วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2557

บริจาคโลหิต.. การสะเดาะเคราะห์ต่ออายุที่มีอานิสงส์มาก


เป็นความเชื่อที่มีมาแต่โบราณว่า คราวใดที่โรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน หรือประสบอุบัติเหตุ ทำให้เจ็บหนัก หรือเมื่อหมอดูทักว่ากำลังมีเคราะห์ หรือมีลางบอกเหตุต่าง ๆ ที่ทำให้เชื่อว่าดวงกำลังตก ก็นิยมไปทำบุญสะเดาะเคราะห์ต่ออายุและเสริมดวงชะตา เพื่อให้โชคดีและมีชีวิตยืนยาวต่อไปอีก

การทำบุญต่ออายุมีหลากหลายวิธี ตามความเชื่อของแต่ละบุคคล หรือตามแต่อาจารย์เจ้าพิธีจะแนะนำ เช่น การนำไม้ไปค้ำกิ่งโพธิ์ การถวายสังฆทานและอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร การปล่อยสัตว์ที่กำลังจะถูกฆ่าให้กลับมีชีวิตรอด การถวายเภสัชทานแด่พระภิกษุสงฆ์ การสงเคราะห์พระภิกษุสามเณรอาพาธ การบวช การบริจาคโลงศพ ฯลฯ

โลงศพเปล่า ซึ่งสำนักงานมูลนิธิจัดเตรียมไว้
ให้ผู้มีจิตศรัทธาได้ทำบุญ และติดชื่อผู้บริจาคไว้ข้างโลง
เป็นวิธีสะเดาะเคราะห์ต่ออายุที่นิยมทำกันมาก
อย่างไรก็ตาม โลงศพอาจมีความจำเป็นน้อยลง
หากผู้ป่วยสามารถมีชีวิตรอด ด้วยโลหิตที่ทุกคนช่วยกันบริจาค
พระราชพรหมยาน หรือ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง เล่าว่า สมัยที่ท่านบวชใหม่ ๆ จำพรรษาอยู่กับหลวงพ่อปานที่วัดบางนมโค ท่านได้เสี่ยงทายอายุด้วยการยกรูปเหมือนพระศรีอาริยเมตไตรย ซึ่งแห่มาจากวัดไลย์ จังหวัดลพบุรี ทราบว่าจะถึงกาลมรณะเมื่ออายุ 27 ปี  ครั้งนั้น หลวงพ่อปานได้ซื้อปลามาให้หนึ่งกะละมังใหญ่ บอกให้ท่านเอาไปปล่อยเพื่อเป็นการต่ออายุ

ปล่อยปลา พร้อมกล่าวคำอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและผู้มีพระคุณ
พบเห็นมากตามท่าน้ำหน้าวัด ซึ่งเต็มไปด้วยร้านขายปลาและอาหารปลา
มีปลาหลากหลายชนิดให้เลือกซื้อและปล่อยตามความเชื่อ

นอกจากทำให้ใจสบายแล้ว ยังมีส่วนช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้กับชุมชน
เมื่อคราวที่อหิวาตกโรคระบาด ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 นั้น การระบาดของโรครุนแรงมาก มีผู้เสียชีวิตหลายหมื่นคน พระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ รับสั่งให้ซื้อปลาที่ถูกนำมาฆ่าขายกันในตลาดไปปล่อย สิ้นพระราชทรัพย์เป็นจำนวนมาก เพื่อหวังจะช่วยสะเดาะเคราะห์ให้กับบ้านเมือง

(ภาพอดีต) ศพผู้เสียชีิวิตจากโรคระบาด
ถูกนำมาทิ้งที่ป่าช้าวัดสระเกศ 
สมเด็จพระวันรัต (ทับ พุทฺธสิริ) เจ้าอาวาสองค์แรกของวัดโสมนัสวิหาร เล่าถึงอหิวาตกโรคที่ระบาดรุนแรงในครั้งนั้นว่า

".. คนต้องโรคตายมากนัก ผู้ที่เห็นเขาเจ็บตายไปอย่างนั้น ก็หวาดหวั่นพรั่นตัว กลัวจะต้องเจ็บต้องตายไปบ้าง พากันทำบุญให้ทาน ทำการกุศลต่าง ๆ เพื่อจะห้ามกันความตาย หรือเพื่อจะตายไป บุญกุศลนั้นจะได้เป็นของตัวติดตามไปให้ได้ความสุขในเบื้องหน้า บางพวกก็ภาวนาบ่นพึมพำ ๆ เพื่อจะกันตาย ครั้นท้องร้องจ๊อกขึ้นมาก็ตกใจหน้าสลด คิดว่าเราเห็นจะตายคราวนี้เป็นแน่ บางพวกมีคนเป็นที่รักจากไปเสียในที่อื่นก็ร้องไห้ร่ำไรคิดถึงกัน บางพวกเที่ยวนิมนต์พระสงฆ์ไปสวดมนต์ฉันเช้า บางพวกก็นิมนต์พระมารับสังฆภัตต์และอุทเทศภัตต์ เป็นต้น คราวนั้นพระภิกษุสงฆ์ตามบึงบาง และภิกษุสงฆ์ในบ้านในเมืองร่ำรวยนักจนไม่มีท้องจะใส่ เพราะมีผู้เขาทำบุญให้ทานมาก ครั้นอหิวาตกโรคสงบเงียบลง พระภิกษุก็อดโซไป เพลาเช้า ๆ ออกเที่ยวบิณฑบาตก็ไม่ใคร่จะพอฉัน ท่านที่มีอุปัฏฐากญาติโยมอยู่ใกล้ ๆ ก็พอยังชั่ว ท่านที่ไม่มีอุปัฏฐากญาติโยม หรือมีอยู่เสียไกลก็ลำบาก เพราะไม่ใคร่จะมีผู้ทำบุญ ผู้ที่จะทำบุญกุศลและจะเหลียวแลดูพระ จะนับถือพระเป็นที่พึ่งที่ระลึกนั้น ก็เมื่อยามทุกข์ภัยบังเกิดขึ้น หรือเมื่อแก่ทุพพลจวนจะใกล้ตาย หรือเมื่อยามเจ็บหนักจวนจะแตกดับ หรือเมื่อยามความตายใกล้จะถึงเข้า  ยามปรกติเป็นสุขสบายอยู่แล้ว ผู้ที่จะเหลียวหน้ามาดูพระและจะนับถือพระเป็นที่พึ่ง และจะคิดทำบุญทำกุศลนั้นน้อยนัก.." 


การสะเดาะเคราะห์ต่ออายุที่ดูเป็นพิธีรีตรอง คือการนิมนต์พระท่านช่วยทำพิธี บังสุกุลตาย-บังสุกุลเป็น ด้วยหวังจะให้บังเกิดผลเฉียบพลันทันตาเห็น

การบังสุกุลเพื่อต่ออายุนั้น คนที่ต้องการต่ออายุขัยจะนอนหงาย เหยียดยาวตามสบาย พระท่านจะเอาผ้าขาวมาคลุมตลอดร่าง กล่าวคำบังสุกุลตายแล้วเอาผ้าขาวที่คลุมไว้ออก จากนั้นก็กล่าวคำบังสุกุลเป็นอีกครั้งหนึ่ง เป็นอันเสร็จพิธี  หากอาจารย์เจ้าพิธีเป็นคนถือทิศ เวลาบังสุกุลตาย ก็จะให้คนที่จะต่ออายุนอนหันศีรษะไปทางทิศตะวันตก เมื่อจะบังสุกุลเป็น ก็เปลี่ยนให้หันศีรษะไปทางทิศตะวันออก ตามความเชื่อว่า ทิศตะวันตกเป็นทิศของความตาย

พิธีบังสุกุลต่ออายุ
พระสงฆ์ชักผ้าจากศพหรือชักผ้าที่ทอดไว้หน้าศพด้วยการปลงกรรมฐาน
เช่นเดียวกับการบังสุกุล  เพียงแต่ทำในขณะที่ผู้เข้าพิธียังมีชีวิตอยู่
บทบังสุกุลตาย กล่าวว่า ...
          อะนิจจา วะตะ สังขารา 
          อุปปาทะวะยะธัมมิโน
          อุปปัชชิตวา นิรุชฌันติ 
          เตสัง วูปะสะโม สุโข 

มีความหมายว่า ...
          สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ
          มีความเกิดขึ้นและมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
          เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป
          ความเข้าไปสงบแห่งสังขารเหล่านั้นได้ ย่อมนำมาซึ่งความสุข

บทบังสุกุลเป็น กล่าวว่า ...
          อะจิรัง วะตะยัง กาโย 
          ปะฐะวิง อะธิเสสสะติ
          ฉุฑโฑ อะเปตะ วิญญาโน 
          นิรัตถังวะ กะลิงคะลัง

มีความหมายว่า ...
          ร่างกายของเรานี้ คงไม่นานหนอ
          จะต้องลงไปทับถมซึ่งแผ่นดิน
          เมื่อวิญญาณได้ปราศจากตัวเราทิ้งไปเสียแล้ว
          เปรียบเหมือนท่อนไม้ท่อนฟืน หาประโยชน์มิได้ดังนี้แล

โลงศพหลากสี  แยกตามวันเกิด
ซึ่งวัดเจ้าพิธีจัดเตรียมไว้รองรับความเชื่อของญาติโยม
จุดประสงค์เพื่อให้เกิดสติ  นึกถึงความตาย จะได้ลดความมัวเมาและเร่งทำความดี
เชื่อกันว่า การนอนโลงศพ เป็นการสะเดาะเคราะห์ต่ออายุที่ได้ผลวิธีหนึ่ง
ในบางสำนัก อาจารย์เจ้าพิธีจะให้คนที่ต้องการต่ออายุขัยลงไปนอนในโลงศพและทำพิธีในลักษณะเดียวกัน ประหนึ่งว่า คน ๆ นั้นได้ตายจากไปแล้ว หมดเคราะห์หมดโศกแล้ว ที่กลับฟื้นคืนมาคือคนใหม่พร้อมกับชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น อะไรทำนองนั้น

บางรายถึงขนาดที่ว่าวิญญาณออกจากร่างไปแล้ว ไปตามกลับมาเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อก็มี ดังเช่นเรื่องที่ท่านพลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ เล่าไว้เมื่อครั้งได้รับเชิญให้ไปพูดเรื่องจิตและวิญญาณ ต่อมา ท่านอาจารย์ทองทิว สุวรรณทัต ได้นำเรื่องดังกล่าวมาบันทึกไว้ในหนังสือ "ประสบการณ์ทางวิญญาณ" ความว่า ..

พลเรือตรี หลวงสุวิชานแพทย์ ร.น.
มีญาติของผู้ป่วยรายหนึ่ง เชิญท่านอาจารย์หลวงสุวิชานแพทย์ไปรักษาเพราะผู้ป่วยมีอาการเพียบหนัก เมื่อท่านไปถึงบ้าน ได้ตรวจดูอาการตามวิชาแพทย์ซึ่งท่านมีความเชี่ยวชาญ ก็พบว่า ชีพจรของผู้ป่วยนั้นหยุดเต้นแล้ว และเสียชีวิตก่อนที่ท่านจะไปถึงเพียงชั่วครู่เดียว

ครั้นญาติของผู้ตายทราบเช่นนั้น ก็พากันร้องไห้ด้วยความอาลัยอาวรณ์ในความดีของผู้ตาย เป็นที่น่าเวทนา ทั้งร่ำร้องขอให้ท่านอาจารย์หลวงสุวิชานแพทย์ หาหนทางช่วยเหลือให้ผู้ตายฟื้นคืนสติอีกครั้ง เพราะพวกเขาทราบดีว่า ท่านมีความสามารถพอที่จะช่วยได้

ท่านอาจารย์หลวงสุวิชานแพทย์ ได้ฟังญาติของผู้ตายรุมเร้าขอความช่วยเหลือจากท่าน ครั้งแรกท่านยังไม่กล้าที่จะรับปากพวกเขา เพียงแต่บอกว่า ขอให้ท่านได้ตรวจดูตามหลักวิชาสมาธิของท่านดูก่อน

และแล้วท่านก็เข้าสมาธิติดตามวิญญาณของผู้ตายไป จนพบกับเทวดาที่รักษาอายุของเขา ท่านจึงได้ขอร้องกับเทวดาเพื่อขอชีวิตกลับคืนสู่ร่างตามเดิม สุดท้ายได้มีการต่อรองกับเทวดารักษาอายุองค์นั้น โดยเทวดาได้ขอสัญญาว่า ถ้าให้วิญญาณของชายผู้นั้นกลับคืนสู่ร่างแล้ว จะต้องให้เขาบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาชั่วระยะหนึ่ง ซึ่งท่านอาจารย์หลวงสุวิชานแพทย์ ก็รับปากจะบอกญาติพี่น้องของเขาให้ัจัดการตามประสงค์ของเทวดาทุกประการ

ครั้นท่านอาจารย์หลวงสุวิชานแพทย์ออกจากญาณสมาธิแล้ว จึงแจ้งให้วงศาคณาญาติของผู้ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้วให้ทราบ อันเป็นการนำความปลื้มปิติแก่พวกเขาเป็นอย่างมาก และต่างก็นั่งรอเวลาที่วิญญาณจะกลับคืนสู่ร่าง

เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ๆ ท่านอาจารย์หลวงสุวิชานแพทย์ได้ตรวจอาการของผู้ตายอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าหัวใจเริ่มเต้นช้า ๆ จนเข้าระดับปรกติในเวลาต่อมาไม่นาน

เมื่อผู้ตายฟื้นคืนกลับมาและแข็งแรงดีแล้ว ญาติพี่น้องได้จัดการให้เขาได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ตามข้อตกลงที่ท่านอาจารย์ได้ให้ไว้แก่เทวดารักษาอายุของเขา โดยไม่กล้าบิดพลิ้วแต่อย่างใด

ท่านอาจารย์ทองทิว สุวรรณทัต (ขวา)
รัับโล่ห์เกียรติคุณจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นายชวน หลีกภัย (ซ้าย)
ในฐานะนักหนังสือพิมพ์ที่ดี ควรแก่การยกย่อง
ณ สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2538
อีกเรื่องหนึ่ง จากหนังสือเล่มเดียวกัน ท่านอาจารย์ทองทิว สุวรรณทัต เล่าว่า.. ครั้งหนึ่ง ท่านและเพื่อน คือ พ.อ.เจตน์ จารุตามระ ชวนกันลงเรือข้ามฟากจากฝั่งพระนครไปกราบท่านอาจารย์หลวงสุวิชานแพทย์ ณ บ้านของท่านที่อยู่ทางสะพานพระปิ่นเกล้าในปัจจุบัน เพื่อขอความกรุณาให้ท่านช่วยเหลือ เกี่ยวกับอาการเจ็บของญาติผู้ใหญ่ที่กำลังมีอาการค่อนข้างหนัก

ครั้นไปถึงบ้านท่านแล้ว ต้องรับบัตรที่ทางบ้านของท่านจัดเตรียมไว้ให้ แล้วนั่งรอจนกว่าจะถึงคิวของตัว ซึ่งก็กินเวลาเป็นชั่วโมง เพราะคนที่มาพึ่งท่านก่อนหน้ามีจำนวนไม่น้อย

เมื่อถึงคิวของ พ.อ.เจตน์ ก็ชวนกันเข้าไปกราบทำความเคารพ แต่ยังไม่ทันจะเอ่ยปากเล่าเรื่องให้ท่านฟังสักคำ ท่านอาจารย์หลวงสุวิชานแพทย์ก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อนว่า ".. คุณป้าของเรายังไม่ถึงที่ตายดอก กลับไปนี่ ให้ท่านทำสังฆทานไปถวายพระ แล้วกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้เจ้ากรรมนายเวรตลอดจนเทวดาที่รักษาตัวเสีย อีกไม่กี่วันก็หาย ยังไม่สิ้นอายุดอก.."

ต่อมาอีกสามถึงสี่วัน ญาติผู้ใหญ่ของท่าน พ.อ.เจตน์ ก็ลุกขึ้นเดินเหินได้ และอยู่มาอีกหลายปี จึงถึงแก่กรรม

(ภาพอดีต) ศาลท่านท้าวมหาพรหม และโรงแรมเอราวัณ
ท่านอาจารย์ พล.ร.ต.หลวงสุวิชานแพทย์ ร.น. นี้ เป็นอดีตนายแพทย์ใหญ่ทหารเรือ เป็นผู้อัญเชิญท่านท้าวมหาพรหมประดิษฐานที่โรงแรมเอราวัณ (ปัจจุบันคือโรงแรมแกรนด์ไฮแอทเอราวัณ) ส่วนบริเวณสำหรับตั้งศาลนั้น ท่านท้าวมหาพรหมโปรดบริเวณมุมโรงแรมด้านสี่แยกราชประสงค์


กลับเข้าเรื่องการทำบุญสะเดาะเคราะห์ต่ออายุและเสริมดวงชะตา ด้วยการบริจาคโลหิต ...

โลหิตเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นในการรักษาผู้ป่วย ผู้ป่วยหลายประเภทมีความจำเป็นต้องใช้โลหิต เช่น ผู้ที่ประสบอุบัติเหตุ ผู้ที่รอการผ่าตัด คลอดบุตร ผู้ป่วยที่เกิดภาวะเสียโลหิต ผู้ป่วยที่ภาวะเกล็ดโลหิตต่ำ ผู้ป่วยมะเร็ง การปลูกถ่ายอวัยวะ การปลูกถ่ายไขกระดูก ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ จะทำไม่ได้เลยหากไม่มีโลหิต


บ่อยครั้งที่เราได้เห็นภาพพ่อแม่พี่น้องมานอนเฝ้าผู้ป่วยในโรงพยาบาล และเมื่อผู้ป่วยเสียชีวิตก็จะมีเสียงร้องไห้ระงมชวนให้เศร้าใจ ภาพการเก็บข้าวของเครื่องใช้ของคนรักที่จากไปเป็นภาพที่เศร้าสลดและสะเทือนใจมาก เหตุการณ์ลักษณะนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นเลย หากมีโลหิตสำรองในคลังเพียงพอที่จะรักษาชีวิตผู้ป่วยได้ทันท่วงที


โลหิตในร่างกายคนเรา ประกอบด้วยพลาสมา (น้ำเหลือง) และเม็ดโลหิต คิดเป็น 8% ของน้ำหนักตัว หรือประมาณ 17-18 แก้วน้ำ ร่างกายใช้เพียง 15-16 แก้วน้ำเท่านั้น ส่วนที่เหลือคือโลหิตส่วนเกินที่ร่างกายยังไม่จำเป็นต้องใช้ สามารถบริจาคให้ผู้อื่นได้โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ แก่ร่างกาย

และเมื่อบริจาคโลหิตไปแล้ว ไขกระดูกจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดโลหิตใหม่ขึ้นมาทดแทน ให้มีปริมาณโลหิตในร่างกายเท่าเดิม

และถึงแม้จะไม่บริจาคโลหิต เม็ดโลหิตแต่ละชนิดก็มีอายุการทำงาน เมื่อหมดอายุ เม็ดโลหิตที่สลายตัวจะถูกขับออกทางปัสสาวะและอุจจาระ หลังจากนั้น ไขกระดูกจะสร้างเซลล์เม็ดโลหิตชุดใหม่ขึ้นมาทดแทนตลอดเวลาโดยไม่มีวันหมด


การบริจาคโลหิตจึงเกิดประโยชน์ต่อร่างกายของผู้บริจาคโดยตรง เพราะไปกระตุ้นการทำงานของไขกระดูก ให้สร้างเม็ดโลหิตใหม่ ๆ ซึ่งแข็งแรงและมีประสิทธิภาพทดแทนโลหิตเก่าที่ขับออกไป ทำให้ผู้บริจาคโลหิตมีผิวพรรณสดใส มีสุขภาพอนามัยดี นอกจากนี้ การบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทำให้การสะสมธาตุเหล็กในร่างกายลดลง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้

ประโยชน์อื่น ๆ ที่ผู้บริจาคโลหิตจะได้รับ คือได้รับการตรวจสุขภาพร่างกาย โลหิตที่บริจาคจะผ่านกระบวนการคัดกรองเชื้อต่าง ๆ ในห้องปฏิบัติการ จึงเหมือนกับการที่ผู้บริจาคโลหิตได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี, ไวรัสตับอักเสบ ซี, เอดส์ และอื่น ๆ

การบริจาคโลหิต ยังช่วยกระตุ้นให้ผู้บริจาคโลหิตหันมาสนใจดูแลรักษาสุขภาพของตนเองมากยิ่งขึ้น เพราะมีความรู้สึกว่า หลังการบริจาคโลหิต ร่างกายควรได้รับการทะนุถนอมและฟื้นฟูให้กลับมาแข็งแรง มีความพร้อมสำหรับการบริจาคในครั้งต่อ ๆ ไป จึงเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ จัดเวลาว่างเพื่อไปออกกำลังกายเป็นประจำ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เลิกสูบบุหรี่ เป็นต้น


ขั้นตอนการรับบริจาคโลหิตนั้น ปฏิบัติงานโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางการแพทย์และสาธารณสุข ให้ความสำคัญและระมัดระวังอย่างยิ่งในเรื่องความสะอาดปลอดภัยในทุกขั้นตอน

ผู้บริจาคมั่นใจได้ว่า จะไม่มีการใช้เข็มซ้ำอย่างแน่นอน เริ่มตั้งแต่การตรวจคัดกรองความเข้มข้นของโลหิต เข็มที่ใช้เจาะปลายนิ้วมาจากอุปกรณ์ที่มีกลไกป้องกันการใช้ซ้ำครั้งที่สอง ฉะนั้น เมื่อเจาะครั้งที่หนึ่งแล้ว จะไม่สามารถจะเจาะซ้ำครั้งที่สองอีก  สำหรับเข็มที่ใช้เจาะเข้าท่อนแขนเพื่อเก็บโลหิตนั้น ก็มาพร้อมกับถุงบรรจุโลหิต ซึ่งมีทั้งสายยางและเข็มเจาะครบชุด เป็นของใหม่และไม่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ 


พระพุทธศาสนาเชื่อว่า การที่เราจะสุข จะทุกข์ จะเสื่อม จะเจริญ ไม่ใช่อำนาจของดวงดาว ไม่ใช่อำนาจของสิ่งภายนอกอื่นใด หากแต่อยู่ที่กรรมหรือการกระทำของเราเอง ทำกรรมอันใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม ย่อมได้รับผลแห่งกรรมนั้น และกรรมสามารถส่งผลข้ามภพข้ามชาติได้

การบริจาคโลหิต เป็นกุศลกรรม เป็นบุญชนิดหนึ่งที่เรียกว่า บุญเกิดจากการให้ หรือ "ทานมัย"  โลหิตเป็นส่วนสำคัญของทุกชีวิต เป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงรักษาชีวิตให้ดำรงอยู่  การบริจาคโลหิตจึงเทียบได้กับการบริจาคชีวิต นับเป็นการบำเพ็ญทานบารมีที่ยิ่งใหญ่ ควรแก่การยกย่องสรรเสริญเป็นอย่างยิ่ง

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนจะทรงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ได้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร ทรงบำเพ็ญบารมีอันกระทำได้ยากนับครั้งไม่ถ้วน ในบางพระชาติ ทรงสละชีวิตของพระองค์เองเพื่อความอยู่รอดของชีวิตอื่น

ทานมัยนี้มีผลมาก ให้มนุษย์สมบัติก็ได้ ให้สวรรค์สมบัติก็ได้ นิพพานสมบัติก็ได้ เป็นที่รักของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย

การบริจาคโลหิต ยังนับเป็น "เวยยาวัจจมัย" หรือบุญอันเกิดจากการขวนขวายในกิจที่ชอบ ช่วยทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นหรือต่อส่วนรวม บุญข้อนี้มีผลมาก ไปที่ใดก็จะได้รับความสะดวก ได้รับความช่วยเหลือ ไม่ขัดข้องเดือดร้อน


การให้ทุกชนิดย่อมมีผลทั้งสิ้น แม้แต่บุคคลเทน้ำลงในหลุมหรือบ่อเล็ก ๆ ด้วยหวังว่าจะให้สัตว์ตัวเล็ก ๆ ได้อาศัยน้ำนี้เป็นอยู่ พระพุทธองค์ยังตรัสว่าเป็นบุญ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า โลหิตที่เสียสละบริจาคเพื่อสงเคราะห์ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์ โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง และไม่มุ่งหวังอามิสสิ่งตอบแทน จะมีอานิสงส์ผลบุญมากมายเพียงใด

ผู้ป่วยที่รอรับโลหิตบริจาค บางรายเป็นพ่อเป็นแม่ของลูกซึ่งยังเล็กอยู่ บางรายเป็นกำลังสำคัญในการทำมาหาเลี้ยงชีพ เป็นความหวังของครอบครัว บางท่านเป็นปูชนียบุคคล เป็นครูบาอาจารย์ผู้ประสิทธิประสาทวิชาความรู้ ฯลฯ การช่วยเหลือพวกเขาเหล่านั้นให้มีชีวิตรอดยืนยาวต่อไป จึงไม่ใช่การให้ความช่วยเหลือเพียงเฉพาะผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วยเท่านั้น หากแต่ยังมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับอีกหลายชีวิตที่พึ่งพาอาศัยอยู่รอบข้าง

การประกอบกุศลกรรมที่ยิ่งใหญ่ มีอานิสงส์มากเช่นนี้ ย่อมสามารถตัดรอนอกุศลกรรมที่หนักที่แรงได้ แม้ดวงชะตามีเกณฑ์ประสบเคราะห์หนัก ถึงขั้นเลือดตกยางออก ก็สามารถรักษาชีวิตรอดปลอดภัยได้อย่างน่าอัศจรรย์


การบริจาคโลหิตนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนมั่งมีหรือยากจน ก็สามารถทำได้ด้วยกันทั้งสิ้น และเมื่อทำแล้ว ย่อมเกิดความสุขและความภาคภูมิใจที่ได้เสียสละโลหิตในร่างกายตนเพื่อสาธารณประโยชน์ต่อผู้อื่น

คัมภีร์โบราณของจีนกล่าวว่า บุคคลใดสั่งสมแต่ความดีงาม ไม่เพียงแต่บุคคลนั้นจะได้เสวยผลแห่งความดีนั้น แม้แต่สมาชิกในครอบครัว รวมถึงลูกหลานเหลนโหลนก็จะพลอยได้เสวยผลแห่งกรรมดีนั้นด้วยเช่นกัน


ผู้ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ
ผู้ให้ของที่เลิศ ย่อมได้ของที่เลิศ
ผู้ให้ของที่ดี ย่อมได้ของที่ดี
ผู้ให้ของที่ประเสริฐ ย่อมเข้าถึงฐานะอันประเสริฐ
นระใดให้ของที่เลิศ ให้ของที่ดี และให้ของที่ประเสริฐ
นระนั้นจะเกิด ณ ที่ใด ๆ ย่อมมีอายุยืน มียศ ณ ที่นั้น ๆ
                                                                                            
                                                                               (มนาปทายีสูตร)


อ้างอิง        -  สื่อประชาสัมพันธ์ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย
                 -  กฎแห่งกรรม, พระสาสนโสภณ (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
                 -  ประสบการณ์ทางวิญญาณ, ท่านอาจารย์ทองทิว สุวรรณทัต

ขอขอบคุณ  ท่านเจ้าของภาพถ่ายในอินเทอร์เน็ตทุกท่าน ที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบเป็นวิทยาทาน

วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

พระพุทธสิหิงค์.. พุทธปฏิมาที่เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


"... พระพุทธสิหิงค์เมื่อเสด็จประทับอยู่ในที่ใด ๆ
ย่อมทรงทำให้พระพุทธศาสนารุ่งเรืองดังดวงประทีป
เสมือนหนึ่งว่าพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ..."

ตำนานพระพุทธสิหิงค์ ซึ่งพระโพธิรังสี พระภิกษุชาวเชียงใหม่ แต่งไว้ระหว่างปี พ.ศ. 1945 - 1985 เป็นภาษามคธ เล่าความเป็นมาของพระพุทธสิหิงค์ว่า เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในลังกาทวีป เมื่อราว พ.ศ. 700
พระราชาลังกา 3 องค์ ตรัสถามพระอรหันตเจ้า
ว่าเคยเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อยังทรงพระชนม์อยู่หรือไม่

(จิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์วัดพระแก้ววังหน้า)
เรื่องมีอยู่ว่า.. มีพระราชาลังกา 3 องค์ ปรารถนาจะสร้างพระพุทธรูปเพื่อให้เป็นที่สักการบูชาของมหาชนทั้งหลาย จึงได้ปรึกษากับพระอรหันต์ 20 รูป ถึงพระพุทธลักษณะอย่างถี่ถ้วน โดยหมายจะให้พระพุทธรูปที่สร้างขึ้น เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริง ๆ

ในครั้งนั้น พญานาคราชตนหนึ่งมีอายุยืนยาว ได้เคยเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อทรงพระชนม์อยู่ จึงสำแดงฤทธิ์เนรมิตกายเป็นรูปพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมบูรณ์ด้วยมหาปุริสลักษณะ 32 ประการ มีฉัพพรรณรังสีแผ่เรืองรอง พร้อมทั้งเนรมิตพระเชตวันมหาวิหาร แวดล้อมด้วยพระอสีติมหาสาวก มีพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ เป็นต้น

พญานาคราชเนรมิตกายเป็นรูปพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เมื่อพระราชาและพระอรหันตเจ้าทั้งหลายได้เห็นรูปเนรมิตนั้นแล้ว ก็จดจำพุทธลักษณะต่าง ๆ ไว้ และเรียกหาช่างหล่อโลหะฝีมือดีมาปั้นหล่อพระพุทธรูปขึ้นให้เหมือนกับแบบที่ได้ช่วยกันจดจำไว้  เมื่อปั้นและสร้างพิมพ์พระเสร็จ ขณะที่ช่างกำลังเททองลงในพิมพ์  พระราชาเห็นช่างหล่อคนหนึ่งทำไม่ถูกพระทัย จึงทรงพิโรธตวัดแส้หางปลากระเบนไปถูกนิ้วมือของช่างผู้นั้นเข้า ได้รับความเจ็บปวดทรมาน  ดังนั้น เมื่อหล่อพระพุทธรูปเสร็จ นิ้วพระหัตถ์นิ้วหนึ่งจึงไม่บริสุทธิ์

พระราชาทั้งสามองค์ คิดจะตัดนิ้วที่ไม่บริสุทธิ์นี้ออกเพื่อซ่อมใหม่ให้เรียบร้อย แต่พระอรหันต์ได้ทูลทัดทานว่า ในภายภาคหน้า พระพุทธรูปองค์นี้จะเสด็จสู่ชมพูทวีป (หมายถึงสยามประเทศ) ณ ที่นั้น จะมีพระราชาองค์หนึ่งทรงศรัทธาอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธรูปนี้ และจะตัดแต่งนิ้วพระหัตถ์ของพระพุทธรูปนี้ให้บริสุทธิ์ และจะบูชาอยู่ชั่วกาลนาน ตราบจนพระพุทธศาสนาล่วงได้ 2,000 ปี พระเจ้าธรรมิกราชจะบังเกิดขึ้นในลังกาทวีป และจะอัญเชิญพระพุทธรูปนี้ กลับคืนมายังเมืองนี้อีก

พระราชาและมหาชนทั้งหลาย เมื่อได้ยินคำพยากรณ์ของพระอรหันตเจ้า ก็พากันชื่นชมยินดี ฉลองสมโภชตลอด 7 ทิวาราตรีกาล และถวายพระนามพระพุทธรูปว่า พระพุทธสิหิงค์ ด้วยเหตุว่าพระพุทธรูปมีลักษณะท่าทางเหมือนราชสีห์ อันเป็นลักษณะท่าทางขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระร่วงเจ้าแห่งกรุงสุโขทัย รับสั่งให้พระยานครศรีธรรมราช
ทูลขอพระพุทธสิหิงค์จากพระเจ้ากรุงลังกา
ตำนานพระพุทธสิหิงค์ เล่าต่อไปว่า.. พระพุทธสิหิงค์เดินทางจากลังกาสู่สยามประเทศ ในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  พระองค์โปรดให้พระยานครศรีธรรมราชแต่งทูตเชิญพระราชสาส์นไปขอพระพุทธสิหิงค์จากพระเจ้ากรุงลังกา ก็ได้ตามพระราชประสงค์ จึงอัญเชิญมาประดิษฐานที่กรุงสุโขทัย

งานฉลองสมโภชพระพุทธสิหิงค์ในกรุงสุโขทัย
กษัตริย์แห่งสุโขทัยทรงบูชาพระพุทธสิหิงค์ตลอดมาหลายรัชกาล จนกระทั่งกรุงศรีอยุธยาได้กรุงสุโขทัยเป็นเมืองขึ้น พญาไสลือไทยแห่งกรุงสุโขทัยมาครองเมืองพิษณุโลก ก็ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปพิษณุโลก เมื่อพญาไสลือไทยสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 แห่งกรุงศรีอยุธยา (ขุนหลวงพะงั่ว) โปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่กรุงศรีอยุธยา

เมื่อกรุงศรีอยุธยาได้กรุงสุโขทัยไว้ในอำนาจนั้น ได้แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 2 มณฑล คือเมืองตาก เมืองกำแพงเพชร และเมืองนครสวรรค์ เป็นมณฑลหนึ่ง มีพญาญาณดิสเป็นผู้ปกครอง  และเมืองสุโขทัย สวรรคโลก เมืองพิษณุโลก เป็นอีกมณฑลหนึ่ง มีเจ้านายในราชวงศ์พระร่วงปกครอง

พญาญาณดิสผู้ครองเมืองกำแพงเพชรเป็นราชบุตรเลี้ยงของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1  (พระมเหสีของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ได้สามีและมีบุตรชายก่อนจะเป็นพระมเหสี)  พญาญาณดิสปรารถนาจะได้พระพุทธสิหิงค์  จึงให้พระมหสีผู้เป็นมารดาของตน ออกอุบายขอพระพุทธรูปจากกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ก็ตรัสอนุญาตให้รับไปองค์หนึ่งตามปรารถนา พระมเหสีติดสินบนนายพุทธบาลผู้รักษาหอพระ เลือกพระพุทธสิหิงค์ส่งไปให้บุตรของตน พระพุทธสิหิงค์จึงมาประดิษฐานที่เมืองกำแพงเพชร

เมื่อพระเจ้ามหาพรหมผู้ครองเมืองเชียงรายทราบข่าว จึงชวนพระเจ้ากือนา เจ้านครเชียงใหม่ผู้เป็นพี่ชาย ยกกองทัพมาขู่ขอพระพุทธสิหิงค์  พญาญาณดิสต้องยอมยกให้ไป พระพุทธสิหิงค์จึงมาประดิษฐานอยู่ที่เมืองเชียงรายเป็นเวลา 20 ปี

ต่อมา พระเจ้ามหาพรหมเกิดวิวาทกับพระเจ้าแสนเมืองมา เจ้านครเชียงใหม่ผู้เป็นหลาน พระเจ้าแสนเมืองมา ยกกองทัพตีได้เมืองเชียงราย จึงโปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่เชียงใหม่ ราวปี พ.ศ. 1950

(ตำนานพระพุทธสิหิงค์ ซึ่งพระโพธิรังสีแต่งไว้ จบอยู่เพียงนี้  และพระพุทธสิหิงค์ก็มิได้เสด็จกลับคืนลังกา เมื่อ พ.ศ. 2000 ตามคำพยากรณ์  พระราชพงศาวดารเล่าเหตุการณ์ต่อจากนี้ไปว่า..)

วัดพระศรีสรรเพชญ์ พระนครศรีอยุธยา
พระอารามที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ในอดีต
พระพุทธสิหิงค์ประดิษฐานอยู่ ณ เมืองเชียงใหม่เป็นเวลาประมาณ 255 ปี เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชตีเมืองเชียงใหม่ได้ใน พ.ศ. 2205 โปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ กรุงศรีอยุธยา

ในพระราชพงศาวดาร มีเกร็ดประวัติศาสตร์เล่าถึงเหตุการณ์ในช่วงนี้ว่า.. ในสมัยที่พระพุทธสิหิงค์ยังประดิษฐานอยู่ที่เชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2203  พวกจีนฮ่อยกพลมาล้อมเมืองเชียงใหม่ พญาแสนหลวงเกรงว่าจะรักษาเมืองไว้ไม่ได้ ใคร่จะหาที่พึ่งพิง จึงเสี่ยงทายในวิหารพระพุทธสิหิงค์ว่า ถ้าประเทศใดจะเป็นที่พึ่งพำนักได้แล้ว ขอให้องค์พระพุทธสิหิงค์ได้สำแดงให้เห็นประจักษ์ ปรากฏว่า พระพุทธสิหิงค์ได้สำแดงอภินิหาร บ่ายพระพักตร์มายังกรุงศรีอยุธยา  พญาแสนหลวงจึงให้แสนสุรินทรไมตรีถือหนังสือ พรรณาข้อความดังกล่าวมาขอกองทัพไทย ฝ่ายไทยเชื่อนึกว่าเป็นความจริง จึงยกกองทัพขึ้นไปช่วย แต่ภายหลัง พญาแสนหลวงนึกกลัวพระเจ้าอังวะ ได้มีหนังสือลอบมาถึงแสนสุรินทรไมตรีที่นำทัพไทยขึ้นไปนั้น ให้แอบหนีไปเสีย ทำให้ไทยแค้นเคืองมากและยกไปตีเชียงใหม่ได้ในที่สุด

พระพุทธสิหิงค์อยู่ในกรุงศรีอยุธยาตลอด 105 ปี จนเสียกรุงแก่พม่าในปี พ.ศ. 2310 ชาวเชียงใหม่จึงอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์กลับไปไว้เมืองเชียงใหม่

ขบวนอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากเมืองเชียงใหม่มากรุงเทพฯ
ครั้นถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ไทยได้มณฑลภาคพายัพกลับมาเป็นของไทย สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ทรงพระดำริว่า พระพุทธสิหิงค์เคยเป็นพระพุทธรูปสำคัญในกรุงศรีอยุธยา จึงทรงอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2338 ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ อันเป็นหอพระในวังที่ประทับของพระองค์ ปัจจุบันคือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พระพุทธสิหิงค์ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ กรุงเทพฯ
สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท อัญเชิญมาจากเชียงใหม่
พระพุทธสิหิงค์ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ กรุงเทพฯ นี้ เป็นพระพุทธรูปสำริด ปางสมาธิ นั่งขัดสมาธิราบ หน้าตักกว้าง 66 เซนติเมตร สูง 91 เซนติเมตร

พระพุทธสิหิงค์ องค์ที่ประดิษฐานที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์นี้
เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ กล่าวถึงในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ว่า
เจ้าเมืองเชียงใหม่ได้ถวายแด่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท
เมื่อขึ้นไปช่วยรบกับพม่าในปี พ.ศ. 2338 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เชียงใหม่ถูกปล่อยให้เป็นเมืองร้าง
และเมื่อเสด็จกลับ จึงอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์
นับจากนั้น พระพุทธรูปองค์นี้จึงเป็นที่รู้จักกันในนามของ "พระพุทธสิหิงค์" จวบจนทุกวันนี้
เมื่อสมเด็จพระบวรราชเจ้าฯ สวรรคต พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตราบจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4  พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอัญเชิญกลับ

เมื่อรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม สร้างวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปเป็นพระประธานในพระอุโบสถ แต่ปรากฏว่า เมื่อคราวอัญเชิญไปนั้นเกิดปาฏิหาริย์คือ ฉัตรทองคำที่สร้างตั้งแต่ครั้งที่เชิญจากเชียงใหม่มากรุงเทพฯ เกิดละลายสูญหายไป จึงให้อัญเชิญกลับไปประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ดังเดิมตลอดมาตราบจนถึงทุกวันนี้

พระพุทธสิหิงค์ หรือ พระสิงห์
วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เชียงใหม่
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท จะได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากเชียงใหม่มากรุงเทพฯ แต่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบัน ยังคงมีพระพุทธรูปซึ่งเรียกว่า พระพุทธสิหิงค์ ประดิษฐานอยู่ในวิหารลายคำ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร

พระวิหารลายคำ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เชียงใหม่
ชาวล้านนาเรียกชื่อพระพุทธสิหิงค์สั้น ๆ ว่า "พระสิงห์" และเรียกชื่อวัดตามชื่อพระพุทธรูปด้วย  พระพุทธสิหิงค์ของเชียงใหม่เป็นพระพุทธรูปสำริด ปางมารวิชัย นั่งขัดสมาธิเพชร หน้าตักกว้าง 1 เมตร

พระพุทธสิหิงค์ จังหวัดนครศรีธรรมราช
ด้วยมีพระวรกายสั้น กล้ามพระมังสาดูเป็นมัด ๆ จึงมีชื่อเรียกตามพุทธลักษณะว่า "พระขนมต้ม"
ชายจีวรคลี่ออกเป็นจีบเหนือพระอังสาซ้าย เป็นพุทธลักษณะเฉพาะของพระขนมต้ม
ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็มีพระพุทธรูปซึ่งเรียกว่า พระพุทธสิหิงค์ ประดิษฐานอยู่ ณ หอพระพุทธสิหิงค์ ในบริเวณศาลากลางจังหวัด เป็นพระพุทธรูปสำริด ปางมารวิชัย นั่งขัดสมาธิเพชร หน้าตักกว้าง 32 เซนติเมตร องค์พระสูง 41.5 เซนติเมตร สูงรวมฐาน 64.5 เซนติเมตร ส่วนฐานถอดแยกออกได้  กลางฐานด้านหน้ามีผ้าทิพย์ห้อยลงมา ด้านหลังฐานมีห่วงสำหรับเสียบประกอบฉัตรหักทองขวางฉลุลาย โลหะปิดทอง 5 ชั้น สูง 129 เซนติเมตร

หอพระพุทธสิหิงค์
ตั้งอยู่ภายในบริเวณศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช
ภาพถ่ายในอดีต
หอพระพุทธสิหิงค์ (ซ้าย) และจวนเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช (ขวา)
แต่เดิม หอพระพุทธสิหิงค์มีฐานะเป็นหอพระสำหรับจวนเจ้าเมือง
และที่ตั้งของศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน ก็คือจวนเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชในอดีต
พระพุทธสิหิงค์ของเชียงใหม่และนครศรีธรรมราช มีขนาดและลักษณะต่างจากพระพุทธสิหิงค์ของกรุงเทพฯ อย่างชัดเจน


พระพุทธสิหิงค์ของเชียงใหม่และของนครศรีธรรมราช เป็นพระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนชั้นแรก หรือเชียงแสนรุ่นเก่า (ราว พ.ศ. 1600 - 1800) ลักษณะคล้ายกับพระพุทธรูปอินเดียสมัยราชวงศ์ปาละ คือนั่งขัดสมาธิเพชร (นั่งเอาแข้งไขว้ไว้บนตัก)  พระหัตถ์มารวิชัย พระรัศมีเป็นต่อม พระพักตร์กลมสั้น องค์พระอวบอ้วน พระอุระนูน ชายสังฆาฏิสั้นอยู่เหนือราวพระถัน ฯลฯ   

ผู้รู้ทางศิลปะสันนิษฐานว่า พระพุทธสิหิงค์ของเชียงใหม่น่าจะเป็นฝีมือช่างไทยเหนือ ทำตามอย่างพระพุทธรูปอินเดีย   ส่วนพระพุทธสิหิงค์ของนครศรีธรรมราชน่าจะเป็นฝีมือช่างไทยใต้ ทำพระพักตร์และพระโอษฐ์กว้างตามอย่างพระพุทธรูปขอม


พระพุทธสิหิงค์ของกรุงเทพฯ มีรูปแบบตรงกับพระพุทธรูปที่ชาวลังกานิยมสร้าง คือนั่งขัดสมาธิราบ (แข้งซ้อนแข้ง) พระหัตถ์อยู่ในท่วงท่าทำสมาธิ  แต่พุทธลักษณะทั่วไปเป็นพระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนชั้นหลัง (พ.ศ. 1800 - 2091) คล้ายพระพุทธรูปสุโขทัย คือ พระรัศมีเป็นเปลว ชายสังฆาฏิยาว เส้นพระศกละเอียด ฯลฯ สันนิษฐานว่า อาจจะหล่อขึ้นในยุคอาณาจักรล้านนารุ่งเรือง

ในอดีต กรมศิลปากรเคยจัดประชุมสัมมนา มีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยศิลปากรทั่วประเทศเข้าร่วมประชุม  ได้อภิปรายเรื่องพระพุทธสิหิงค์ทั้ง 3 องค์ คือที่เชียงใหม่ ที่นครศรีธรรมราช และที่กรุงเทพฯ ซึ่งต่างก็อ้างตำนานเดียวกันว่าเป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในลังกาเมื่อประมาณ พ.ศ. 700 แต่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ว่าองค์ใดคือองค์ดั้งเดิม

พระธาตุเจดีย์ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เชียงใหม่
พระธาตุประจำปีนักษัตร "มะโรง"
ชาวเชียงใหม่และชาวนครศรีธรรมราชต่างเชื่อว่า พระพุทธสิหิงค์ที่ประดิษฐานในท้องถิ่นตนนั้น คือพระพุทธสิหิงค์องค์ดั้งเดิมที่สร้างขึ้นในลังกาเมื่อปี พ.ศ. 700

ตำราไหว้พระธาตุประจำปีเกิดของชาวล้านนา แนะนำให้ผู้ที่เกิดในปีนักษัตร "มะโรง" ควรไปกราบสักการะ "พระธาตุเจดีย์ วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่" หรือ "พระพุทธสิหิงค์" (โบราณจารย์ถือว่าเป็น "อุทิสสกเจดีย์")  ซึ่งประดิษฐานอยู่ในพระอารามเดียวกัน

ส่วนตำราไหว้พระธาตุเจดีย์ประจำปีเกิดของทางภาคใต้ แนะนำให้ผู้ที่เกิดปีนักษัตร "มะโรง" ไปกราบสักการะ "พระธาตุเจดีย์ วัดพระสิงห์ เชียงใหม่" หรือ "พระพุทธสิหิงค์ จังหวัดนครศรีธรรมราช" โดยระบุองค์พระพุทธสิหิงค์เป็นการเฉพาะเจาะจง

พระพุทธสิหิงค์ จังหวัดตรัง
เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองตรังมานานหลายร้อยปี 
แต่ได้สูญหายไปจากวัดหัวถนน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 จนถึงบัดนี้ ยังไม่ได้คืน
มีกระแสข่าวว่า อยู่ในความครอบครองส่วนตัวของผู้มีอิทธิพล
ซึ่งต้องอาศัยผู้มีอำนาจ พยายามติดตามทวงคืน
เพื่อนำกลับมาให้ชาวเมืองตรังและพุทธศาสนิกชนทั่วไปได้สักการบูชา

พระสิหิงคะ หรือ พระพุทธสิหิงค์ วัดโคกขาม สมุทรสาคร
ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า หลวงพ่อสัมฤทธิ์
เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร
พระญาณโชดสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2232
ในรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชาแห่งกรุงศรีอยุธยา

พระพุทธสิหังคปฏิมากร วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4
ทรงนับถือพระพุทธสิหิงค์มาก เนื่องจากเป็นพระพุทธรูปที่มีสิริลักษณะงดงามอย่างยิ่ง
โปรดให้หล่อตามแบบพระพุทธสิหิงค์ องค์ที่ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์
แต่ให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิม แล้วอัญเชิญไปประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถ
วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ซึ่งเป็นพระอารามประจำรัชกาล
หลังจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต
ได้อัญเชิญพระบรมอัฐิมาประดิษฐานไว้ที่ฐานพระพุทธสิหังคปฏิมากร

พระพุทธสิหิงค์ วัดพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4
โปรดให้จำลองหล่อให้มีขนาดใหญ่กว่าองค์ที่ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์
แล้วอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ ซุ้มพระวิหารทิศตะวันออก วัดพระปฐมเจดีย์
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าพระพุทธสิหิงค์จะสร้างโดยใคร และมาจากลังกาตามตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาหรือไม่ พระพุทธสิหิงค์ยังคงเป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมือง ผ่านเหตุการณ์สำคัญ ๆ ต่าง ๆ ของประเทศชาติ เป็นพระพุทธรูปที่พระมหากษัตริย์และประชาชนชาวไทยให้ความเคารพศรัทธาสูงสุดในลำดับต้น ๆ มาโดยตลอด


อ้างอิง           -  ตำนานพระพุทธรูปสำคัญ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
                     -  ตำนานพระพุทธสิหิงค์ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
                     -  เรื่องพระพุทธสิหิงค์ กับวิจารณ์ของหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์
                     -  พระพุทธรูปสมัยต่าง ๆ ในประเทศไทย หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์
                     -  ตำนานพระพุทธสิหิงค์ หลวงวิจิตรวาทการ            
                     -  พระพุทธรูปสำคัญ กรมศิลปากร
                     -  พระพุทธสิหิงค์ ท่านอาจารย์พิเศษ เจียจันทร์พงษ์

ขอขอบคุณ   ท่านเจ้าของภาพถ่ายในอินเทอร์เน็ตทุกท่าน ที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบเป็นวิทยาทาน