกี่ครั้ง ๆ ก็เห็นภาพนิมิตบาปตลอดเวลา หลวงพ่อจรัญได้พูดให้กำลังใจต่าง ๆ เพื่อให้คลายความไม่สบายใจ และแนะนำให้พยายามแผ่เมตตาอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรเสมอ ๆ

วันเวลาผ่านไปก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่ง นายเจริญ พี่ชายของหมอชลอในชาติปัจจุบัน ได้เดินทางจากบ้านที่อยุธยามาหาหมอชลอ ชักชวนให้ไปค้าไม้ไผ่ที่กาญจนบุรี เพราะเป็นสินค้าส่งออกที่ต่างประเทศต้องการมาก ลงทุนน้อย ได้กำไรงาม 


หมอชลอเห็นช่องทางว่าจะร่ำรวยขึ้นมาได้ จึงนำเรื่องนี้มาปรึกษาหลวงพ่อจรัญว่าควรจะไปค้าไม้ไผ่ที่กาญจนบุรีดีหรือไม่  หลวงพ่อก็ถามว่า ที่จะไปตั้งหลักแหล่งค้าไม้ไผ่นั้นอยู่ที่ตำบลอำเภออะไร เมื่อทราบว่าเป็นบ้านม่องล่าย  ก็สะดุ้งใจ  เพราะจำได้ว่าหมู่บ้านม่องล่ายเกี่ยวข้องกับกรรมของหมอชลอในอดีตชาติที่ไปปล้นฆ่าเจ้าทรัพย์แม่ลูกอ่อน


หลวงพ่อตรองดูด้วยความสลดสังเวช แต่จะห้ามปรามก็คงไม่สำเร็จ เพราะหมอชลอหายใจเข้าออกเป็นการค้าไม้ไผ่ คงเป็นเวรกรรมแต่หนหลังที่ชักนำให้ไป จึงได้แต่แนะนำให้หมอชลอไตร่ตรองให้รอบคอบ และหากจะไปก็แนะนำให้ไปโดยลำพังก่อน ค่อยอพยพครอบครัวตามไปภายหลังเพื่อความปลอดภัย 


ต่อมาหมอชลอกับพี่ชายก็ออกเดินทางไปบ้านม่องล่าย กาญจนบุรี หลวงพ่อจรัญได้แต่เป็นห่วง คอยสดับตรับฟังข่าวคราวของหมอชลออยู่เสมอ พร้อมกับนึกภาวนาให้หมอชลอหมั่นเจริญสมาธิ สร้างกุศลบารมี เพื่อช่วยผ่อนกรรมหนักให้เป็นเบา


หนึ่งปีผ่านไป หมอชลอกลับมาหาหลวงพ่อจรัญที่วัด บอกว่ากิจการค้าไม้ไผ่เจริญก้าวหน้าดี เห็นทีจะร่ำรวยใหญ่ ตั้งใจจะกลับมารับเอาครอบครัวไปอยู่ด้วยกัน เพื่อที่จะทำมาหากินโดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง  หลวงพ่อจรัญพิจารณาดูแล้วเห็นว่าคงเป็นไปตามเคราะห์กรรมบันดาล  เมื่อมองไม่เห็นทางที่จะห้ามปรามได้ จึงได้แต่เตือนให้ไม่ประมาท ให้พยายามรักษาศีลและเจริญวิปัสสนาภาวนา แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จะช่วยปกป้องคุ้มครองให้รอดพ้นจากผองภัยทั้งปวงได้  หมอชลอก้มลงกราบรับคำตักเตือนของหลวงพ่อแล้วลากลับไป


หมอชลอได้อพยพครอบครัวไปอยู่หมู่บ้านม่องล่ายที่กาญจนบุรี มีหลานสองคนติดตามไปด้วย เวลาผ่านไป กิจการค้าไม้ไผ่เจริญรุ่งเรืองร่ำรวยขึ้นทุกปี ชีวิตประสบความสำเร็จ มีความสุขดีน่าปลื้มใจ จนกระทั่งถึงปีที่ห้า ญาติพี่น้องที่ไปเยี่ยมเยียนหมอชลอที่ป่าเมืองกาญจนบุรี ได้นำความมาเล่าให้หลวงพ่อจรัญฟังว่า ได้เกิดเหตุร้ายขึ้นกับครอบครัวของหมอชลอ หลวงพ่อใจหายวูบขึ้นทันทีเพราะสังหรณ์ใจถึงเรื่องวิบากกรรมเก่าที่หมอชลอได้ทำไว้


ในวันที่เกิดเหตุร้าย หมอชลอพร้อมด้วยนางทองใบ ภรรยาและลูก เดินทางไปซื้อของที่ตลาดที่ตัวเมืองกาญจนบุรี เมื่อกลับมา ก็ทราบว่า โจรได้เข้าปล้นบ้านและยิงพี่ชายหมอชลอตาย ทรัพย์สินเงินทองก็ถูกปล้นเก็บกวาดไปไม่มีเหลือ


เมื่อไปแจ้งความ กว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะมาถึงที่เกิดเหตุก็ใช้เวลาหลายวัน ศพพี่ชายขึ้นอืดน่าสังเวช ต่อมาไม่นาน ฝ่ายขัดผลประโยชน์ได้ส่งนักเลงอันธพาลมาขู่หมอชลอให้หยุดตัดไม้ไผ่และอพยพออกไป ไม่เช่นนั้นจะถูกฆ่าตายอย่างพี่ชาย  หมอชลอเพิ่งจะสูญเสียพี่ชายและทรัพย์สินถูกปล้น เมื่อถูกข่มขู่ ก็เกิดความเคียดแค้น ไม่ยอมอพยพตามคำขู่ แต่จะปักหลักสู้ตายแม้จะรู้ว่าเสียเปรียบเพราะไม่มีพรรคพวก 


หมอชลอซ้อมยิงปืนอย่างเอาเป็นเอาตาย ทั้งจัดสร้างเครื่องกีดขวางอย่างรัดกุมไว้ทั่วบ้าน จิตใจเข้มแข็งห้าวหาญด้วยอำนาจความโกรธ ความแค้น ความพยาบาท  การกระทำของหมอชลออยู่ในสายตาของศัตรูที่แอบสืบดูความเคลื่อนไหวอยู่ทุกระยะ ฝ่ายศัตรูจึงเตรียมการที่จะจัดการกับหมอชลออย่างแยบยลไม่ให้พลาด


วันที่เกิดเหตุร้าย ห่างจากวันที่พี่ชายของหมอชลอถูกโจรปล้นฆ่าตายประมาณ 15 วัน เป็นเวลาเที่ยงวัน มีเรือหางยาวลำใหญ่ลำหนึ่ง แล่นมาจอดที่ท่าน้ำหน้าบ้านหมอชลอ แล้วคนในเรือก็ตะโกนเรียกหมอชลอให้ออกไปพบ เมื่อนางทองใบภรรยาลงไปดูที่ท่าน้ำ เห็นชายฉกรรจ์แต่งชุดคล้ายตำรวจ อาวุธครบมือ ประมาณ 15 คนนั่งอยู่ในเรือ  ชายในเครื่องแบบคนหนึ่งถามนางทองใบว่าหมอชลออยู่หรือไม่ มีเรื่องสำคัญ ให้ลงมาพบด่วนที่ท่าน้ำ


หมอชลอนึกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจมาสอบสวนเรื่องการตายของพี่ชาย ก็ลงไปที่ท่าน้ำโดยไม่เฉลียวใจ ส่วนนางทองใบยืนอยู่บนตลิ่ง พอพูดจาได้สักครู่ กำลังจะหันหลังเดินกลับ ชายในเครื่องแบบคนหนึ่งก็ยกปืนขึ้นจ่อยิงท้ายทอยของหมอชลอ ขาดใจตายในทันที ร่างหล่นลงในแม่น้ำ ฝ่ายนางทองใบเห็นสามีถูกยิงตายต่อหน้าต่อตา ก็หวีดร้องเป็นลมล้มสลบไป  ตามบันทึกของเจ้าหน้าที่อำเภอศรีสวัสดิ์ ระบุว่าวันที่หมอชลอถูกยิงตาย เป็นวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2504


หลังจากสังหารหมอชลอแล้ว พวกเหล่าร้ายที่ปลอมตัวมาในเครื่องแบบเจ้าหน้าที่ก็รีบหลบหนีไป เมื่อนางทองใบฟื้นคืนสติ ก็ร้องห่มร้องไห้เหมือนคนเสียขวัญอย่างหนัก พอตั้งสติได้ ด้วยความหวาดกลัวต่อภัยอันตรายที่คุกคาม ก็รีบทำพิธีเผาศพสามีและพี่ชายหมอชลอด้วยการเผาแบบง่าย ๆ ที่ลานบ้าน แล้วเก็บกระดูกสามีและพี่ชายห่อด้วยผ้าขาว พร้อมทั้งเก็บทรัพย์สินมีค่าที่จำเป็นพอจะเอาไปได้ แล้วพาลูกหลานลงแพ รีบล่องออกจากแดนป่าเถื่อนอันตรายเพื่อกลับสิงห์บุรีบ้านเกิดเมืองนอน 


แต่เวรกรรมยังไม่หมด พอแพออกจากท่าหมู่บ้านม่องล่ายได้ไม่ไกล น้ำเชี่ยว แพถูกกระแสน้ำพัดกระแทกหินใต้น้ำ แพแตก ข้าวของเงินทองที่นำติดตัวมาจมน้ำเสียหายหมด ในเวลานั้น ลูกของหมอชลอซึ่งยังเล็กอยู่ ก็มีอันต้องจมน้ำตายไปอีกคน กรรมที่ตามมาจากอดีตชาติเริ่มส่งผลให้เห็นแล้ว เริ่มจากพี่ชายของหมอชลอ ต่อมาคือหมอชลอ และตามมาด้วยลูกของหมอชลอ

กว่านางทองใบและหลานจะกลับถึงภูมิลำเนาที่อำเภอพรหมบุรี ก็ทุลักทุเล เดือดร้อนอย่างแสนสาหัส พวกญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านได้มาเยี่ยมเยียนถามข่าว และกำหนดวันทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ตาย หลวงพ่อจรัญได้ไปเทศน์ก่อนวันงานสองวัน กัณฑ์เทศน์ในครั้งนั้น หลวงพ่อจรัญท่านเทศน์เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด วิบากกรรมในอดีตที่เราท่านได้สร้างไว้ ย่อมติดตามมาสนองในชาติปัจจุบันได้โดยไม่ต้องสงสัย การที่คนเราประสบเคราะห์กรรมใด ๆ ก็ตาม ไม่ใช่เพราะสาเหตุที่ตนทำในชาตินี้เท่านั้น แต่มีกรรมในอดีตชาติมาร่วมสมทบด้วยเสมอ 


การทำบุญกระดูกหมอชลอและพี่ชายเพื่ออุทิศส่วนกุศลตามประเพณีผ่านไปได้ไม่ถึงเดือน เหตุเศร้าสลดก็อุบัติขึ้นอีก วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2504 มีญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านที่สนิทสนมคุ้นเคยไปเยี่ยมนางทองใบและซักถามถึงเหตุการตายของหมอชลอกับพี่ชาย ฝ่ายนางทองใบถูกถามเป็นการรื้อฟื้น ก็รำลึกถึงสามีและลูก เกิดความอาลัยรัก ความเศร้าโศกเสียใจก็กระพือโหมกลับขึ้นมาอีก ร้องไห้คร่ำครวญโหยหวนเหมือนคนบ้า จนเป็นลมล้มสลบไปถึงสองครั้ง นางทองใบเสียใจขนาดหนัก ไม่สามารถระงับความเศร้าโศกอันใหญ่หลวงไว้ได้ หัวใจวายถึงแก่ความตายเพราะความเศร้าโศกเสียใจอย่างรุนแรง


ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจก็สืบทราบว่า คดีปล้นฆ่าหมอชลอและพี่ชายเป็นฝีมือของก๊กเสือสวัสดิ์ อุดม และเสียปีย์ ปิยะพันธ์ ซึ่งมีคดีปล้นฆ่าหลายท้องที่ มีลูกน้องบริวารร้ายหลายสิบคน จึงยกกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าล้อมปราบ เสือสวัสดิ์ อุดม หัวหน้าใหญ่ และเสือปีย์  ปิยะพันธ์ รองหัวหน้า ทะนงตัวว่าอยู่ยงคงกระพัน ขัดขืนการจับกุม จึงถูกยิงตายในที่สุด


ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นความจริงอย่างยิ่ง  เรื่องราวของหมอชลอนี้ เป็นตัวอย่างของผู้ที่สร้างกรรมชั่วอย่างหนักไว้ในอดีตชาติ กรรมชั่วย่อมติดตามผู้กระทำเหมือนเงาตามตัว คอยรบกวนจิตใจให้กังวลอยู่เสมอ และให้ผลเมื่อสุกงอมเต็มที่  แม้ว่าในชาติปัจจุบันจะได้พยายามสร้างกรรมดี แต่หากกรรมชั่วในอดีตนั้นหนักและแรงเกินกว่ากรรมดีที่กำลังปฏิบัติในชาตินี้ ก็ยากที่จะหลบหนีให้พ้นไปได้ ต้องชดใช้กรรมที่ตนได้กระทำไว้  หากยังไม่มีโอกาสให้ผลแก่ผู้กระทำโดยตรง เพราะกรรมดีคอยแวดล้อมอยู่ ก็จะให้ผลแก่ครอบครัว เพื่อก่อความสะเทือนใจแก่บุคคลนั้น  ส่วนบุญที่ได้กระทำไว้ย่อมไม่สูญหายไปไหน จะตามมาให้ผลในภายหลังหรือชาติต่อ ๆ ไป เมื่อได้ชดใช้หนี้อกุศลกรรมไปหมดแล้ว

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
พระนิพนธ์เรื่อง "ชีวิตนี้น้อยนัก" ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงอธิบายว่า  

"..ทุกคนมีผลของกรรมดีและกรรมไม่ดีติดตามมา เป็นผลของเหตุที่ได้ทำกันไว้ในอดีตชาติที่สลับซับซ้อนนับไม่ได้ ลองนึกถึงภาพของรถบรรทุกขนาดใหญ่กำลังแล่นไล่ทับเราอยู่ ขณะเดียวกันก็มีรถบรรทุกแก้วแหวนเงินทองคันใหญ่กำลังแล่นตามเพื่อจะยกแก้วแหวนเงินทองเหล่านั้นให้เราด้วย รถทั้งสองคันนั้นกำลังขับแซงกันอย่างรวดเร็ว ผลัดกันนำ ผลัดกันตาม นึกภาพนี้แล้วก็นึกถึงใจตนเอง ว่ายังมีใจที่จะต้องการแก้วแหวนเงินทองหรือ ยังมีใจอยากได้อะไรอีกหรือ ในเมื่อรถล่าชีวิตกำลังขับตะบึงติดตามมาอย่างมุ่งมาดปรารถนาตัวเราเป็นเป้าหมาย

กรรมไม่ดีกำลังตามส่งผลแก่เราทุกคนแน่นอน เปรียบผลไม่ดีนั้นดั่งรถบรรทุกที่กำลังตะบึงไล่กวดเราอยู่ จริง ๆ ที่ยังไม่ทันบดขยี้เราก็เพราะกรรมปัจจุบันของเราที่กำลังกระทำกันอยู่อาจจะมีแรงพาหนีได้ทัน จะอย่างหวุดหวิดน่าเสียวไส้เพียงไร เราผู้ไม่มีตาพิเศษก็หารู้ไม่ กรรมดีเท่านั้นที่เป็นแรงพาเราวิ่งหนีกรรมไม่ดีที่กำลังส่งผลติดตามเราอยู่ในขณะนี้.."

"..อดีตชาติของทุกคนมีมากมายนัก จึงได้ทำกรรมกันไว้มากมายนัก กุศลกรรมบ้าง อกุศลกรรมบ้าง ชีวิตในปัจจุบันจึงมีดีบ้าง ไม่ดีบ้าง สุขบ้าง ทุกข์บ้าง คนมั่งมีเป็นมหาเศรษฐีก็ด้วยอำนาจของกุศลกรรม คือการบริจาคช่วยเหลือเจือจุนผู้อื่นที่ได้กระทำไว้ในอดีตชาติ เมื่ออกุศลกรรมคือการคดโกงเบียดเบียนทรัพย์สินให้ผู้อื่นต้องเดือดร้อนที่ได้กระทำไว้ในอดีตชาติตามมาส่งผล และเมื่อเป็นผลที่แรงกว่า มีกำลังกว่ากุศลกรรมที่กำลังเสวยผลอยู่ อกุศลกรรมก็จะตัดรอนกุศลกรรม ส่งผลไม่ดีของอกุศลกรรมให้เกิดแทน ความมั่งมีก็จะกลับเป็นความไม่มี เงินทองของมีค่าก็จะสูญหายหมดไป อกุศลกรรมแรงมากก็จะสามารถทำให้มหาเศรษฐีสิ้นเนื้อประดาตัวได้ กำลังเป็นสุขก็จะกลับเป็นทุกข์เดือดร้อน อำนาจของกรรมเป็นเช่นนี้จริง ผู้มีปัญญาจึงกลัวกรรมยิ่งกว่ากลัวอะไรอื่น กลัวเพราะรู้ว่าเมื่อทำกรรมไม่ดีไว้แล้วต้องได้รับผลไม่ดี และเมื่อถึงเวลาที่กรรมส่งผลไม่ดีมาถึงตัวแล้ว แม้ตั้งแต่เกิดมาในชาตินี้จะไม่เคยทำกรรมไม่ดีเช่นนั้น ก็จะต้องได้รับผลไม่ดี ที่อาจทำให้พิศวงสงสัย จนถึงมากคนมิจฉาทิฏฐิความเห็นผิด คือเห็นไปว่าทำดีไม่ได้ดี ซึ่งความจริงไม่ใช่เช่นนั้น ทำดีต้องได้รับผลดีเสมอ ทำไม่ดีจึงจะได้รับผลไม่ดี.."


เรื่องสุดท้ายที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังต่อไปนี้ คุณ ท.เลียงพิบูลย์ เป็นผู้บันทึกไว้ และพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือกฎแห่งกรรม ให้ชื่อเรื่องว่า "วิญญาณที่รอคอย" ...

... ประมาณเดือนตุลาคม ปี พ.ศ. 2497 ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี มีงานบุญทอดกฐิน เป็นกฐินพระราชทาน ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และผู้น้อย เดินทางไปร่วมงานบุญเป็นจำนวนมาก

คืนก่อนวันทอดกฐิน ทางคณะกรรมการกฐินได้จัดการละเล่นเพื่อฉลององค์กฐิน มีชาวบ้านอุ้มลูกจูงหลานมาชมการแสดงมากมาย ที่แสดงได้เด่นในคืนนั้นคือการแสดงลิเก เป็นที่ยกย่องชมเชยว่าแสดงได้ดีเท่าหรืออาจจะดีกว่าลิเกอาชีพบางคณะเสียอีกทั้ง ๆ ที่เป็นนักแสดงสมัครเล่น


ในวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันทอดกฐิน ทางคณะกรรมการกฐินได้ให้เกียรติแก่นางเอกลิเกเป็นผู้อุ้มผ้าไตรครององค์กฐินเดินแห่รอบโบสถ์ แต่เมื่อขบวนเดินยังไม่ครบ 3 รอบ หญิงสาวผู้เป็นนางเอกลิเกก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะ คล้ายจะเป็นลม จึงรีบมอบไตรครององค์กฐินให้ผู้อื่นอุ้มแทนเพื่อแห่รอบโบสถ์ต่อไป ส่วนตัวหญิงสาวผู้นั้นก็ออกมานั่งพักอยู่ภายนอกบริเวณใต้ต้นลำไย


เมื่อเข้าไปพักใต้ต้นลำไย ทันใดนั้น ก็กรีดร้องอย่างสุดเสียงคล้ายกับตกใจกลัวอย่างหนัก และฟุบสลบลงตรงที่นั้น  เพื่อน ๆ ได้ยินเข้า ต่างก็วิ่งเข้าไปช่วยแก้ไขตามมีตามเกิด เมื่อหญิงสาวรู้สึกตัวฟื้นขึ้นมา กิริยาท่าทางก็เปลี่ยนไป กลับแสดงกิริยาดุร้ายขึงขัง ออกท่าทางอาละวาด เพื่อนข้าราชการชายเข้าไปช่วยจับเพื่อให้อยู่ในความสงบ ก็ไม่สามารถจะทานแรงได้ ต้องช่วยกันจับหลายคน พิธีทอดกฐินยังไม่ได้เริ่ม เพราะผู้คนต่างตกตะลึง หันมาสนใจหญิงสาวผู้นี้


ทันใดนั้น หญิงสาวก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงห้าว ๆ ว่า "กูคอยมึงมานานตั้ง 37 ปีแล้ว เพื่อจะได้มีโอกาสวันนี้ จะได้แก้แค้นกินเลือดมึงให้ได้ กูแค้นใจนัก"


แต่แล้วก็มีเสียงผู้หญิงพูดขึ้นในคนเดียวกันว่า "อย่าตามมาจองเวรจองกรรมเลย ไปสู่ที่ชอบเถิด"


แล้วก็เป็นเสียงผู้ชายในคนเดียวกันพูดอย่างโกรธแค้นว่า "มึงทำกับกู มึงไม่คิดเลย ขาดความเมตตาสงสาร ทำให้กูยังไม่ได้ไปผุดไปเกิด เพราะยังไม่ได้แก้แค้นกินเลือดของมึง"


แล้วก็เป็นเสียงผู้หญิงพูดเสียงสั่นด้วยความกลัวว่า "อย่าเอาชีวิตฉันเลย ฉันกลัวแล้ว อโหสิกรรมให้ฉันเถิด ฉันกลัวแล้ว"


เสียงผู้ชายพูดว่า "ไม่ได้ กูไม่ยอมอโหสิกรรมให้แก่มึงเป็นอันขาด ถึงเวลาของกูแล้ว"


ทันใดนั้น มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ได้เข้าไปพูดขอร้องกับวิญญาณที่สิงร่างของหญิงสาวว่า "เราเป็นอะไร จึงได้มาสิงในร่างของผู้ที่กำลังจะสร้างบุญกุศลในงานทอดกฐินครั้งนี้"


เสียงผู้ชายในร่างของหญิงสาวพูดว่า "ข้ามีความแค้น เพราะความอาฆาตผู้หญิงคนนี้มาแต่ชาติก่อน เพราะหญิงคนนี้ เมื่อชาติก่อนมันเกิดเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์สินเงินทองไร่นาสาโทมากมาย เป็นคนมีอิทธิพลมาก ข้าทำผิดหนีมาถึงวัดนี้ แต่มันได้ให้คนติดตามมาตัดแขนของข้าทั้งสองข้างแค่ข้อศอก ทำให้ข้าแค้นใจ ก่อนข้าจะตายจึงอธิษฐานว่า ข้าจะขอแก้แค้นดื่มเลือดให้สมกับความแค้นให้จงได้"


แต่แล้วเสียงหญิงสาวพูดขึ้นว่า "ไม่จริง ฉันไม่ได้สั่งให้ไปฆ่าไปแกงตัดตีนตัดมือ ฉันสั่งให้ไปจับตัวมา อย่าให้หนี เพราะแกเป็นบ่าวมีความผิด"


เสียงวิญญาณเข้าสิงหัวเราะก้อง คำรามอย่างน่ากลัวว่า "ถ้ามึงไม่สั่ง อ้ายพวกไพร่ขี้ข้ามันจะมาทำกับกูถึงขนาดนี้เชียวหรือ ตัดแขนทั้งสองข้าง มึงอย่ามาแก้ตัว ถึงอย่างไรมึงก็ไม่พ้นเงื้อมมือกูไปได้ ถึงมึงจะสั่งหรือไม่สั่ง มึงเป็นนาย อ้ายพวกนั้นเป็นบ่าว เป็นขี้ข้า มึงก็ต้องรับผิดชอบวันยังค่ำ บัดนี้ มึงจนมุมแล้วสิ ถึงพยายามแก้ตัว มึงอย่าหวังว่าจะมีใครมาช่วยมึงให้พ้นเงื้อมมือกูได้"


แม้จะมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ได้ขอร้อง ขอให้พักการแก้แค้นไว้ก่อน ขอเวลาให้หญิงสาวได้มีโอกาสสร้างความดี ทอดกฐินให้เสร็จเรียบร้อย แล้วค่อยมาเจรจาใหม่ วิญญาณอาฆาตนั้นก็ไม่ยอม


ความทราบถึงเจ้าอาวาส ท่านรีบตรงไปที่ต้นลำไยข้างโบสถ์ พวกที่ห้อมล้อมหญิงสาวอยู่ เมื่อเห็นท่านสมภารต่างก็ดีใจเปิดทางให้ท่านเข้าไปใกล้ พอที่จะพูดคุยโต้ตอบกับร่างหญิงสาวที่ถูกผีสิง


น่าแปลกคือ ร่างที่วิญญาณเข้าสิงอยู่นั้น ได้ก้มลงกราบท่านสมภารด้วยความเคารพ แล้วถามว่า "ท่านเป็นชีบานาสงฆ์ จะมาจับผมถ่วงน้ำหรือ"


ท่านสมภารยิ้มอย่างใจดี แล้วพูดว่า "อาตมาเป็นสาวกพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีจิตใจเหี้ยมโหดดุร้ายที่จะไปเที่ยวจับวิญญาณใดถ่วงน้ำหรอก อาตมามีศีลทำเช่นนั้นไม่ได้ มีแต่ความเมตตา อยากให้สัตว์โลกทั้งหลายอยู่กันด้วยความสงบสุข"


เสียงวิญญาณในร่างหญิงสาวหัวเราะแล้วพูดว่า "ผมเคารพนับถือหลวงพ่อ แต่จะให้ผมอโหสิกรรมผู้หญิงคนนี้ ผมยอมไม่ได้ ผมได้พยายามเฝ้ารอคอยมาช้านานแล้ว จะต้องขอดื่มเลือดของมันให้ได้ จึงจะหายแค้น ขอหลวงพ่ออย่าได้มายุ่ง"


ท่านสมภารไม่ได้โกรธ แต่ได้ต่อรองว่า ขอให้พักการอาฆาตไว้ชั่วคราวก่อนเพื่อให้สีกาผู้นี้ได้ทำบุญสร้างกุศล ภายหลังจะตกลงกันอย่างไร ก็ขอให้งานกฐินเสร็จเรียบร้อย  วิญญาณที่สิงร่างอยู่นิ่งไปครู่ใหญ่ แล้วก็ตอบตกลง โดยขอให้เอาเลือดผู้หญิงนี้ทาใบลำไยสามใบ แล้วเหน็บไว้ที่คบไม้บนต้นลำไย  วิญญาณบอกต่อไปว่า หญิงสาวผู้นี้ เหนือเข่าซ้ายจะมีปานขาวเป็นรูปหัวใจ หากเอาเข็มแทงลงกลางใจปานขาว แล้วเอาเลือดทาที่ลำใย วิญญาณก็จะออกจากร่าง แต่ยังไม่ยอมอโหสิกรรมให้


เพื่อนข้าราชการหญิงก็รีบจัดการตามที่วิญญาณต้องการ จากนั้น วิญญาณที่สิงอยู่ก็ออกไป หญิงสาวกลับฟื้นคืนความรู้สึก เมื่อทราบว่ามีวิญญาณในอดีตชาติตามอาฆาตพยาบาท ก็ไม่สบายใจ เมื่อเข้าไปในโบสถ์ถวายผ้าองค์กฐินร่วมกับเพื่อนข้าราชการ ก็ตั้งจิตแน่วแน่อธิษฐานอุทิศส่วนกุศลให้กับวิญญาณอาฆาตนั้น เมื่อทอดกฐินเสร็จ ก็พากันเดินทางกลับ ก่อนกลับ ท่านสมภารให้ข้อคิดเตือนใจว่า "จงสร้างความดีเพื่อชนะความชั่ว จะได้สุดสิ้นการจองเวร"


เมื่อหญิงสาวกลับถึงบ้าน ก็รู้ตัวว่าวิญญาณได้ติดตามมาอยู่ในเขตบ้านตลอดเวลา บางครั้งได้ยินเสียงสุนัขพากันเห่าหอนอย่างโหยหวน บางครั้งเห็นชายแขนด้วนเดินอยู่ในบริเวณบ้าน แม้ระยะหลัง วิญญาณจะมิได้แสดงกิริยาดุร้าย แต่เมื่อรู้ว่ายังมีวิญญาณคอยติดตามอยู่ ก็ทำให้หวาดกลัวและทรมานจิตใจ  จะเชิญผู้มีอาคมขลังมาขับไล่ก็จะเป็นเวรกรรมกันต่อไปอีกไม่สิ้นสุด จึงพยายามทำความดีทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ เช่น ถวายสังฆทาน บวชคนให้เป็นพระ ทำบุญให้ทาน แล้วกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้ทุกครั้ง ซึ่งเป็นทางเดียวที่จะทำให้วิญญาณคลายความพยาบาทลงได้


คืนหนึ่ง จวนจะรุ่งสาง หญิงสาวฝันว่า ชายแขนด้วนได้เดินเข้ามาหาหญิงสาวซึ่งนอนอยู่บนเตียง มิได้แสดงกิริยาดุร้าย แต่กลับยิ้มแย้มแจ่มใส พูดว่า


"เอาล่ะ คราวนี้ฉันเชื่อแล้วว่า เธอไม่ได้จงใจสั่งให้พวกบ่าวไพร่มาทำร้ายตัดแขนฉัน นับตั้งแต่ฉันได้กินเลือดจากใบลำไยแล้ว คำอธิษฐานจองร้ายของฉันก็สิ้นสุดลง และทั้งเธอก็อดทนใจเย็น พยายามสร้างกุศลอุทิศให้ฉันมากมาย บัดนี้ แขนฉันได้ต่อติดอย่างเดิมแล้ว นับแต่นี้ไป เราสิ้นเวรหมดกรรมกัน ฉันขอขอบใจเธอที่อดทนทำความดีชนะได้ ขอให้เธอมีความสุข ฉันขอลาเธอเพื่อจะไปผุดไปเกิดในโลกมนุษย์ต่อไป"


ในฝัน หญิงสาวมองเห็นแขนสองข้างของชายผู้นั้นงอกเป็นมือปรกติอย่างน่าอัศจรรย์ แล้วภาพชายผู้นั้นก็โปร่งแสง หายไปต่อหน้าทันที เมื่อหญิงสาวตื่นขึ้น เป็นวันแรกที่มีจิตใจผ่องใสสดชื่นกว่าทุกวัน เพราะรู้ว่าได้หลุดพ้นจากวิญญาณพยาบาทของชายแขนด้วน ภายในบ้านเข้าสู่ความปรกติสุขอีกครั้งหนึ่ง ไม่ต้องคอยหวาดกลัววิญญาณพยาบาทซึ่งเป็นสิ่งลี้ลับมองไม่เห็น  ด้วยอำนาจของกุศลกรรมและเมตตาจิตที่แผ่ไปถึงวิญญาณอาฆาตทุกคืนทุกวัน ที่สุดความดีมีศีลธรรมก็ชนะ ความพยาบาทอาฆาตก็ได้จบลงด้วยการอโหสิกรรม


เรื่องเจ้ากรรมนายเวรนี้ ผู้มีความเห็นชอบประกอบด้วยสัมมาปัญญา ย่อมไม่ประมาทว่าเป็นสิ่งที่ไม่มี และไม่เห็นเป็นเรื่องเหลวไหล ไม่มีเหตุผล

ทุกคนต่างก็มีภพชาติมานับไม่ถ้วนในอดีต ต่างก็ทำกรรมทั้งดีและไม่ดีไว้นับไม่ถ้วนในภพชาติทั้งหลายนั้น เจ้ากรรมนายเวรที่ได้เคยไปล่วงเกิน เบียดเบียนทำร้ายไว้ก็ย่อมมีไม่น้อย เช่นเดียวกับผู้มีพระคุณก็มีไม่น้อยเช่นกัน  ชาตินี้แม้ไม่อาจจะล่วงรู้ได้ว่าเป็นใครต่อใครบ้าง แต่ก็พึงยอมรับว่ามีอยู่ ทั้งในภพภูมิที่พ้นความรู้เห็นของผู้ไม่มีความสามารถ และทั้งที่อยู่ในภพภูมิเดียวกันกับเราทั้งหลายนี้

พระท่านจึงสอนว่า เมื่อจะขอโทษท่านผู้เป็นเจ้ากรรมนายเวร ก็พึงทำเช่นเดียวกับเมื่อจะตอบแทนท่านผู้มีพระคุณ คือทำบุญทำกุศลด้วยความตั้งใจจริงที่จะอุทิศให้ แม้ว่าจะอยู่ต่างภพภูมิกัน ให้ด้วยสำนึกในความผิดพลาดที่ตนอาจได้กระทำแล้วต่อใคร ๆ และให้ด้วยสำนึกในพระคุณที่ได้รับจากผู้มีพระคุณทั้งหลาย


อ้างอิง     -  หลักกรรมในพระพุทธศาสนา, สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ
              -  กฎแห่งกรรม, หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี
              -  กฎแห่งกรรม, คุณ ท. เลียงพิบูลย์
              -  ประสบการณ์ทางวิญญาณ, ท่านอาจารย์ทองทิว สุวรรณทัต
              -  โอวาทสี่ของท่านเหลี่ยวฝาน, ถอดความโดยท่านอาจารย์เจือจันทน์ อัชพรรณ (มิสโจ)