วันพุธที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2557

ส.ค.ส. 2557 โปรดเกล้าฯ พระราชทาน



ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย

บัดนี้ถึงวาระจะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดี มาอวยพรแก่ท่านทุก ๆ คน ให้มีความสุข ความเจริญ และความสำเร็จสมประสงค์ ในสิ่งที่ปรารถนา

ความปรารถนาของทุก ๆ คน คงไม่แตกต่างกันนัก คือต้องการให้ตนเอง มีความสุขความเจริญ และให้บ้านเมือง มีความสงบร่มเย็น ในปีใหม่นี้ จึงขอให้ท่านทั้งหลาย รักษาสุขภาพกายสุขภาพจิต ให้สมบูรณ์แข็งแรง เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มกำลัง ข้อสำคัญ จะคิดจะทำสิ่งใด ให้นึกถึงส่วนรวมและความเป็นไทยไว้เสมอ งานของตน และงานของชาติ จักได้ดำเนินก้าวหน้าไปโดยถูกต้อง เที่ยงตรง ไม่ติดขัด และบรรลุถึงประโยชน์ เป็นความสุข ความเจริญ และความสงบร่มเย็น ดังที่ทุกคนตั้งใจปรารถนา

ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่านทุกคน ให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย ให้มีความสุขกายสุขใจ ตลอดศกหน้านี้โดยทั่วกัน.


                        พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
                              พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย
                           ในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2557
                               วันอังคารที่ 31 ธันวาคม 2556

วันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2556

หลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์


พระปาเลไลยก์ หรือ หลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์ เป็นพระพุทธรูปโบราณ ก่ออิฐถือปูนปิดทอง ปางปาลิไลยก์ ประทับนั่งห้อยพระบาท พระหัตถ์ซ้ายวางคว่ำบนพระชานุ (เข่า) เบื้องซ้าย พระหัตถ์ขวาวางหงายบนพระชานุเบื้องขวา ความสูงวัดตั้งแต่พระรัศมีถึงพระบาท 23.48 เมตร ประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหาร วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร จังหวัดสุพรรณบุรี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
เสด็จ ฯ เยี่ยมพสกนิกร จังหวัดสุพรรณบุรี  เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2498
ทรงนมัสการหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์ และทรงชักผ้าห่มถวายพระประธาน
สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมดิลก ถวายการต้อนรับ
ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อใด แต่น่าจะสร้างก่อน พ.ศ. 1706 เพราะในพงศาวดารเหนือ กล่าวถึงพระพุทธรูปองค์นี้ว่า พระเจ้ากาแต กษัตริย์เชื้อสายพม่าซึ่งครองเมืองอยู่ ณ ดินแดนสุพรรณบุรี เมื่อครั้งยังเรียกว่า เมืองอู่ทอง โปรดให้มอญน้อยไปบูรณะวัดป่าเลไลยก์และองค์พระพุทธรูป

                   ".. ขณะนั้น พระเจ้ากาแต เปนเชื้อมาแต่นเรศร์หงษาวดี ได้มาเสวยราชสมบัติ
                   แล้วมาบุรณวัดโปรดสัตววัดหนึ่ง วัดภูเขาทองวัดหนึ่ง วัดใหญ่วัดหนึ่ง สามวัดนี้แล้ว
                   จึงให้มอญน้อยเปนเชื้อมาแต่พระองค์ ออกไปสร้างวัดสนามไชย แล้วมาบุรณ
                   วัดพระปาเลไลยในวัดลานมะขวิด แขวงเมืองพันธุมบุรีนั้น ข้าราชการบุรณวัดแล้ว
                   ก็ชวนกันบวชเสียสิ้นสองพันคน จึงขนานนามเมืองใหม่ชื่อว่าเมืองสองพันบุรี 
                   แล้วพระองค์จึงยกนาเปนส่วนสัดวัดไว้ พระองค์อยู่ในศิริราชสมบัติ 40 ปีจึงสวรรคต 
                   จุลศักราช 565 ขาลเบญจศก .." 

พระพุทธรูปปางปาลิไลยก์องค์ใหญ่นี้ ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์มาหลายครั้งหลายครา ทำให้พุทธลักษณะเดิมซึ่งเป็นศิลปะสมัยอู่ทอง กลายเป็นพุทธศิลปะผสมระหว่างอู่ทอง อยุธยา และสุโขทัย

ภาพถ่ายทางอากาศ
วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร ในอดีต
วัดป่าเลไลยก์อันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นมาแต่โบราณ ประมาณว่ามีอายุนับพันปีขึ้นไป  สันนิษฐานว่าคงจะสร้างขึ้นในสมัยอู่ทองเช่นเดียวกับพระพุทธรูปองค์ใหญ่ของวัด  พระปางปาลิไลยก์นี้ ชาวบ้านเรียกเพี้ยนไปว่า พระป่าเลไลยก์  หรือเรียกกันทั่วไปว่า หลวงพ่อโต นามของวัดก็เรียกไปตามนามของพระพุทธรูปว่าวัดป่าเลไลยก์ แต่ชาวบ้านเรียกกันสั้น ๆ ว่า วัดป่า เดิมเป็นวัดราษฎร์ ได้รับการสถาปนาเป็นพระอารามหลวงชั้นวรวิหาร เมื่อ พ.ศ. 2462 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6


พระพุทธรูป ปางประทานปฐมเทศนา ประทับนั่งห้อยพระบาท
เป็นแบบที่นิยมทำกันมากในสมัยทวารวดี
สันนิษฐานว่า หลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์ (ซ้าย) 
เมื่อแรกสร้าง น่าจะเป็นพระพุทธรูปปางประทานปฐมเทศนา 
เช่นเดียวกับพระพุทธรูปศิลาขาว หรือหลวงพ่อประทานพร วัดพระปฐมเจดีย์ (ขวา)

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงวินิจฉัยเกี่ยวกับพระพุทธรูปองค์นี้ว่า ดวงพระพักตร์เป็นแบบทวารวดี และนั่งห้อยพระบาทเหมือนอย่างพระทวารวดีที่พระปฐมเจดีย์ จึงสันนิษฐานว่า ของเดิมคงเป็นพระปางประทานปฐมเทศนา คือจีบพระหัตถ์ข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างที่ตรงพระอุระเหมือนอย่างพระประธานในพระอุโบสถวัดพระปฐมเจดีย์ เพราะสมัยนั้นยังไม่มีแบบพระพุทธรูปปางปาเลไลยก์เช่นเรานับถือกัน แต่พระพุทธรูปองค์เดิมนั้นทิ้งชำรุดมานานจนพระกรและพระหัตถ์หักพังหายไป ผู้ไปปฏิสังขรณ์ภายหลังไม่รู้ว่าพระหัตถ์ของเดิมเป็นอย่างไร จึงทำใหม่ แปลงเป็นอย่างปางพระปาเลไลยก์สมัยชั้นหลัง พระหัตถ์ที่ยกประทานพรจึงมาวางไว้ที่พระชานุ กลายเป็นพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ เห็นได้จากส่วนพระหัตถ์ซึ่งซ่อมใหม่ มีขนาดแตกต่างจากส่วนพระกรของเดิม

 

พระพุทธรูปศิลาขาว ปางประทานปฐมเทศนา หรือปางประทานเอหิภิกขุ
เป็นพระพุทธรูปศิลาขนาดใหญ่ นั่งห้อยพระบาท ศิลปะทวารวดี มีอายุกว่าพันปีมาแล้ว
พบในวัดทุ่งพระเมรุ ซึ่งเป็นวัดร้างในตำบลพระปฐมเจดีย์

พระพุทธรูปศิลาขาวชุดนี้มีทั้งหมด 4 องค์ 
ในการขุดแต่งวัดทุ่งพระเมรุ ปี พ.ศ. 2481-2482 กรมศิลปากรได้พบฐานที่ตั้งพระพุทธรูป
นั่งห้อยพระบาททั้ง 4 ฐาน ในมุขประจำทิศทั้ง 4 ของพระเจดีย์ใหญ่สมัยทวารวดีองค์หนึ่ง

พระพุทธรูปศิลาขาวองค์ที่สมบูรณ์ที่สุด ปัจจุบัน ประดิษฐานเป็นพระประธาน
ในพระอุโบสถ วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร จังหวัดนครปฐม 
ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อประทานพร (ภาพซ้าย)

ส่วนอีก 3 องค์ ชิ้นส่วนองค์พระกระจัดพลัดพรายไปในที่ต่าง ๆ 
กรมศิลปากรได้ติดตามสืบค้นและรวบรวมมาประกอบขึ้นเป็นองค์พระได้สำเร็จ 
แล้วอัญเชิญไปประดิษฐานที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยาองค์หนึ่ง 
ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครองค์หนึ่ง และที่ลานชั้นลดด้านทิศใต้ขององค์พระปฐมเจดีย์ 
คือ พระพุทธนรเชษฐ์ เศวตอัศมมัยมุนี ศรีทวารวดี ปูชนียบพิตร 
หรือ หลวงพ่อขาว (ภาพขวา) นี้อีกองค์หนึ่ง

ข้อสันนิษฐานอีกประการหนึ่งคือ พระพุทธรูปโบราณพบที่อู่ทองและนครปฐม เป็นพุทธศิลป์ยุคทวารวดีเหมือนกัน เพราะจากหลักฐานด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ และโบราณคดี เมืองอู่ทอง มีบทบาทเป็นเมืองสำคัญและเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของอาณาจักรทวารวดีเช่นเดียวกับเมืองนครปฐมโบราณ

พระพุทธรูปสำริด ปางประทานปฐมเทศนา
กรมศิลปากรขุดพบในชั้นดินริมฐานเจดีย์นอกเมืองอู่ทอง สุพรรณบุรี
วัดป่าเลไลยก์เกี่ยวข้องกับวรรณคดีไทยเรื่อง ขุนช้าง-ขุนแผน เล่าว่า ขรัวมี สมภารวัดป่าเลไลยก์ และขรัวคง วัดแค สุพรรณบุรี เป็นสหายร่วมน้ำสาบานกับขุนไกรพลพ่าย บิดาของพลายแก้วหรือขุนแผน เมื่อขุนไกรถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฎ มีโทษถึงตาย ลูกเมียข้าทาสชายหญิงทรัพย์สมบัติถูกริบเป็นของหลวง นางทองประศรี ภรรยาของขุนไกรได้หลบหนีพระอาญาไปพร้อมกับพลายแก้วบุตรชาย มุ่งหน้าไปเมืองกาญจนบุรีเพราะมีพรรคพวกพี่น้องอาศัยอยู่ที่นั้น นางทองประศรีอยู่เมืองกาญจนบุรีจนพลายแก้วเติบใหญ่ จึงได้บวชเป็นสามเณรที่วัดส้มใหญ่ อันเป็นวัดใกล้บ้าน ได้เรียนวิชากับพระอาจารย์บุญผู้เป็นอุปัชฌาย์จนสำเร็จแล้ว ตั้งใจจะหาความรู้ให้สูงขึ้น นางทองประศรีผู้เป็นมารดา จึงนำเณรแก้วมาฝากกับขรัวมี วัดป่าเลไลยก์

นางทองประศรี พาเณรแก้วบุตรชาย ไปฝากขรัวมี เพื่อศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม
(ภาพ
จิตรกรรมฝาผนัง บริเวณพระวิหารคด วัดป่าเลไลยก์)
เณรแก้วมีสติปัญญาดี เล่าเรียนเขียนอ่านได้คล่องแคล่วทั้งวิชาอาคม แต่เป็นคนเจ้าชู้ปากไวใจกล้า ภายหลังต้องหนีออกจากวัด เพราะราคะครอบงำ ไปกระชากผ้าคาดอกนางสายทองลุ่ยออกมาแสดงบทบาทเจ้าชู้ ลืมตัวว่าเป็นสามเณรและอยู่ในวัด ขาดสังวรในศีล บังเอิญเพื่อนเณรไปส้วมกลับมา ได้ยินเสียงพึมพำในกุฏิและประตูก็ปิดผิดสังเกต จึงแอบดูที่ช่องฝา เห็นความระห่ำของเณรแก้ว ก็ร้องตะโกนโหวกเหวกจนคนรู้กันทั่ววัด สมภารมีโกรธจัด ฉวยได้ไม้เท้าก็ผลุนผลันเปิดกุฏิเณรแก้ว หวดด้วยไม้เท้าจนนางสายทองหนีออกทางใต้ถุน ส่วนเณรแก้วเผ่นออกทางหน้าต่าง

รูปหล่อ ขรัวคง
ประดิษฐานอยู่บนพญาต่อยักษ์ ที่วัดแค สุพรรณบุรี
ออกจากวัดป่า เณรแก้วก็มุ่งหน้าไปวัดแค เพราะเคยทราบจากโยมมารดาว่า ขรัวคงวัดแคเป็นเพื่อนรักกับขุนไกรผู้เป็นบิดา อาจารย์คงเมื่อรู้ว่าเณรแก้วเป็นบุตรของสหายรักก็เอ็นดูรับไว้ ให้เล่าเรียนคาถาอาคม เพลงอาวุธและตำราพิชัยสงคราม  วัดแคนี้อยู่ใกล้กับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ มีต้นมะขามโบราณอยู่ต้นหนึ่งใหญ่โตมาก เล่ากันว่าเณรแก้วเสกใบมะขามต้นนี้เป็นตัวต่อ

พระวิสุทธิสารเถร (หลวงพ่อถิร ปญฺญาปโชโต)
เจ้าอาวาสวัดป่าเลไลยก์ พ.ศ. 2494 - 2527  รวมเวลา 33 ปี
ก่อน พ.ศ. 2494 ท่านเป็นรักษาการเจ้าอาวาส
เป็นพระเถระที่มีเมตตาธรรมสูงมาก
เป็นหนึ่งในพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งยุค ของจังหวัดสุพรรณบุรี
เชื่อกันว่า ภายในองค์หลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์นี้ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ เพราะผู้ใหญ่รุ่นปู่ย่าตายาย เคยเห็นประจักษ์กับสายตามาว่า เห็นแสงสว่างพวยพุ่งออกทางหน้าต่างพระวิหารแล้ววกกลับเข้าทางหน้าบัน บางท่านเคยเห็นพระพักตร์พระพุทธรูปมีรัศมีสุกสกาวเป็นที่น่าอัศจรรย์


ท่านเจ้าคุณสังวรฯ วัดราชสิทธาราม (วัดพลับ) ท่านเคยเดินธุดงค์ไปกราบนมัสการพระป่าเลไลยก์ ไปถึงวัดเวลาเย็น ผู้เฝ้าพระวิหารกลับบ้านไปแล้ว ท่านลองผลักประตูจะเข้าไปนมัสการ ประตูปิดแน่นแสดงว่าติดดาลเข้าไม่ได้ ท่านจึงนั่งพักอยู่ข้างนอก สักครู่หนึ่งได้ยินเสียงประตูเปิด ท่านจึงเดินตรงเข้าไปนมัสการ แล้วจึงเดินกลับออกมานั่งพักที่เดิม ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงประตูดังค่อย ๆ จึงหันหน้าไปจ้องดู เห็นประตูนั้นค่อย ๆ ปิด ได้ยินเสียงใส่กลอน ท่านจึงลุกออกไปลองผลักดู ปรากฏว่าประตูปิดใส่กลอนเรียบร้อย จึงเชื่อมั่นว่า สถานที่นี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หลวงพ่อมีอภินิหารจริง ท่านจึงชี้แนะนำแก่ทายกทายิกาในตอนรุ่งเช้าที่เขาพากันมาถวายอาหารบิณฑบาต ว่าขอให้ท่านทั้งหลายจงได้อบรมสั่งสอนบุตรหลานทั่ว ๆ ไปว่า จงอย่าได้มาประกอบกรรมลามกในบริเวณที่พระวิหารนี้เป็นอันขาดเลย


คาถาบูชาหลวงพ่อโต

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)

โตเสนโต วะระธัมเมนะ    โตสัฏฐาเน สิเว วะเร
                    โตสัง อะกาสิ ชันตูนัง      โตสะจิตตัง นะมามิหัง


อ้างอิง    -  ประวัติวัดป่าเลไลยก์ ฉบับกรมการศาสนา โดยพระวิสุทธิสารเถร (หลวงพ่อถิร)
             -  พระพุทธรูปสำคัญ กรมศิลปากร

วันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

'อริยทรัพย์' เทศน์กัณฑ์แรกของสมเด็จพระญาณสังวรฯ

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงบรรพชาในปี พ.ศ. 2469 เมื่อพระชันษาเข้า 14 ปี  การบรรพชาของสมเด็จฯ ในเบื้องแรก เพียงเพื่อต้องการแก้บน ด้วยเหตุที่ประชวรบ่อย มีครั้งหนึ่งที่พระอาการหนักมากจนเกือบถึงแก่ชีวิต พระชนนีถึงกับบนบานศาลกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์  หลังจากลูกหายป่วยแล้ว จึงบวชตามที่บนบานไว้ ที่วัดเทวสังฆาราม (วัดเหนือ) มีหลวงพ่อดี พุทฺธโชติ เจ้าอาวาสวัดเทวสังฆาราม หรือ 'หลวงพ่อวัดเหนือ' เป็นพระอุปัชฌาย์

หลวงพ่อดี พุทฺธโชติ หรือ 'หลวงพ่อวัดเหนือ' เจ้าอาวาสวัดเทวสังฆาราม
พระอุปัชฌาย์ของสมเด็จพระญาณสังวรฯ เมื่อครั้งทรงบรรพชาเป็นสามเณร
และทรงอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดเทวสังฆาราม
'หลวงพ่อวัดเหนือ' เป็นพระสงฆ์ที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยและเป็นพระนักปฏิบัติ ท่านเป็นผู้สนับสนุนสมเด็จฯ ในทุก ๆ อย่างเพื่อให้ก้าวหน้าอย่างถึงที่สุด เป็นดั่งบิดาทางธรรม นับเป็นครูบาอาจารย์ที่สำคัญที่สุดองค์หนึ่งของสมเด็จฯ

สมเด็จฯ ทรงฉายพระรูปร่วมกับหลวงพ่อดี พุทฺธโชติและพระสงฆ์วัดเทวสังฆาราม
หน้าพระอุโบสถวัดเทวสังฆาราม ในปี พ.ศ. 2506
สิ่งที่สมเด็จฯ ฝึกปฏิบัติเป็นประจำคือการทำอุปัชฌายวัตร คือมีสิ่งใดที่พระอุปัชฌาย์ต้องการก็ถวายสิ่งนั้น เป็นต้นว่า การตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อถวายน้ำล้างหน้า ดูแลกุฏิและเครื่องใช้ทุกอย่างให้สะอาดเรียบร้อย ช่วงหัวค่ำก็เข้าไปช่วยบีบนวดเพื่อให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ฯลฯ

พระรูปแสดงการทำอุปัชฌายวัตร
เมื่อครั้งเป็นสามเณรเจริญ คชวัตร และต่อหนังสือค่ำ เมื่อ พ.ศ. 2469
(ผู้วาดภาพ - อาจารย์ธีระพันธุ์ ลอไพบูลย์)
หลวงพ่อวัดเหนือ ฝึกสมเด็จฯ ให้ท่องจำกัณฑ์เทศน์ ด้วยวิธีที่เรียกกันว่า 'ต่อหนังสือค่ำ' คือ ในเวลาที่สมเด็จฯ ทำอุปัชฌายวัตรถวายหลวงพ่อวัดเหนือในแต่ละคืน หลวงพ่อจะอ่านเทศน์ 'กัณฑ์อริยทรัพย์' ให้สมเด็จฯ ฟังคราวละตอน ๆ แล้วให้ว่าตามเป็นการท่องจำ

หลวงพ่อวัดเหนือสอนเช่นนี้ติดต่อกันทุกคืน สมเด็จฯ ทรงตั้งใจฟังจนสามารถจำขึ้นใจตลอดทั้งกัณฑ์ และในคืนวันพระคืนหนึ่งในพรรษาแรก ทรงขึ้นธรรมาสน์เทศน์ปากเปล่าให้ญาติโยมฟัง เสียงดังฟังชัด ไม่ติดขัด ตั้งแต่ต้นจนจบ

ปกสมุดบันทึกพระธรรมเทศนา กัณฑ์ 'อริยทรัพย์'
ซึ่งสมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงบันทึกไว้ด้วยลายพระหัตถ์ของพระองค์เอง
ตั้งแต่เมื่อครั้งทรงบรรพชาเป็นสามเณรพรรษาแรก
สมเด็จฯ ไม่เพียงแต่ท่องจำกัณฑ์เทศน์และสามารถเทศน์ปากเปล่าจากความจำให้ญาติโยมฟังได้เท่านั้น แต่ยังได้บันทึกเทศน์กัณฑ์ 'อริยทรัพย์' นั้นลงในสมุด เพื่อเป็นที่ระลึกสำหรับตนเองด้วย

ต่อไปนี้ เป็นบันทึกเทศน์ กัณฑ์ 'อริยทรัพย์' ถอดความจากลายพระหัตถ์ หน้าต่อหน้า บรรทัดต่อบรรทัด ...

ลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระญาณสังวรฯ
บันทึกไว้เมื่อครั้งเป็นสามเณรพรรษาแรก
เทศนากัณฑ์อริยทรัพย์

สทฺธาธนํ สีลธนํ        หิริโอตฺตปฺปิยํธนํ
สุตธนญฺจ จาโค จ     ปญฺญาเมสตฺตมํธนํ
ยสฺสเอตาธนา อตฺถิ   อิตฺถิยา ปุริสัสฺสวา
อทลิทฺโธติตํ อาหุ      อโมฆนฺตสฺสชีวิตนฺติ

     ณ บัดนี้ อาตมาภาพจักได้แสดงธรรม์
มีกถา พรรณาความในอริยทรัพย์ทั้ง ๗
ประการ พอสดับสติปัญญาแก่พุทธศาสนิก
บริษัททั้งหลาย ที่ได้มาประชุมในที่นี้พอ
สมควรแก่เวลา

     ดำเนินความว่าทรัพย์ทั้งหลายทั้งที่
มีวิญญาณแลหาวิญญาณบมิได้ ย่อมเป็น
ที่ต้องประสงค์ด้วยกันทั้งนั้น เพราะมีอุปการ
มาก ให้สำเหร็จความปราถนาของผู้เป็นเจ้า
ของทรัพย์ ซื้อหาแลแลกเปลี่ยนสิ่งนั้น ๆ
ได้ตามความประสงค์

เพื่อบำรุงความสุขของตนแลผู้อื่น ผู้ไร้ทรัพย์ย่อมได้รับ-
ความขัดข้องมีประการต่าง เพราะฉนี้ ทรัพย์จึงเปนที่ปราศนา
ของประชุมชนฯ ก็แต่ทรัพย์อย่างนี้จัดเปนโลกียะทรัพย์ฯ
สำหรับโลก เป็นเครื่องอาศรัยใช้สอยอยู่แต่ในโลกนี้ ครั้นละ
โลกนี้ไปแล้วก็ตกเปนของผู้อื่นหมด ถึงผู้อื่นก็เปนอย่างนี้-
อีกเหมือนกัน ไม่ถาวรตามติดไปได้เหมือนอริยทรัพย์
เพราะฉนี้ สัตว์ผู้มีอันจะตายเปนสภาพ ควรแสวงหาอริย-
ทรัพย์ อันเปนของจะตามติดไปสู่โลกหน้า ทั้งเปนอุปการ
ให้เกิดโลกียะทรัพย์ด้วย อริยทรัพย์นั้นท่านจำแนกไว้ ๗ ประ-
การ โดยภาสิตโวหารว่า สทฺธาธนํ สีลธนํ เปนต้น
ความว่า ทรัพย์คือสัทธา ทรัพย์คือศีล ทรัพย์คือ-
หิริ ทรัพย์คือโอตตัปปะ ทรัพย์คือสุตะ ทรัพย์คือ-
จาคะ ทรัพย์คือปัญญาเปนที่ ๗  ทรัพย์เหล่านี้มีอยู่แก่
บุคคลผู้ใด จะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม บัณฑิตกล่าวผู้-
นั้นว่าเปนผู้ไม่จน แลชีวิตร์ความเป็นอยู่ของผู้นั้นไม่เปล่า
ดังนี้

     อธิบายความในอริยทรัพย์ทั้ง ๗ เป็นลำดับไป ศรัทธานั้นได้
แก่ความเชื่อต่อสิ่งที่ควรเชื่อฯ คุณข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญในชั้น
ต้น บุทคลจะกระทำอะไร ก็ต้องอาศัยความเชื่อจึงจะทำได้
ดังผู้ที่ประกอบกิจการงานต่าง ๆ ก็เพราะเชื่อว่าจะได้ผล

ที่ตนประสงค์ จึงเป็นเหตุให้หมั่นขยัน ไม่พรั่นพรึงต่อเย็นร้อน
ถ้าไม่มีความเชื่อแล้วก็ทำให้อ่อนแอหรือละเลิกเสียฯ เมื่อจะ
แสดงประเภทศรัทธาในทางธรรม ปฏิบัติได้แก่ความเชื่อกรรม
เชื่อผล เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของ ๆ ตน แลเชื่อต่อพระโพธิ
ญาณของพระตถาคตเจ้าฯ กรรมได้แก่ความกระทำส่วนดีเรียกว่า
บุญ ส่วนชั่วเรียกว่าบาป มาเชื่อว่าอันนี้บุญ อันนี้บาปเรียกว่า
เชื่อกรรมฯ ความสุขกายสุขใจ เป็นผลมาแต่บุญ ความทุกข์
กายทุกข์ใจ เป็นผลมาแต่บาป มาเชื่อว่าผลดีมาแต่บุญ ผลชั่ว
มาแต่บาป เรียกว่าเชื่อผลฯ บุญบาปทั้งสองอย่างนี้ ใครทำ
ไว้ก็เป็นของผู้นั้น ผู้นั้นย่อมจะพาเอาบุญแลบาปที่ตนทำไว้ไป
บุญแลบาปย่อมจำแนกสัตว์ให้เป็นต่าง ๆ กัน มาเชื่ออย่างนี้
เรียกว่าเชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของ ๆ ตนฯ  ความเชื่อต่อความตรัส
รู้ของพระพุทธเจ้า ว่าพระองค์เป็น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
จริงเป็นต้น เรียกว่าเชื่อต่อพระโพธิญาณของพระตถาคต
เจ้าฯ ความเชื่อกรรมเชื่อผล เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของ ๆ ตน
สามประการนี้  เมื่อจะรวมแสดงก็เป็นเหตุไม่ให้ทำกรรมที่ชั่ว
ประกอบแต่กรรมที่ดี เมื่อได้รับผลของกรรมนั้น ๆ แล้ว ก็จะ
ไม่หลงเที่ยวซัดผู้อื่นฯ  ส่วนความเชื่อต่อพระโพธิญาณ
แห่งพระตถาคตเจ้า เป็นเหตุที่จะให้ดำเนิรในพุทโธวาท
ตามกำลังศรัทธานั้น ๆ ฯ ก็ธรรมอันเป็นเบื้องต้น

ที่ควรบำเพ็ญให้ต่อติดกับศรัทธาคือศีล เพราะศีลเป็นธรรมที่ควรประ
พฤติก่อน เมื่อมีศีลแล้ว ควรบำเพ็ญธรรมอย่างอื่น เป็นลำดับไป
ศีลเปรียบดุจบรรทัดของผู้ที่แรกเขียนหนังสือ ถ้าไม่มีก็ไม่ตรง
ฉันใด ผู้ไม่มีศีล แม้จะปฏิบัติธรรมก็คดได้ฉันนั้น แม้ก่อนแต่การ
บริจาคทาน ท่านก็ยังให้สมาทานศีลเสียก่อน แลก่อนแต่การ
เจริญพระกรรมฐาน ท่านก็ให้มีศีลเสียก่อนฯ แลไตรสิกขาท่าน
ก็ยกศีลขึ้นก่อนฯ  วิสุทธิ ๗ ท่านก็ยกศีลวิสุทธิขึ้นก่อนฯ ผู้ไม่มี
ศีล แม้จะปฏิบัติธรรมสูงลอย ก็เท่ากับสูงเกินฐาน เท้าไม่ติด
ดินฉนั้นฯ  ศีลเป็นธรรมควรบำเพ็ญก่อน ดังแสดงมาฉนี้
เพราะฉนั้นท่านจึงได้ยกศีลเป็นลำดับแห่งศรัทธาจัดเป็นทรัพย์ที่
๒ ฯ

     ศีลนั้นได้แก่การรักษากายวาจาสอาดดีงาม คือไม่ฆ่าสัตว์
ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดปด ไม่เสพสุราเมรัยฯ
ศีล ๕ ประการนี้ไม่มีส่วนยกเว้น มีแต่จะเพิ่มเติมให้มากเป็น ๘
เป็น ๑๐ เป็นต้น เมื่อจะยกเว้นตัวใดตัวหนึ่งเสีย ก็กระทำ
ความบกพร่องให้ผู้รักษาฯ ความรักษาศีลนั้น ย่อมสำเร็จด้วย
ความตั้งใจละเว้น บุทคลจะมาละเว้นได้ ก็เพราะมีหิริโอตตัป
ปะอยู่ในสันดาน เพราะฉนั้น ท่านจึงให้ยกหิริขึ้นแสดงประการ
หนึ่ง ว่าเป็นอริยทรัพย์ที่ ๓ โอตตัปปะประการหนึ่ง ว่าเป็น
อริยทรัพย์ที่ ๔ ฯ

หิรินั้น ได้แก่ความละอายต่อบาป โอตตัปปะนั้น ได้แก่ความสดุ้ง
กลัวต่อบาปฯ บุทคลผู้ใดยังมีความพอใจอยู่ในบาป แต่ไม่กล้า
ทำต่อหน้าคน เพราะความกระดากอาย บุทคลผู้นั้น จะได้ชื่อว่ามี
หิริหามิได้ แต่ก็ยังดีกว่า ผู้ปราศจากความกระดากอาย เสียทีเดียว
ฯ  บุทคลผู้ใด ไม่กล้ากระทำบาปด้วยความเกลียดอายบาป ดังผู้
ที่รักสอาดเกลียดต่อปฏิกูล ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้มีหิริแท้ฯ  บุทคล
ผู้ใดยังมีความพอใจในบาป แต่ไม่กล้าที่จะกระทำ เพราะกลัวต่อ
ผู้ใหญ่จะติเตียนลงโทษ ผู้นั้นจะได้ชื่อว่ามีโอตตัปปะก็หาไม่  แต่
ยังดีกว่าผู้ปราศจากความกลัวเสียทีเดียวฯ  ส่วนบุทคลผู้ใดมี
ความกลัวต่อผลของความชั่วแม้มีประมาณน้อย ก็มิอาจกระทำ
เหมือนคนรักชีวิต หวาดต่ออสรพิษ แม้ตัวเล็กไม่เข้าไปใกล้ ผู้
นั้นชื่อว่ามีโอตตัปปะแท้ฯ  หิริแลโอตตัปปะทั้งสองนี้เป็นธรรมอัน
รักษาโลก ถ้าโลกจักไม่นับถือหิริโอตตัปปะแ้ล้ว ต่างคนก็ต่าง
จะเบียดเบียนซึ่งกันแลกัน  ยิ่งขึ้นไปกว่าทุกวันนี้  การที่ไม่เป็น
ถึงปานนั้น ก็เพราะหิริโอตตัปปะป้องกันอยู่ฯ  อนึ่งหิริโอตตัปปะ
ทั้ง ๒ นี้ เป็นธรรมที่จะทำบุทคลให้มีสันดานดีสงบระงับ นับเป็น
สัปปุริสธรรม แลเป็นธรรมที่จะกระทำบุทคลให้เปนเทวดา
ท่านเรียกว่าเทวธรรม แลเป็นทรัพย์ที่จะช่วยตนให้พ้นจาก
พิบัติอันตราย  ท่านจึงจัดว่าเป็นอริยทรัพย์ฯ คุณสมบัติซึ่ง
ได้แสดงมานี้้จะมีขึ้นได้ในสันดาน ก็เพราะอาศัยการได้สดับ

ถ้าไม่ได้ยินได้ฟังแล้วยากที่จะรู้ได้เอง เพราะฉนั้น ท่านจึงยก
สุตะขึ้นแสดงประการหนึ่ง ว่าเป็นอริยทรัพย์ที่ครบ ๕ ฯ

     สุตะนั้น ได้แก่การสดับฟังอรรถกรรม อันเป็นประโยชน์
โลกนี้หรือประโยชน์โลกน่า หรือประโยชน์อย่างยิ่งฯ การฟังนี้
นับเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่ง บุทคลผู้ตั้งตนไว้ในที่ชอบ ได้
เห็นผลในทางโลกหรือทางธรรม ก็เพราะการได้สดับก่อนตั้งต้น
แต่ฟังโอวาทคำสั่งสอนของมารดาบิดา แลครูอาจารย์ผู้สอนศิล
ปวิทยา แลพระศาสดาผู้แสดงธรรมโดยลำดับ แม้ในบัดนี้
มีหนังสือดูด้วยตาแทนสุตะได้ ถึงกระนั้นในชั้นต้นก็ต้องอาศัย
การฟังก่อนจึงอ่านออก เมื่ออ่านได้แต่ยังไม่เข้าใจความก็ต้อง
ฟังอรรถาธิบายต่อผู้รู้อีก เพราะฉนั้น จึงนับว่าการฟังเป็นสิ่งสำ
คัญประการหนึ่งฯ ในพุทธศาสนาท่านเรียกผู้ฟังว่าสาวก
เรียกผู้รู้เท่าสังขารด้วยการฟังว่าสุตะพุทธะฯ แม้พระสัพพัญ
ญูพุทธเจ้า ก็ยังทรงฟังพระจุนทเถระถวายเทศน์เรื่องโพชฌงค์
ในคราวเมื่อทรงพระประชวรฯ ก็กิริยาที่ฟังจะให้สำเร็จประ
โยชน์ได้นั้น ต้องฟังโดยเคารพ คือตั้งใจฟัง ไม่ส่งจิตต์ไป
ในที่อื่น คอยกำหนดข้ออรรถข้อธรรม แล้วจำไปใคร่ครวญ
พิจารณาประพฤติปฏิบัติ จึงจะสำเร็จประโยชน์ เมื่อ
ให้สำเร็จประโยชน์ตนได้แล้ว ควรให้สำเร็จประโยชน์ผู้
อื่นด้วยฯ บุทคลผู้ชะนะความตระหนี่แล้วบริจาคทาน

ก็เพราะได้อาศัยการสดับเป็นเบื้องต้น เพราะฉนั้นท่านจึงยกจาคะ
ขึ้นแสดงประการหนึ่ง ว่าเป็นอริยทรัพย์ที่ครบ ๖ ฯ

     จาคะนั้นได้แก่การบริจาคพัสดุของตน อนุเคราะห์แก่ผู้ที่ควร
ให้ บูชาแก่ผู้ควรบูชาฯ บุทคลผู้ใดยังไม่สามารถเลี้ยงตนได้ คือ
ยังเป็นทารก หรือเป็นผู้ใหญ่แต่เป็นคนพิการทุพพลภาพ บุทคล
ผู้นั้นควรอนุเคราะห์ บุทคลผู้ใดเปนผู้ทรงคุณความดีที่เป็นประโยชน์
ตนประโยชน์ท่าน บุทคลเช่นนี้ควรบูชาฯ บริจาคด้วยอนุเคราะห์หรือ
บูชาก็ตาม นับว่าได้ทำประโยชน์อันเกิดแต่โภคะ ทำโภคะนั้น ๆให้
เป็นแก่นสาร เป็นอันได้ขจัดความตระหนี่ในสันดานเป็นระหว่างๆฯ
ก็ธรรมเนียมหว่านพืชก็ต้องหวังผลเพราะฉนั้น จำเป็นต้องเลือก
นิยมเขตร ทานที่ บุทคลเลือกแล้วให้ อันพระสุคตเจ้าทรง
สรรเสริญ นับเป็นญาณสัมปยุตรประกอบแล้วด้วยปัญญา การ
กระทำตาม ๆ เขาไป มิได้ใช้ปัญญาพิจารณา เรียกญาณวิปปยุตร
เพราะฉนั้น ท่านจึงจัดปัญญาขึ้นแสดงประการหนึ่ง ว่าเป็นอริย
ทรัพย์ที่ครบ ๗ ฯ แท้จริง  อริยทรัพย์ทั้งหกประการจะบริบูรณ์
ก็ต้องอาศัยปัญญาด้วย ปัญญานับว่าเป็นอริยทรัพย์สำคัญ
ประการหนึ่งฯ

     ปัญญานั้นได้แก่ความรู้จักเหตุผลตามเป็นจริงว่า อันนี้
เป็นเหตุของความเสื่อม อันนี้เป็นเหตุของความเจริญ ความเสื่อม
แลความเจริญเป็นผลมาแต่เหตุนี้ ๆ ฯ แลรู้ว่าอันนี้เป็นเหตุ

แห่งทุกข์ ทุกข์เป็นผลมาแต่เหตุนี้อันนี้เป็นเหตุแห่งความดับทุกข์
ความดับทุกข์เป็นผลมาแต่เหตุนี้ อันคนที่เกิดมาในโลก ชื่อว่าตก
อยู่ในกระแสของธรรมดา ถ้าไม่เข้าใจเหตุผลก็ไม่สามารถจะหลีกพ้น
จากความพิบัติ แลไม่ได้บัลลุความสวัสดี เมื่อมีปัญญารู้เท่าถึง
เหตุผลได้เพียงใด ก็ได้หลีกพ้นจากพิบัติ แลบัลลุความสวัสดี
เพียงนั้น ปัญญาเป็นแสงสว่างอันประเสริฐ ไม่มีแสงอื่นจะเสมอ
เหมือน คนมีปัญญาใช่จะคุ้มได้แต่ตัว ย่อมคุ้มได้ตลอดถึงผู้
อื่นด้วย เหตุดังนั้น บัณฑิตจึงได้สรรเสริญชีวิตของผู้มีปัญ
ญาว่าประเสริฐ ฯ

     ธรรม ๗ ประการ คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ
จาคะ ปัญญาเรียกว่าอริยทรัพย์ เพราะให้สำเร็จประโยชน์ได้
เหมือนทรัพย์ คนมีทรัพย์ย่อมมีความปลื้มใจว่าทรัพย์ของเรา
มีอยู่ ฉันใด คนมีคุณสมบัติมีศรัทธาเปนต้น ก็มีความปลื้ม
ใจว่า เรามีคุณธรรมนี้ ๆ อยู่ ฉันนั้น อนึ่งผู้มีทรัพย์ ย่อมเอาทรัพย์
ออกซื้อต่อสิ่งอื่น ๆ ได้ ฉันใด ผู้มีคุณสมบัติมีศรัทธาเป็นต้น
ก็เอาคุณสมบัตินั้น ๆ ออกต่อซื้อคุณสมบัติอื่นอีกได้ ฉันนั้น
ดังในการเมื่อพระผู้มีพระภาค เสด็จไปเพื่อแสดงธรรม
แก่เบญจวัคคีย์ครั้งแรก ท่านเหล่านั้นยังไม่เชื่อต่อพระองค์ ๆ
จึงได้ทรงแสดงเหตุให้เกิดศรัทธาก่อนแล้ว สดับธรรมเทศนา
ธรรมจักร์ ครั้นจบเทศนา พระโกณฑัญญะเกิดดวงตาเห็น

ธรรมก่อนฯ ก็ความที่ยกมาแสดงนี้ เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า เอาศรัทธา
ต่อซื้อสุตะ ๆ ต่อซื้อปัญญา ตลอดมรรคผลนิพพาน แม้คุณธรรม
อื่นมีศีลเป็นต้นต่อไป เมื่อมีแล้วก็เป็นอากรบ่อเกิดแห่งคุณสมบัติ
อื่น ๆ ได้เหมือนกัน เพราะฉนั้น จึงเรียกว่าทรัพย์ ๆ ธรรมดา เมื่อ
ซื้อหาสิ่งไร แล้วก็หมดไป ส่วนทรัพย์นี้ แม้จะซื้อหาคุณธรรม
อื่น ๆ มาก็ไม่มีหมดสิ้น อันภัยทั้ง ๔ ไม่อาจย่ำยีประทุษร้ายได้ ไม่
ทำเจ้าของให้เดือดร้อนในกาลใดกาลหนึ่งเพราะฉนั้นจึงได้เรียกว่า
อริยทรัพย์ ๆ นี้ มีอยู่แก่บุทคลใด บัณฑิตกล่าวบุทคลผู้นั้น
ว่าเป็นคนมั่งมี ไม่ใช่คนจน แลชีวิตความเป็นอยู่ของบุทคลนั้น
ชื่อว่าไม่เป็นอยู่เปล่า นับว่าเป็นผู้มีแก่นสาร สมด้วยภาษิตคาถาว่า
สัท์ธาธนํ สีลธนํ ทรัพย์คือศรัทธา ทรัพย์คือศีล หิริโอต์ตัป์
ปิยํ ธนํ ทรัพย์คือหิริ แลโอตตัปปะ  สุตธนัญ์จจาโค จ ทรัพย์
คือสุตะ  ทรัพย์คือจาคะ ปัญญา เวสัต์ตมํ ธนํ  ปัญญาเป็นทรัพย์
ที่ครบ ๗ แล ยัส์สะ เอตา ธนาอัต์ถิ ทรัพย์เหล่านี้มีอยู่แก่บุท
คลผู้ใด อิต์ถิยา ปุริสัส์ส วา จะเปนหญิงหรือชายก็ตาม
อทลิท์โทติ ตํ อาหุ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวผู้นั้นว่า เป็นผู้
ไม่จน อโมฆํ ตัส์ส ชีวิตํ ชีวิตความเป็นอยู่ของบุทคลนั้น
เปนของไม่เปล่าจากประโยชน์  ดังนี้แล ฯ

สมเด็จพระญาณสังวรฯ เมื่อทรงเป็นสามเณร
หลวงพ่อดี พุทฺธโชติ หรือ 'หลวงพ่อวัดเหนือ' เป็นผู้ที่ทำให้การบวชแก้บนของสมเด็จฯ มิใช่การบวชเล่น ๆ แต่กลายเป็นการบวชจริง ๆ จนถึงวันนี้  หลวงพ่อให้โอกาสสามเณรใหม่ได้ขึ้นเทศน์ปากเปล่าให้แก่เหล่าอุบาสกอุบาสิกาฟัง 
พระรูปเมื่อครั้งเป็นสามเณร
เทศน์ครั้งแรก
ในพระอุโบสถ วัดเทวสังฆาราม เมื่อ พ.ศ. 2469
(
ผู้วาดภาพ - อาจารย์ธีระพันธุ์ ลอไพบูลย์)
ในคืนวันพระนั้น สามเณรน้อยนั่งขัดสมาธิตัวตรง สงบสำรวมอยู่บนธรรมาสน์ เทศน์ 'กัณฑ์อริยทรัพย์ 7 ประการ' ได้อย่างไม่ติดขัด เสียงดังฟังชัดทุกถ้อยคำ เต็มพลังความหมาย

ผู้ได้ยินได้ฟังธรรมจากพระโอษฐ์ของพระพุทธองค์ผ่านสามเณรน้อยในคืนนั้น ต่างปลื้มปิติอิ่มเอมใจ รวมถึงพระชนนีกับป้าเฮ้งซึ่งนั่งฟังอยู่ด้วยความชื่นใจยิ่งนักที่ลูกเณรมีความก้าวหน้าในธรรมอันงาม


อ้างอิง          หนังสือเรื่อง 'เทศนากัณฑ์อริยทรัพย์' 
                   ที่ระลึกในงานบำเพ็ญพระกุศลคล้ายวันประสูติ เจริญพระชันษา 99 ปี สมเด็จพระญาณสังวรฯ

ขอขอบคุณ   ท่านเจ้าของภาพถ่ายในอินเทอร์เน็ตทุกท่าน ที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบเป็นวิทยาทาน

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 19 ... สิ้นพระชนม์

" ดูกร ภิกษุทั้งหลาย
บัดนี้ เราขอเตือนพวกเธอว่า
สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด ฯ "
                                                                 (มหาปรินิพพานสูตร)


สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒนมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สิ้นพระชนม์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 19 นาฬิกา 30 นาที ณ ตึกวชิรญาณ-สามัคคีพยาบาร ชั้นพระมหากรุณาธิคุณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สิริพระชนมายุ 100 พรรษา 21 วัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทด้วยความเศร้าสลดพระราชหฤทัยยิ่ง จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ไว้ทุกข์ในพระราชสำนัก มีกำหนด 30 วัน จัดการพระศพ ถวายพระเกียรติยศตามราชประเพณีทุกประการ ประดิษฐานพระศพ ณ พระตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทาน 'พระโกศกุดั่นใหญ่' ประดิษฐานภายใต้เศวตฉัตร 3 ชั้น ตามพระเกียรติยศบนพระแท่นแว่นฟ้าปิดทองประดับกระจก แวดล้อมด้วยฉัตรเครื่องสูง 3 คู่ ประดับพุ่มตาดทองดอกไม้แจกัน และเทียนไฟฟ้ารายรอบพระโกศบนพระแท่นแว่นฟ้าทั้งสองชั้น เบื้องหน้าตั้งพานพระภูษาโยงซึ่งทอดมาจากปากพระโกศ เชื่อมกับด้ายสุกำอันประชุมที่เบื้องพระเศียรของพระศพ

เครื่องประกอบพระสมณศักดิ์.. เบื้องหน้าพระโกศตั้งม้าหมู่ปิดทองสลัีกลายทอดเครื่องประกอบพระสมณศักดิ์ ดังนี้

1. พัดยศสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
2. พัดแฉกงาแกะประดับพลอย
3. พัดรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้นที่ 1
4. พระสุพรรณบัฏจารึกพระนาม
5. พระตราประจำตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก บรรจุหีบกำมะหยี่แดง
6. บาตรพร้อมฝาและเชิงบาตรถมปัด
7. พานพระศรี ประกอบด้วยมังสี 2 ตลับพู่ 1 จอก 1 ซองพลู 1
8. ถาดสรงพระพักตร์
9. หีบพระตราจักรี (หีบหลังเจียด)
10. หีบพระโอสถหลังนูน
11. คนโท
12. กากระบอก
13. หม้อลักจั่น
14. ปิ่นโตกลม 4 ชั้น
15. สุพรรณราช (กระโถนใหญ่)
16. บ้วนพระโอษฐ์ (กระโถนเล็ก)
17. ขันน้ำพานรองมีจอกลอย พร้อมคลุมปักตาด
18. ไตรแพรพระราชทาน

เบื้องหน้าม้าหมู่ทอดเครื่องประกอบพระสมณศักดิ์ตั้งเครื่องทองน้อยแก้ว สำหรับพระศพทรงธรรม และพระแท่นทรงกราบสำหรับพระบรมวงศ์ทรงสักการะพระศพ ถัดไปทางด้านซ้ายและขวา ตั้งขาหยั่งแขวนพวงมาลาของหลวง ของสมเด็จพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์

วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2556

100 ปี สมเด็จพระญาณสังวร

รตนตฺตยเตเชน  โหตุ อนิฏฺฐธํสนํ
รตนตฺตยคุเณน  โหตุ เต อิฏฺฐสมฺปทา

ด้วยเดชแห่งพระรัตนตรัย  ขอสิ่งไม่พึงใจจงสูญสิ้น
ด้วยคุณแห่งพระรัตนตรัย  ขอสิ่งที่พึงใจ จงถึงพร้อมแด่ท่านเทอญ
                                                                               (สมเด็จพระญาณสังวร)



สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน)
มีพระนามเดิมว่า เจริญ คชวัตร
ประสูติ ณ ย่านปากแพรก ต.บ้านเหนือ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี
เมื่อวันศุกร์ ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 11 ปีฉลู
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6
ตรงกับวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2456 เวลาประมาณ 10 ทุ่ม มีเศษ
หรือเวลาประมาณ 04:00 น. เศษ ของวันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2456 ตามวิธีนับแบบปัจจุบัน

(ซ้าย) นายน้อย คชวัตร พระชนก
(ขวา) นางกิมน้อย คชวัตร พระชนนี
พระชนกชื่อ นายน้อย คชวัตร รับราชการตำแหน่งสุดท้าย เป็นปลัดอำเภออัมพวา จ.สมุทรสงคราม 
ก่อนป่วยเป็นโรคเนื้อร้ายงอกขึ้น และถึงแก่กรรมเมื่อมีอายุได้เพียง 38 ปี  พระชนนีชื่อ นางกิมน้อย คชวัตร

ป้ากิมเฮง หรือ ป้าเฮ้งของหลาน ๆ
สมเด็จฯ นั้น ป้าเฮ้ง พี่สาวของนางกิมน้อย ได้ขอไปเลี้ยงตั้งแต่เล็ก ๆ และอยู่กับป้าเรื่อยมา ป้ารักสมเด็จฯ มาก เลี้ยงสมเด็จฯ ด้วยความทะนุถนอม เอาใจจนใคร ๆ ว่าเลี้ยงตามใจเกินไป จะทำให้เสียเด็กภายหลัง แต่ป้าก็เถียงว่าไม่เสีย

พ.ศ. 2464 สมเด็จฯ (เด็กชายเจริญ คชวัตร) เข้าเรียนที่โรงเรียนวัดเทวสังฆาราม
ซึ่งเป็นโรงเรียนรัฐบาลแห่งแรกในกาญจนบุรี
สมเด็จฯ เคยพาป้าไปฟังเทศน์ตอนค่ำพรรษาหนึ่ง มีเทศน์ชาดกติดต่อกันทุกคืนภายในพรรษา ติดพระทัย เร่งป้าให้ไปฟังนิทานทุกคืน ถ้าเป็นเทศน์ธรรมะฟังไม่เข้าใจก็เร่งให้กลับ

สมเด็จฯ อยู่กับป้าไม่เคยแยก นอกจากไปแรมคืนเมื่อเป็นลูกเสือบางครั้งเท่านั้น คืนวันสุดท้ายก่อนจะทรงบรรพชาเป็นสามเณร ป้าพูดว่า 'คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่จะอยู่ด้วยกัน' ซึ่งก็เป็นความจริง ได้แยกจากกันตั้งแต่วันนั้นมา จนอวสานแห่งชีวิตของป้า

สมเด็จฯ เมื่อทรงเป็นสามเณร
สมเด็จฯ ทรงมีนิสัยทางพระแสดงออกตั้งแต่ทรงพระเยาว์ คือ ชอบเล่นเป็นพระ ทำคัมภีร์เทศน์เล็ก พัดยศเล็ก เก็บหินมาทำภูเขา มีถ้ำ ทำเจดีย์เล็กบนยอดเขา เล่นทอดกฐินผ้าป่า เล่นทิ้งกระจาด และทำรูปยมบาลเล็กด้วยกระดาษแบบพิธีทิ้งกระจาดที่วัดญวน เมื่อทรงเจ็บป่วยขึ้น ผู้ใหญ่ต้องนำรูปยมบาลไปเผาทิ้งเสีย

สมเด็จฯ ทรงมีร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยอยู่เสมอ คราวหนึ่งทรงป่วยหนักถึงกับผู้ใหญ่คิดว่าไม่หาย และบนว่าถ้าหายจะให้บวชแก้บน จึงเป็นเหตุให้สมเด็จฯ ทรงบรรพชาในเวลาต่อมา

สมเด็จฯ เมื่อทรงเป็นสามเณร
พ.ศ. 2469 สมเด็จฯ อายุย่างเข้า 14 ปี น้าจะออกบวชเป็นพระภิกษุ พระชนนีและป้าจึงชักชวนให้สมเด็จฯ บวชเป็นสามเณรแก้บนเสียให้เสร็จ จึงตกลงใจบวชเป็นสามเณรในปีนั้น ที่วัดเทวสังฆาราม มีหลวงพ่อดี พุทฺธโชติ หรือ 'หลวงพ่อวัดเหนือ' เจ้าอาวาสวัดเทวสังฆาราม เป็นพระอุปัชฌาย์

พระรูปแสดงการทำอุปัชฌายวัตร
เมื่อครั้งเป็นสามเณรเจริญ คชวัตร และต่อหนังสือค่ำ เมื่อ พ.ศ. 2469
(ผู้วาดภาพ - อาจารย์ธีระพันธุ์ ลอไพบูลย์)
ในพรรษาแรกที่ทรงบรรพชาเป็นสามเณรนั้น หลวงพ่อวัดเหนือ ได้ต่อเทศน์กัณฑ์อริยทรัพย์ 7 ประการ แบบต่อหนังสือค่ำให้กัณฑ์หนึ่ง คือเมื่อสมเด็จฯ เ้ข้าไปทำอุปัชฌายวัตรทุกคืน ท่านอ่านนำให้ท่องตามทีละวรรค คืนละตอนจนจำได้ทั้งกัณฑ์ แล้วให้ขึ้นเทศน์ปากเปล่าแก่พุทธบริษัทในคืนวันพระคืนหนึ่ง

พระรูปเมื่อครั้งเป็นสามเณร
เทศน์ครั้งแรกในอุโบสถวัดเทวสังฆาราม เมื่อ พ.ศ. 2469
(ผู้วาดภาพ - อาจารย์ธีระพันธุ์ ลอไพบูลย์)
พ.ศ. 2470 หลวงพ่อวัดเหนือนำสมเด็จฯ ไปฝากไว้กับพระครูสังวรวินัย (อาจ) เจ้าอาวาสวัดเสนหา จังหวัดนครปฐม เพื่อเรียนภาษาบาลี และเรียนแปลธรรมบท เพื่อว่าต่อไปจะได้กลับมาสอนที่วัดเทวสังฆาราม ท่านว่าจะสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมเตรียมไว้ให้

วัดเสนหา นครปฐม
โรงเรียนพระปริยัติธรรมที่หลวงพ่อดี พุทฺธโชติ สร้างขึ้นใหม่
รอสมเด็จฯ ให้ทรงกลับมาสอน
พ.ศ. 2472 หลวงพ่อวัดเหนือนำสมเด็จฯ ไปกราบเรียนฝากสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ขณะเมื่อดำรงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์) วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงพระเมตตารับไว้ และประทานฉายาว่า 'สุวฑฺฒโน' แปลว่า 'ผู้เจริญดี'

พ.ศ. 2472 พระชนมายุ 17 สอบได้นักธรรมชั้นตรี

พ.ศ. 2473 พระชนมายุ 18 สอบได้นักธรรมชั้นโท และเปรียญธรรม 3 ประโยค


พ.ศ. 2474 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินหลวงวัดบวรนิเวศวิหาร ขณะนั้น มีการพระราชทานผ้าไตรแก่พระภิกษุสามเณรเปรียญทั้งวัด สมเด็จฯ เป็นสามเณรเปรียญรูปเดียวในศกนั้น ที่ได้เข้ารับพระราชทานผ้าไตรจากพระราชหัตถ์

พ.ศ. 2475 พระชนมายุ 20 สอบได้นักธรรมชั้นเอกและเปรียญธรรม 4 ประโยค

สมเด็จฯ เมื่อทรงอุปสมบทพรรษาแรก ณ วัดเทวสังฆาราม
สมเด็จฯ เมื่อทรงเป็นพระเปรียญ
พ.ศ. 2476 พระชนมายุครบอุปสมบท สมเด็จฯ ทรงกลับมาอุปสมบทที่วัดเทวสังฆาราม หลวงพ่อดี พุทฺธโชติ หรือหลวงพ่อวัดเหนือ เจ้าอาวาสวัดเทวสังฆาราม เป็นพระอุปัชฌาย์

พระเทพมงคลรังษี 
(หลวงพ่อดี พุทฺธโชติ หรือ หลวงพ่อวัดเหนือ)
พระอุปัชฌาย์ เมื่อทรงบรรพชาและทรงอุปสมบท ณ วัดเทวสังฆาราม
อุปสมบทแล้ว จำพรรษาที่วัดเทวสังฆาราม 1 พรรษา พอออกพรรษาแล้ว กลับมาวัดบวรนิเวศวิหาร ทรงอุปสมบทซ้ำเป็นธรรมยุตอีกครั้งหนึ่ง สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
พระอุปัชฌาย์ เมื่อทรงอุปสมบทซ้ำ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร
แม้มาอุปสมบทอยู่วัดบวรนิเวศวิหารแล้ว ก็ยังเวียนไปมาช่วยหลวงพ่อวัดเหนือสอนพระปริยัติธรรมที่วัดเทวสังฆารามอยู่อีก 2 ปี

สมเด็จฯ ทรงฉายพระรูปกับหลวงพ่อดี พุทฺธโชติ ณ วัดเทวสังฆาราม
พ.ศ. 2476 พระชนมายุ 21 สอบได้เปรียญธรรม 5 ประโยค

พ.ศ. 2477 พระชนมายุ 22 สอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค

พ.ศ. 2478 พระชนมายุ 23 สอบได้เปรียญธรรม 7 ประโยค

พ.ศ. 2481 พระชนมายุ 26 สอบได้เปรียญธรรม 8 ประโยค

พ.ศ. 2484 พระชนมายุ 29 สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค

สมเด็จฯ เมื่อทรงเป็นพระราชาคณะที่ พระโศภนคณาภรณ์
หมายถึง ผู้เป็นอาภรณ์หรือเครื่องประดับของหมู่คณะอันงาม
เป็นราชทินนามที่ตั้งขึ้นใหม่สำหรับพระราชทานแด่สมเด็จฯ เป็นรูปแรก
พ.ศ. 2490 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ พระโศภนคณาภรณ์

พ.ศ. 2495 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ในราชทินนามเดิม

พ.ศ. 2498 ไ้ด้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ในราชทินนามเดิม


พ.ศ. 2499 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเลือกสมเด็จฯ ให้เป็น 'พระอภิบาล' (พระพี่เลี้ยง) ของพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ในระหว่างที่ทรงผนวชเป็นพระภิกษุและเสด็จประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ถึง 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

สมเด็จฯ เมื่อทรงเป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมวราภรณ์
หมายถึง ผู้ีมีธรรมเป็นอาภรณ์คือเครื่องประดับอันประเสริฐ
สมเด็จฯ ทรงฉายพระรูปร่วมกับพระอุปัชฌาย์ - หลวงพ่อดี พุทฺธโชติ (นั่งกลาง)
และพระกรรมวาจาจารย์ - หลวงพ่อเหรียญ สุวณฺณโชติ (นั่งซ้าย)
ณ วัดเทวสังฆาราม  เมื่อทรงเป็นพระราชาคณะที่พระธรรมวราภรณ์
พ.ศ. 2499 ในอภิลักขิตสมัยเฉลิมพระชนมพรรษาที่ 5 ธันวาคม ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมวราภรณ์

สมเด็จฯ เมื่อทรงเป็นพระราชาคณะชั้นเจ้าคณะรองที่ พระสาสนโสภณ
หมายถึง ผู้งามในศาสนาหรือผู้ยังศาสนาให้งาม
พ.ศ. 2504 เป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ลำดับที่ 6 และได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นเจ้าคณะรองสมเด็จพระราชาคณะที่ พระสาสนโสภณ

สมเด็จฯ ทรงเป็นประธานในการประชุมกรรมการมหาเถรสมาคม
พ.ศ. 2506 เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 นับเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมชุดแรกซึ่งประกอบด้วยพระมหาเถระ 8 รูป

รูปถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สมเด็จฯ เมื่อทรงเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระญาณสังวร
หมายถึง ผู้สำรวมในญาณคือความรู้
เป็นราชทินนามที่แสดงถึงความเป็นผู้ทรงคุณในทางวิปัสสนาธุระ
พ.ศ. 2515 ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ 'สมเด็จพระญาณสังวร' เป็นสมเด็จพระญาณสังวรรูปที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อจากสมเด็จพระญาณสังวร (สุก)

พระรูปปั้น สมเด็จพระญาณสังวร (สุก)
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 โปรดให้ปั้นขึ้น
ประดิษฐาน ณ วัดราชสิทธาราม
ตำแหน่งสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระญาณสังวร นับเป็นตำแหน่งพิเศษ เป็นตำแหน่งที่พระราชทานสถาปนาแก่พระเถระผู้ทรงคุณทางวิปัสสนาธุระโดยเฉพาะ

หลังจากที่สมเด็จพระญาณสังวร (สุก) ได้รับสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช เมื่อ พ.ศ. 2363 แล้ว ราชทินนามที่ สมเด็จพระญาณสังวร ก็ไม่ได้โปรดพระราชทานสถาปนาพระเถระรูปใดอีกเลย นับแต่รัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา กระทั่งถึงรัชกาลปัจจุบัน 

นับแต่ปีที่สมเด็จพระสังฆราช (สุก) สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. 2365 ในรัชกาลที่ 2 มาจนถึงปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน โปรดให้สถาปนา พระสาสนโสภณ (สุวฑฺฒโน) ขึ้นเป็นสมเด็จพระญาณสังวร เมื่อ พ.ศ. 2515 นั้น เป็นเวลานานถึง 150 ปี

พระราชกรรมวาจาจารย์ซักถามอันตรายิกธรรม
พ.ศ. 2521 เป็นพระราชกรรมวาจาจารย์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในการทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม


เป็นพระอาจารย์ถวายการอบรมพระธรรมวินัยขณะที่พระภิกษุสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ระหว่างวันที่ 6-20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2521

เมื่อทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาเป็น สมเด็จพระสังฆราช
21 เมษายน พ.ศ. 2532
พ.ศ. 2532 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2532 เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต


สมเด็จฯ ทรงปฏิบัติพระองค์อย่างเรียบง่าย แม้เสนาสนะที่อยู่อาศัยก็ไม่โปรดให้ประดับตกแต่ง ทรงเตือนภิกษุสามเณรเสมอว่า 'พระเณรไม่ควรอยู่อย่างหรูหรา'


พระภิกษุในวัดบวรนิเวศวิหารที่ถวายการปรนนิบัติดูแลสมเด็จฯ เล่าว่า แม้เมื่อทรงดำรงตำแหน่งประมุขแห่งศาสนจักรแล้ว ที่บรรทมในตำหนักที่ประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ก็ยังคงเป็นเพียงเก้าอี้สปริงตัวเก่า ซึ่งสั้นเกินกว่าที่จะใช้นอนได้ จึงต้องใช้ตั่งต่อทางปลายเพื่อวางพระบาท ถัดจากด้านปลายพระบาทไปก็เป็นโต๊ะเล็ก ๆ อีกตัว ตั้งพัดลมเก่า ๆ ซึ่ง 'เปิดทีก็หมุนแก็ก ๆ ๆ'

ภาพจำลอง ห้องบรรทมของสมเด็จฯ
แม้แต่อาสนะผืนเก่าที่พระชนนีเคยเย็บถวายแต่เมื่อครั้งยังเป็นมหาเปรียญหนุ่ม ๆ สมเด็จฯ ก็ใช้เรื่อยมา จนเมื่อขาดเปื่อยไป ก็ยังนำไปรองไว้ใต้อาสนะผืนใหม่ และเมื่อทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชแล้ว อาสนะผืนเก่าที่พระชนนีเย็บให้ ก็ยังโปรดให้วางไว้ใต้อาสนะที่ประทับ เป็นการแสดงกตัญญุตาสนองคุณเช่นที่เคยทรงถือปฏิบัติมา ได้ยินมาว่าครั้งหนึ่งเคยมีเด็กจะหยิบไปทิ้งเพราะเห็นเป็นผ้าเก่า ๆ ขาด ๆ แต่สมเด็จฯ มีรับสั่งว่า 'นั่นของโยมแม่ เอาไว้ที่เดิม'


ส่วนวัตถุสิ่งของที่มีผู้ถวายมาก็มักทรงแจกจ่ายต่อไปตามโอกาส ครั้งหนึ่งมีผู้ปวารณาจะถวายรถยนต์สำหรับทรงใช้สอยประจำพระองค์เพื่อความสะดวกในการที่จะเสด็จไปทรงปฏิบัติภารกิจในที่ต่าง ๆ พระองค์ก็ตอบเขาไปว่า 'ไม่รู้จะเก็บไว้ที่ไหน' จึงเป็นอันว่าไม่ทรงรับถวาย


สมเด็จฯ ทรงเตือนภิกษุสามเณรอยู่เสมอว่า 'เป็นพระต้องจน' และไม่เพียงแต่ทรงสอนผู้อื่นเท่านั้น แม้พระองค์เองก็ทรงปฏิบัติพระองค์เป็นตัวอย่างเช่นกัน


ครั้งหนึ่ง หลังจากทรงได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชแล้ว ไม่นานนักศิษย์ใกล้ชิดคนหนึ่งกราบทูลว่า 'ขณะนี้วัด..(ชื่อวัด).. ที่เมืองกาญจน์ฯ กำลังสร้างสะพานข้ามแม่น้าเกือบจะเสร็จแล้ว ยังขาดเงินอีกราว 7-8 แสนบาท อยากจะกราบทูลใต้ฝ่าพระบาทเสด็จไปโปรดสักครั้ง สะพานจะได้เสร็จเร็ว ๆ ไม่ทราบว่าใต้ฝ่าพระบาทจะพอมีเวลาเสด็จได้หรือไม่ กระหม่อม' สมเด็จฯ ตรัสตอบว่า 'เวลาน่ะพอมี แต่เงินตั้งแสนจะเอาที่ไหน เพราะพระไม่มีอาชีพการงาน ไม่มีรายได้เหมือนชาวบ้าน แล้วแต่เขาจะให้'

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
นมัสการหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
ในวาระที่เสด็จประทับ ณ วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
28 กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2533
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
เสด็จยังวัดถ้ำผาปล่อง ในงานฉลองอายุครบ 6 รอบ
ของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร เมื่อ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2524
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ถวายเครื่องสักการะแด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
เมื่อคราวเสด็จเยี่ยมวัดป่าสาลวัน นครราชสีมา
สมเด็จฯ ทรงปฏิบัติกรรมฐานตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า 'แม้จะอยู่ในบ้านในเมือง ก็ให้ทำสัญญา คือทำความรู้สึกกำหนดหมายในใจว่าอยู่ในป่า อยู่ในที่ว่าง อยู่ในที่สงบ ก็สามารถทำจิตใจให้ว่างให้สงบได้' นั่นคือ ทรงปฏิบัติพระองค์แบบพระกรรมฐานในเมือง และเมื่อทรงมีโอกาส ก็จะเสด็จจาริกไปประทับตามสำนักวัดป่าต่าง ๆ

(แถวหน้า) หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน, หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป
หลวงปู่รักษ์ เรวโต, สมเด็จพระญาณสังวรฯ
ถ่ายที่พระธาตุหลวง เวียงจันทน์ ประเทศลาว 

เมื่อ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2505

พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) เคยให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ เมื่อคราวมาเยี่ยมสมเด็จฯ ซึ่งประชวรและพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลจุฬาฯ ปี พ.ศ. 2548 ว่า
'เราสนิทกับท่านมานานเท่าไหร่แล้ว อยู่วัดบวรฯ มาด้วยกัน ท่านเคยไปเป็นพระภาวนาอยู่ที่วัดป่าบ้านตาดหลายครั้ง ครั้งละเป็นอาทิตย์ แต่เวลาก็ผ่านมานานแล้ว และตั้งแต่ท่านเป็นสมเด็จพระสังฆราชฯ แล้วเราก็ไม่ค่อยได้มาเข้าเฝ้าท่าน เพราะรู้สึกว่าท่านทรงมีภาระหนักมากเป็นพิเศษ เราจึงไม่กล้ามารบกวนท่าน วันนี้เมื่อได้มา ท่านก็ทรงไม่อยากให้กลับ ชี้ให้เรานั่งที่เก้าอี้ คือเมื่อเรากราบที่ตักท่านและจะกลับท่านยังทรงชี้ให้นั่งที่เก้าอี้เสียก่อน'


ครั้งหนึ่ง สมเด็จฯ ประชวรหนักมาก ทรงเตรียมใจที่จะละสังขารอยู่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มายังที่ประทับรักษาพระองค์ และทรงพระดำเนินเข้าไปตรัสถึงเตียงที่บรรทมว่า 'พระอาจารย์ต้องช่วยพระองค์เองแล้ว' (ทรงจัดหาแพทย์และยาอย่างดีมาถวายแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น)


สมเด็จฯ ทรงพยักหน้ารับคำอาราธนา ภายหลังทรงเล่าว่า เมื่อได้ยินพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสเช่นนั้น ก็ทรงระลึกถึงคำสอนเรื่องอิทธิบาท 4 จึงทรงเข้าสมาธิ ดำรงพระจิตอยู่ในวิหารธรรมที่มีชื่อว่าอิทธิบาทตามคำสอนของพระบรมศาสดา ไม่นานพระอาการก็ทุเลา ว่ากันว่าพระอริยเจ้าในอดีตกาลสามารถเจริญอิทธิบาท 4 กำหนดอายุสังขารได้ เพราะเป็นธรรมโอสถที่เมื่อเจริญแล้วสามารถดำรงพระชนม์ให้ยืนยาว

สมเด็จฯ ทรงถวายสักการะแด่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร) วัดสามพระยา
พระเถระที่ยืนอยู่ด้านหลังคือ พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง
สมเด็จฯ ทรงอ่อนน้อมเคารพต่อพระธรรม ทรงมีพระอุปนิสัยอ่อนน้อมถ่อมพระองค์อย่างเสมอต้นเสมอปลาย แม้จะทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชแล้วก็ตาม ทรงแสดงความเคารพต่อพระเถระผู้มีอายุพรรษามากกว่าพระองค์อยู่เสมอ

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
นมัสการหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ในวาระที่หลวงปู่มาเยือนวัดบวรนิเวศวิหาร
เมื่อ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2536
เมื่อมีพระอาคันตุกะมาเข้าเฝ้าหรือเยี่ยมเยียนพระองค์ ถ้าเป็นพระเถระผู้ใหญ่ก็จะทรงถามถึงอายุพรรษาก่อนว่ามีพรรษาเท่าไร หากมากกว่า จะทรงนิมนต์ให้นั่งบนอาสนะ และทรงกราบตามธรรมเนียมทางพระวินัย หรือถ้าเป็นพระที่มีอาวุโสน้อยกว่า จะทรงต้อนรับด้วยจิตเมตตา อ่อนน้อม ทรงปฏิบัติพระองค์เช่นนี้มาโดยตลอด

สมเด็จฯ และหลวงปู่หลุย จนฺทสาโร วัดถ้ำผาบิ้ง อ.วังสะพุง จ.เลย
สมเด็จฯ และหลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม อ.ลี้ จ.ลำพูน
ส่วนการแสดงความเคารพต่อพระธรรม นอกจากทรงนิพนธ์หนังสือธรรมเผยแผ่แก่ประชาชนแล้ว ก่อนการแสดงเทศนาธรรมจะทรงเตรียมพระองค์อย่างดี จึงทรงเทศน์ได้อย่างน่าฟังด้วยความเข้าพระทัยที่ลึกซึ้ง สามารถถ่ายทอดสู่ผู้อื่นได้อย่างกระจ่างใจ


เมื่อครั้งที่สมเด็จฯ มีพระสุขภาพแข็งแรง พระกรณียกิจประจำของพระองค์ คือการเทศน์ในพระอุโบสถ ทุกวันพระข้างขึ้นและข้างแรม 15 คํ่า คือเดือนละ 2 ครั้ง ซึ่งมีประชาชนไปฟังจนล้นพระอุโบสถ นอกจากนี้ยังทรงบรรยายธรรมในรายการ 'การบริหารทางจิต' ทางสถานีวิทยุกระจายเสียง อ.ส. พระราชวังดุสิตเป็นประจำทุกเช้าวันอาทิตย์  


พลังแห่งพระสุรเสียงที่บรรจุด้วยพลังแห่งความหมายในธรรมนี้ เกิดขึ้นได้ก็เพราะสมเด็จฯ มีพระวิริยะจนเข้าถึงหัวใจแห่งคำสอนของพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง เมื่อถ่ายทอดเป็นธรรมบรรยายสู่ประชาชน ด้วยจิตที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา จึงทำให้คนฟังสามารถฟังธรรมได้อย่างรื่นรมย์ ได้ยินได้ฟังครั้งใดก็เกิดมีแรงยึดเหนี่ยวจิตใจจนเกิดความตั้งมั่น นำไปสู่การยกระดับจิตของตนให้สูงยิ่งๆ ขึ้น

สมเด็จฯ ทรงฉายพระรูปกับพระราชสังวรภิมณฑ์ (หลวงปู่โต๊ะ อินฺทสุวณฺโณ) วัดประดู่ฉิมพลี
สมเด็จฯ ทรงพบปะสนทนาธรรมกับหลวงปู่โต๊ะ ตั้งแต่ยังดำรงสมณศักดิ์ที่พระสาสนโสภณ และยังทรงอาราธนาให้หลวงปู่ไปสอนกรรมฐานบรรยายธรรมเป็นประจำที่วัดบวรนิเวศวิหาร

สมเด็จฯ ทรงร่วมฉันภัตตาหารกับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร
ที่วัดถ้ำขาม อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร เคยมาพักวัดบวรนิเวศวิหารบ่อยครั้งในสมัยสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นเจ้าอาวาส แต่ต่อมาด้วยอายุและสังขารที่ไม่อำนวยต่อการเดินทางไกล จึงไม่มีจังหวะรับนิมนต์จากสมเด็จฯ ให้มาพักที่วัดบวรนิเวศวิหาร


นอกจากนี้ สมเด็จฯ ยังทรงให้ความเคารพต่อพระคัมภีร์และหนังสือธรรมเป็นอย่างมาก โดยจะทรงเก็บรักษาคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาต่างๆ ไว้ ในที่สูงอยู่เสมอ หรือหนังสือธรรมก็จะทรงห้ามวางที่พื้น หากทอดพระเนตรเห็นมีผู้วางหนังสือธรรมะบนพื้นจะตรัสเตือนขึ้นว่า 'นั่นพระธรรม อย่าวางบนพื้น' แล้วทรงให้นำไปวางไว้ในที่สูง เช่น บนโต๊ะ หรือบนพาน


บางคราวมีผู้พูดถึงสมเด็จฯ ในทำนองว่า ทรงเป็นพระอาจารย์ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงทราบก็ทรงแนะว่า ไม่สมควรที่จะพูดเอ่ยอ้างในลักษณะเช่นนั้น เนื่องเพราะว่า 'ใครๆ ก็ไม่ควรที่จะอวดอ้างตนว่าเป็นครูอาจารย์ของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ทุกคนมีหน้าที่ต้องถวายงานสนองพระราชประสงค์เท่านั้น'



แม้กระทั่งในเวลาสอนสมาธิกรรมฐาน พระองค์ก็มิได้ทรงวาง พระองค์ว่าเป็นผู้รู้ หรือแสดงภูมิว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเหนือกว่าใคร แต่มักตรัสสั้นๆ เพียงว่า 'แนะนำในฐานะผู้ร่วมศึกษาปฏิบัติด้วยกัน' นับว่าทรงยึดถือคุณธรรมในข้อความอ่อนน้อมอย่างเห็นได้เด่นชัด อีกทั้งยังทรงเป็นพระเถระผู้สงบเสงี่ยมที่ตั้งมั่นอยู่ในความถ่อมพระองค์มาโดยตลอด


สมเด็จฯ ทรงเป็นพระมหาเถระไทยรูปแรกที่ได้ดำเนินงานพระธรรมทูตในต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ในระยะเริ่มต้นของการฝึกอบรมพระธรรมทูตนั้น สมเด็จฯ ได้ดำเนินการอย่างเข้มงวดกวดขัน ท่านทำหลักสูตรและสอนด้วยตนเอง มีการอบรมธรรมะเป็นภาษาอังกฤษ

เปิดสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศรุ่นแรก พ.ศ. 2509
มีบางครั้งไปอบรมพระธรรมทูตที่สวนโมกข์ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี สมเด็จฯ เดินเท้าไปจากสถานีรถไฟไชยาไปถึงสวนโมกข์


ท่านและท่านพุทธทาสภิกขุใช้วิธีการฝึกฝนบรรดาพระภิกษุตามธรรมเนียมดั้งเดิมแบบยุคพุทธกาล กระทั่งว่าเมื่อบิณฑบาตกลับมาแล้วให้พระสงฆ์ฉันภัตตาหารอยู่ตามโคนไม้ เมื่อถึงเวลาอนุโมทนา ท่านก็จะไม่ให้สวดมนต์เช่นที่เคยทำกันมา แต่จะใช้วิธีเรียกภิกษุรูปใดรูปหนึ่งขึ้นมาแล้วให้เทศน์แทน โดยกำหนดว่าเมื่อเรียกรูปไหนก็ต้องเทศน์ได้ทุกรูป เพื่อฝึกฝนความพร้อมในการเป็นพระธรรมทูต



สมเด็จฯ ทรงเจริญศาสนไมตรีกับองค์ทะไลลามะ กระทั่งเป็นที่ทรงคุ้นเคยและได้วิสาสะกันหลายครั้ง จากการที่องค์ทะไลลามะ ประมุขแห่งศาสนจักรทิเบต ได้เสด็จเยือนราชอาณาจักรไทยหลายครั้ง และทุกครั้ง จะต้องเสด็จเยือนวัดบวรนิเวศวิหาร และทรงพบปะสนทนากับสมเด็จฯ ด้วย จึงทรงคุ้นเคยกับสมเด็จฯ เป็นอย่างดี 


คำแรกที่องค์ทะไลลามะตรัสทักทายสมเด็จฯ เมื่อทรงพบกันในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ก็คือ 'พี่ชายคนโตของข้าพเจ้า' อันแสดงถึงความเคารพนับถือว่าทรงมีต่อกันเพียงไร

สมเด็จฯ ทรงพบปะสนทนากับนายเจียงเจ๋อหมิน ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
พ.ศ. 2536 รัฐบาลของสาธารณรัฐประชาชนจีนได้กราบทูลอาราธนาสมเด็จฯ เสด็จเยือนอย่างเป็นทางการ นับเป็นประมุขแห่งศาสนจักรพระองค์แรกที่รัฐบาลจีนกราบทูลอาราธนาให้เสด็จเยือนจีนอย่างเป็นทางการ 
 

ในการเสด็จเยือนจีนครั้งนั้น ทางการจีนจัดการรับรองสมเด็จฯ ในระดับเดียวกับประมุขของประเทศ เช่นจัดที่ประทับถวาย ณ เรือนรับรองรัฐบาลเตี้ยวอวี่ไถ กรุงปักกิ่ง อันตั้งอยู่ในพระราชอุทยานเดิมสมัยที่จีนยังมีพระจักรพรรดิ เรือนรับรองแห่งนี้ตามปกติแล้วจะใช้เป็นที่พำนักของประมุขประเทศต่าง ๆ ผู้นำรัฐบาล หรือแขกผู้มีเกียรติระดับสูงที่เดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน


พระภิกษุผู้ตามเสด็จครั้งนั้นยังจำได้ดีว่า แม้ห้องบรรทมที่ทางการจีนจัดเตรียมไว้รับรองนั้นหรูหราราวกับห้องบรรทมของฮ่องเต้ ทว่าสมเด็จฯ ก็ทรงเลือกที่จะปูผ้าอาบนํ้าฝนบนพื้นพรมแล้วบรรทมตามวิสัยของสมณะ ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่าทรงมีสมณสัญญาและทรงระลึกถึงสมณสารูปอยู่เสมอ

พระอานันทไมตรีมหาเถระ แห่งศรีลังกา
เข้าเฝ้าในโอกาสมาเยือนประเทศไทย
พระสงฆ์จากเขมร ศรีลังกา เข้าเฝ้าถวายสักการะ
คณะสงฆ์จากเกาหลี เข้าเฝ้าถวายสักการะ
เอกอัครสมณทูตวาติกันประจำประเทศไทย
เข้าเฝ้าถวายสักการะ
รับเสด็จสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งเบลเยี่ยม
ณ วัดบวรนิเวศวิหาร
สมเด็จฯ ทรงเป็นที่เคารพสักการะตลอดไปถึงพุทธศาสนิกชนในนานาประเทศ ด้วยเหตุนี้ ทางรัฐบาลสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา จึงได้ทูลถวายตำแหน่ง 'อภิธชมหารัฐคุรุ' อันเป็นสมณศักดิ์สูงสุดแห่งคณะสงฆ์เมียนมา


และที่ประชุมผู้นำสูงสุดแห่งพุทธศาสนาโลก เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๕ ได้ทูลถวายตำแหน่ง 'ผู้นำสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนาโลก'


ความหมายของตราฉลองพระชันษา 100 ปี

อักษรพระนาม ญสส ย่อมาจาก สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
อักษร ญ สีฟ้า (ผงคราม) หมายถึงวันประสูติ คือวันศุกร์
อักษร ส สีขาว หมายความว่า ทรงบริสุทธิ์วิเศษ เป็นศรีศุภมงคลในพระบวรพุทธศาสนา
อักษร ส สีเหลือง หมายความว่า ทรงเป็นสกลมหาสังฆปริณายก องค์ประมุขแห่งคณะสงฆ์
อักษรพระนาม ญสส อยู่ภายใต้เศวตฉัตร 3 ชั้น อันเป็นเครื่องยศสมณศักดิ์สำหรับสมเด็จพระสังฆราช
รูปอักษรพระนามและฉัตรอยู่ภายในมณฑลประภา คือรัศมีพระเจ้า 
หมายความว่าทรงเป็นผู้ปราศจากมลทิน อันสืบวงศ์ของพระชินสีห์บรมศาสดา
มีรูปช้างไอยราวัตชูครอบรัศมีมณฑลอยู่ หมายถึงทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และหมายถึงทรงอุบัติในสกุล คชวัตร
ใต้รูปช้างไอยราวัต มีเลขมหามงคล 100 หมายถึงทรงเจริญพระชันษา
ยืนยาวนานกว่าสมเด็จพระสังฆราชองค์อื่นใดในอดีตที่ผ่านมา
ด้านล่างสุด ผูกเป็นแพรแถบสีหงชาด (ชมพู) ขอบขลิบทอง ปลายทั้งสองเป็นช่อกระหนก 
มีข้อความอักษรสีทองว่า การฉลองพระชันษา 3 ตุลาคม 2556
ปลายแพรแถบข้างขวาของตราสัญญลักษณ์ เขียน 2456 เป็นปี พ.ศ. ประสูติ
แถบข้างซ้ายเขียนปีที่ฉลองพระชันษาครบ 100 ปี พ.ศ. 2556

ภาพมหามงคล - สมเด็จพระสังฆราช 5 พระองค์ ต่างวาระกัน
บันไดล่างสุด - สมเด็จพระสังฆราช (ปลด กิตฺติโสภโณ)
บันไดถัดขึ้นไป จากขวาไปซ้าย - สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน)
สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ), สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฐายี)
บันไดบนสุด ซ้ายมือสุด - สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน)
ตลอดระยะเวลากว่า 230 ปีของกรุงรัตนโกสินทร์ พระมหากษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ได้ทรงสถาปนาพระมหาเถระผู้ทรงธรรม ทรงวินัย ในตำแหน่งที่สมเด็จพระสังฆราช ต่อเนื่องมาแล้ว 19 พระองค์ พระองค์ที่ 19 ได้แก่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก นับแต่การพระราชพิธีสถาปนา เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2532 จนถึงบัดนี้ พุทธศักราช 2556 รวมเวลาที่ทรงดำรงอยู่ในตำแหน่ง 24 ปี นับว่าทรงดำรงตำแหน่งนี้ยาวนานกว่าสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใดในอดีตที่ผ่านมา และการที่จะทรงเจริญพระชันษา 100 ปี ในศกนี้ จึงทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่มีพระชันษายืนยาวที่สุดเท่าที่มีปรากฏมาในประวัติศาสตร์ของคณะสงฆ์ไทย


'ทีฆายุโก โหตุ สังฆปริณายโก ทีฆายุโก โหตุ สังฆราชา'

อ้างอิง         -  พระประวัติ สมเด็จพระญาณสังวร - www.watbowon.com
                    -  พระเกียรติคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) 
                        วัดบวรนิเวศวิหาร ของ ท่านอาจารย์สุเชาวน์ พลอยชุม
                    -  ตำนานวัดบวรนิเวศวิหาร
                    -  นิทรรศการ พระชันษา 100 ปี สดุดีพระสังฆบิดร

ขอขอบคุณ  ท่านเจ้าของภาพถ่ายในอินเทอร์เน็ตทุกท่าน ที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบเป็นวิทยาทาน