วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2559

ทำอย่างไรดี ..กับมือถือเก่า ไม่ใช้แล้ว ?


ในยุคที่เทคโนโลยีต่าง ๆ เจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว สิ่งหนึ่งซึ่งมิอาจมองข้ามได้คือ "ขยะ" ที่เกิดจากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เพราะขยะเหล่านี้ไม่สามารถย่อยสลายไปตามธรรมชาติได้ และถูกจัดว่าเป็น "ขยะพิษ" จากสารอันตรายที่ปนเปื้อนมากับซากผลิตภัณฑ์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

ซากผลิตภัณฑ์ฯ นอกจากจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว ยังมีสารอันตรายเป็นส่วนประกอบ เช่น ตะกั่ว แคดเมียม สารทนไฟจากโบรมีน ลิเทียม ฯลฯ เมื่อเราทิ้งซากผลิตภัณฑ์ฯ เหล่านี้ไปพร้อมกับขยะทั่วไป สารอันตรายหรือสารพิษต่าง ๆ อาจปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม เข้าสู่ระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหาร ผ่านทางดิน น้ำ และอากาศ ก่อให้เกิดอันตรายต่อคน สัตว์ และพืช รวมทั้งมีความเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพอีกด้วย


โทรศัพท์มือถือ ยิ่งใช้เยอะ ยิ่งกลายเป็นขยะเยอะ เรามารีไซเคิลกันเถอะ ..

โทรศัพท์มือถือกลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับการสื่่อสารในยุคปัจจุบัน คนไทยเกือบทุกคนต่างมีโทรศัพท์มือถือใช้อย่างถ้วนหน้า เพราะราคาที่ถูกลง การส่งเสริมการขายต่าง ๆ และมีการผลิตสินค้ารุ่นใหม่ ๆ อยู่เสมอ จึงทำให้อายุการใช้งานของโทรศัพท์มือถือนั้นสั้นลง แต่สิ่งที่คนมักจะคิดไม่ถึงคือ จำนวนโทรศัพท์มือถือเก่าที่เสียแล้ว หรือไม่ใช้งานแล้ว ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในปี พ.ศ. 2555 ประเทศไทยมียอดขายโทรศัพท์มือถือถึง 15 ล้านเครื่อง และกรมควบคุมมลพิษคาดการณ์ว่า ภายในปี พ.ศ. 2559 ประเทศไทยจะมีซากโทรศัพท์มือถือมากกว่า 11 ล้านเครื่อง





จัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกต้อง ด้วยหลัก 3 R

สิ่งสำคัญที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายจากการใช้และการทิ้งซากผลิตภัณฑ์ฯ เหล่านี้คือ การป้องกันตั้งแต่ต้นทาง และการจัดการซากที่เกิดขึ้น สามารถทำได้ด้วยหลัก 3 R

-  ใช้เท่าที่จำเป็น (REDUCE)

ลดการใช้ของอย่างฟุ่มเฟือย ใช้เท่าที่จำเป็น เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และมีอายุการใช้งานนาน มีฉลากรับรอง เช่น มอก. ฉลากเขียว ฉลากที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศ และสามารถนำมารีไซเคิลได้

-  ใช้ซ้ำให้คุ้มค่า (REUSE)

ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างรู้คุณค่า ยืดอายุการใช้งาน โดยใช้อย่างระมัดระวัง และดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพปกติ หากเสียควรนำไปซ่อม หรือให้ผู้อื่นนำไปใช้ต่อ เพื่อลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัด

-  แปรรูปเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ (RECYCLE)

นำวัสดุต่าง ๆ ที่ไม่ใช้แล้ว มาแปรรูปโดยวิธีต่าง ๆ เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ ช่วยลดการใช้ทรัพยากรในการผลิตสินค้าใหม่ สิ่งที่ควรคำนึงถึงคือ ความสามารถในการจัดการ หรือรีไซเคิลอย่างถูกต้อง และปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ซากผลิตภัณฑ์ฯ ที่มีผู้รับซื้อคืน ควรขายให้เฉพาะผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนและได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหากเป็นซากผลิตภัณฑ์ฯ ที่ไม่มีการรับซื้อคืน ควรแยกทิ้งจากขยะทั่วไป เพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ นำไปกำจัดหรือรีไซเคิลอย่างถูกต้องต่อไป




ทำอย่างไรดี กับมือถือเครื่องเก่าที่เสียแล้ว หรือไม่ใช้แล้ว ?

"โครงการจุฬาฯ รักษ์โลก" ขอเชิญชวนทุกท่าน นำโทรศัพท์มือถือเก่า แบตเตอรี่เก่า และอุปกรณ์เสริมที่ไม่ใช้แล้ว เช่น สายชาร์จ หูฟัง มาบริจาคกับโครงการฯ ที่กล่องรับบริจาค (กล่องรีไซเคิล) หรือจัดส่งทางไปรษณีย์ เพื่อนำไปรีไซเคิลอย่างถูกวิธีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 



อ้างอิง  -   เอกสารประชาสัมพันธ์ โครงการจุฬาฯ รักษ์โลก
                www.facebook.com/ChulaLovestheEarth

วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2559

หลวงปู่กลั่น วัดพระญาติ .. อมตะเถระเมืองกรุงเก่า


หากกล่าวถึงพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เชื่อว่าหลายท่านต้องนึกถึง พระอุปัชฌาย์กลั่น ธมฺมโชติ แห่งวัดพระญาติการาม หรือที่เรียกกันติดปากด้วยความเคารพว่า หลวงปู่กลั่น วัดพระญาติ

ถึงแม้ว่าหลวงปู่กลั่นจะมรณภาพไปนานแล้ว แต่ศรัทธาที่ชาวบ้านมีต่อหลวงปู่ก็มิได้เสื่อมคลาย ความศักดิ์สิทธิ์ของท่านยังคงเป็นที่กล่าวขานและเป็นที่พึ่งพิงของผู้ประสบทุกข์ร้อนตราบเท่าทุกวันนี้ แม้วัดพระญาติเอง ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องและเจริญรุ่งเรืองดังที่ปรากฏในปัจจุบัน ก็ด้วยบารมีของหลวงปู่กลั่นโดยแท้

หลวงปู่กลั่น เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2390 ที่บ้านอรัญญิก เป็นชาวกรุงเก่าโดยกำเนิด  ท่านมีอุปนิสัยใจคอห้าวหาญ รักพวกพ้อง มีฝีมือด้านหมัดมวยและกระบี่กระบอง และสนใจวิชาอาคม  ก่อนที่ท่านจะอุปสมบท ท่านใช้ชีวิตแบบนักเลงซึ่งแสดงออกไปในทางกล้าหาญและเป็นผู้นำ ไปไหนมาไหนมีพรรคพวกห้อมล้อมติดตาม แม้นักเลงต่างถิ่นก็ยังให้ความยอมรับนับถือ

หลวงปู่กลั่น อุปสมบทเมื่ออายุได้ 27 ปี ที่วัดประดู่ทรงธรรม ได้รับฉายาในทางธรรมว่า "ธมฺมโชติ" แปลว่า ผู้เจริญรุ่งเรืองในธรรม

รูปหล่อ หลวงพ่อรอด (เสือ)
ประดิษฐานภายในพระอุโบสถ วัดประดู่ทรงธรรม พระนครศรีอยุธยา
วัดประดู่ทรงธรรมเป็นวัดเก่าแก่ มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ภายหลังเสียกรุงฯ วัดถูกทิ้งร้างอยู่ระยะหนึ่ง และได้รับการบูรณะฟื้นฟูให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งในสมัยหลวงพ่อรอด (เสือ) เป็นแหล่งรวมพุทธศาสตร์และศิลปศาสตร์หลายแขนง ทั้งตำราพิชัยสงคราม เพลงมวย กระบี่กระบอง ตำรายาสมุนไพร เวทย์มนต์คาถา ฯลฯ  มีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังจำนวนไม่น้อย ได้รับการประสิทธิ์ประสาทวิชาจากสำนักวัดประดู่ทรงธรรมแห่งนี้ อาทิ หลวงพ่อกี๋ วัดหูช้าง หลวงปู่เทียม วัดกษัตราธิราชวรวิหาร หลวงปู่ดู่ วัดสะแก ฯลฯ

ระหว่างจำพรรษาที่วัดประดู่ทรงธรรม หลวงปู่กลั่นได้ศึกษาพระปริยัติธรรมและสรรพวิชาต่าง ๆ จากนั้นจึงออกธุดงค์ และย้ายไปจำพรรษาที่วัดพระญาติในกาลต่อมา

หลวงปู่กลั่นเป็นที่เคารพรักของชาวบ้านด้วยท่านมีจิตใจเมตตาโอบอ้อมอารี การเดินธุดงค์ในป่าทำให้ท่านมีความเชี่ยวชาญในเรื่องสมุนไพรและการแพทย์แผนโบราณ ช่วยสงเคราะห์ชาวบ้านชาวป่าที่เจ็บป่วยมาโดยตลอด

รูปหมู่ ถ่ายที่วัดสะแก อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา
แถวนั่ง-กลาง คือ หลวงปู่กลั่น ธมฺมโชติ
หลวงปู่กลั่นมีพลังอำนาจจิตสูงมาก ครั้งหนึ่งหลวงปู่ไปนมัสการพระเจดีย์ในเมืองพม่า ท่านพร้อมด้วยคณะสงฆ์รอนแรมไปจนถึงแม่น้ำสะโตงที่กว้างใหญ่ จะหาเรือแพข้ามฟากก็ไม่มี หลวงปู่ท่านจึงหาทางข้ามด้วยตนเอง  วิธีข้ามแม่น้ำสะโตงของท่านคือ ให้พระภิกษุที่ร่วมธุดงค์มาด้วยกันเอาผ้าผูกตา แล้วเกาะจีวรตามท่านเป็นแถวเรียงหนึ่ง ห้ามมิให้พูดจากัน ต่อเมื่อท่านบอกให้เอาผ้าออกเมื่อใด จึงค่อยเอาออก ครั้นสั่งการเป็นที่เรียบร้อย หลวงปู่กลั่นก็ก้าวเท้าเดินนำหน้าลงชายฝั่งแม่น้ำสะโตง แล้วเดินข้ามน้ำอยู่พักหนึ่ง ก็ถึงชายฝั่งฟากตรงข้าม โดยไม่มีจีวรของพระรูปใดเปียกน้ำเลย

มีอยู่คราวหนึ่ง หลวงปู่กลั่นไปนั่งเป็นอุปัชฌาย์ที่บ้านคานหาม ไกลจากวัดประมาณสี่กิโลเมตร สมัยนั้นยังไม่มีรถเรือพอจะอำนวยความสะดวกเหมือนในปัจจุบัน พระที่ไปด้วยเร่งให้ท่านรีบไปเพราะจวนเวลา แต่หลวงปู่บอกให้พระล่วงหน้าไปก่อนแล้วท่านจะตามไป พอพระทั้งหลายไปถึงวัด ก็เห็นหลวงปู่กลั่นนั่งรออยู่แล้ว


เรื่องที่เล่าขานกันมากอีกเรื่องหนึ่งคือ มีชายชาวจีนผู้หนึ่งมาขอน้ำมนต์ โดยนำไหใส่น้ำตั้งไว้ใกล้ ๆ ตัว รอจังหวะยื่นให้หลวงปู่เพื่อให้ท่านช่วยทำน้ำมนต์  หลวงปู่มิได้รับไห แต่กลับบอกกับชายจีนผู้นั้นว่า น้ำมนต์ทำให้แล้ว อยู่ในไห ชายจีนผู้นั้นก็ประหลาดใจด้วยหลวงปู่ยังมิได้เป่าคาถาหรือจุดเทียนหยดลงในน้ำเลย ชายจีนผู้นั้นจึงบอกลาพร้อมกับนึกตำหนิหลวงปู่ในใจที่ไม่ยอมทำน้ำมนต์ให้ ระหว่างทางกลับบ้าน จึงเทน้ำจากไหทิ้ง ปรากฏว่าน้ำที่ใส่อยู่ในไหไม่ยอมไหลออกจากไห หลังจากหายตกตะลึง ชายจีนผู้นั้นรีบกลับไปที่วัดอีกครั้งพร้อมกับกราบขอขมาที่ล่วงเกินหลวงปู่

ภาพถ่ายหลวงปู่กลั่น ธมฺมโชติ
ใช้เป็นต้นแบบในการจัดสร้างเหรียญรุ่นแรก พ.ศ. 2469
เวลาพระท่านออกบิณฑบาต หากต้องการจะสังเกตว่าเรือลำไหนเป็นเรือของหลวงปู่กลั่น ก็ให้สังเกตเรือลำที่มีอีกาเป็นสิบ ๆ ตัวบินจับจนตัวเรือดำมืด  ขณะที่ชาวบ้านถวายอาหารแก่หลวงปู่ อีกาทั้งฝูงจะบินวนรอบ ๆ ลำเรือ ไม่ไปไหน พอเขาตักบาตรเสร็จ อีกาก็จะบินกลับมาเกาะลำเรือเหมือนเดิม แต่ไม่แตะต้องจิกกินอาหารบิณฑบาตแม้ว่าจะเปิดฝาสำรับไว้ จนกว่าจะกลับถึงวัดและหลวงปู่ท่านจัดแบ่งให้

ก่อนฉัน หลวงปู่จะจัดแบ่งอาหารส่วนหนึ่งให้อีกาโดยมีอีกานับร้อยตัวเกาะอยู่ตามระเบียงและรายล้อมใกล้ ๆ ภาชนะใส่อาหาร แต่จะไม่มีอีกาตัวใดเข้ามาจิกกินอาหาร รอจนกระทั่งหลวงปู่กลั่นเริ่มฉันอาหารคำแรก อีกาทั้งฝูงจึงกรูกันเข้าจิกกินอาหารในภาชนะที่หลวงปู่จัดแบ่งไว้ให้ บางครั้งอีกาทะเลาะจิกตีกัน หลวงปู่จะดุเบา ๆ อีกาเหล่านั้นก็จะเงียบเสียงลงและแยกย้ายกันกินอาหารอย่างสงบเหมือนเดิม

พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
"เสด็จเตี่ย" ของทหารเรือ และ "หมอพร" ของชาวบ้าน
พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ให้ความเคารพนับถือหลวงปู่กลั่นเป็นพระอาจารย์ของท่านองค์หนึ่ง มูลเหตุที่ทำให้พระองค์เดินทางไปกราบหลวงปู่ที่วัดพระญาติก็เนื่องมาจากว่า เย็นวันหนึ่ง ทอดพระเนตรเห็นทหารเรือสองนายทะเลาะวิวาทกันถึงขั้นลงมือลงไม้ ทหารเรือที่ตัวเล็กกว่า ถูกคนตัวโตฟาดด้วยท่อนไม้จนล้มคว่ำ แต่กลับลุกขึ้นมาได้และตอบโต้คนที่ตัวโตกว่าจนเกือบเสียท่า เมื่อนำตัวมาสอบ ไม่ปรากฏว่ามีบาดแผลแต่อย่างใด คงมีแต่รอยฟกช้ำบวม สอบถามได้ความว่าเป็นศิษย์ของหลวงพ่อวัดพระญาติ เมืองกรุงเก่า

ด้วยความสนพระทัย กรมหลวงชุมพรฯ จึงได้นัดหมายเดินทางไปวัดพระญาติโดยมีทหารเรือร่างเล็กเป็นผู้นำทาง เมื่อเรือพระประเทียบลอยลำอยู่ใกล้ศาลาท่าน้ำวัดพระญาติ ทอดพระเนตรเห็นพระภิกษุรูปหนึ่งกำลังสรงน้ำอยู่หน้าวัด เมื่อขึ้นมายืนบนไม้กระดาน มีปลาปักเป้าติดอยู่ที่หน้าแข้งของท่านหลายตัว ท่านก็ก้มตัวลงปลดปลาปักเป้าออกจากหน้าแข้งโยนกลับลงน้ำ ปากก็บ่นรำคาญ


ปลาปักเป้ามีฟันที่แหลมคม เมื่อกัดลงบริเวณใด เนื้อบริเวณนั้นก็อาจจะหลุดติดมาด้วย เป็นที่หวาดกลัวของคนที่ลงเล่นน้ำ แต่หลวงปู่กลั่นท่านคงกระพัน ฟันอันแหลมคมของปลาปักเป้าจึงทำอะไรท่านไม่ได้ กรมหลวงชุมพรฯ เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวโดยตลอด คิดอยู่ในใจว่า การเสด็จมาวัดครั้งนี้ไม่ผิดหวังแน่ จึงเสด็จขึ้นจากเรือ ไปกราบนมัสการหลวงปู่กลั่นที่กุฏิและขอเรียนวิชา การพบกันในครั้งนั้น หลวงปู่กลั่นได้แนะนำให้กรมหลวงชุมพรฯ หาโอกาสไปกราบ หลวงปู่ศุขที่วัดมะขามเฒ่า เมืองชัยนาท อีกด้วย


พระครูวิมลคุณากร (หลวงปู่ศุข เกสโร)
วัดปากคลองมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท
หลวงปู่กลั่น มรณภาพเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2477 สิริอายุได้ 87 ปี 60 พรรษา

ในวันที่ท่านมรณภาพ ได้เกิดเหตุอัศจรรย์ มีอีกานับพันตัวบินวนเวียนอยู่เหนือบริเวณวัด ส่งเสียงร้องระเบ็งเซ็งแซ่ได้ยินไปไกล กระทั่งหลวงปู่กลั่นสิ้นลม จึงทยอยบินจากไป หลังจากงานฌาปนกิจเสร็จสิ้นและมีการทำบุญอัฐิ อีกาเหล่านั้นได้กลับมาบินวนเวียนอยู่เหนือเชิงตะกอน และบินจากไปโดยไม่กลับมาที่วัดพระญาติอีกเลย

เหรียญหลวงปู่กลั่น พิมพ์ขอเบ็ด รุ่นแรก พ.ศ. 2469
(ภาพจาก facebook วัดพระญาติการาม)
เหรียญหลวงปู่กลั่น สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2469 เพื่อนำปัจจัยไปบูรณะปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ พระครูศีลกิตติคุณ (หลวงปู่อั้น คนฺธาโร) ศิษย์ผู้ใกล้ชิดหลวงปู่กลั่นเป็นผู้ดำเนินการจัดสร้างและนำมาให้หลวงปู่กลั่นปลุกเสก

พระครูศีลกิตติคุณ (หลวงปู่อั้น คนฺธาโร)
เจ้าอาวาส วัดพระญาติการาม ต่อจากหลวงปู่กลั่น
เหรียญรุ่นแรกที่สร้างขึ้นในคราวนั้น นักนิยมพระเครื่องเรียกว่า "พิมพ์ขอเบ็ด" เนื่องจากปลายยันต์ด้านหลังเหรียญมีลักษณะตวัดโค้งงอคล้ายเบ็ดตกปลา จำนวนการสร้าง มีเหรียญเงินองค์ทอง หรือเหรียญเงินหน้าทองคำ 12 เหรียญ ทำบุญเหรียญละ 15 บาท เหรียญเงินองค์นากหรือเหรียญเงินหน้านาก จำนวน 25 เหรียญ ทำบุญเหรียญละ 10 บาท เหรียญเนื้อเงินล้วน 100 เหรียญ ทำบุญเหรียญละ 5 บาท และเหรียญเนื้อทองแดง ทั้งกะไหล่ทองและไม่กะไหล่ รวม 3,000 เหรียญ ทำบุญเหรียญละ 1 บาท

เหรียญรุ่นแรกปี พ.ศ. 2469 นี้ วงการพระเครื่องยกย่องให้เป็นหนึ่งในเบญจภาคีเหรียญ เป็นเหรียญเก่าที่หายากมาก และมีราคาเช่าหาสูงที่สุดเหรียญหนึ่งของประเทศไทย


ขอขอบคุณ  ท่านเจ้าของภาพถ่ายในอินเทอร์เน็ตทุกท่าน ที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบเป็นวิทยาทาน

วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

'แขกพิเศษ' ของพระอริยเจ้า



พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่สายวัดป่า เคยปรารภให้ศิษยานุศิษย์ผู้ใกล้ชิดฟังว่า สถานที่บางแห่งที่ท่านไปพำนักอยู่ แม้อยู่ในป่าเขาลึก ๆ ก็ตาม จะมีเทวดาพากันมาฟังธรรม ส่วนมากจะมากันตอนดึกสงัด โดยท่านจะทราบล่วงหน้าก่อนแล้วทุกครั้ง บางคืนจึงจำเป็นต้องงดการประชุมอบรมพระเณร เพื่อเข้าสมาธิภาวนา แสดงธรรมให้เหล่าเทวดาฟัง

เมื่อเหล่าทวยเทพมาถึง จะทำประทักษิณสามรอบโดยพร้อมเพรียง แล้วนั่งกันเป็นระเบียบเรียบร้อย ผู้เป็นหัวหน้าจะกล่าวแนะนำตนและหมู่คณะว่ามาจากที่แห่งใด ประสงค์จะฟังหัวข้อธรรมเรื่องใดบ้าง  ท่านพระอาจารย์มั่นจะส่งกระแสจิตออกทักทายพอสมควร จากนั้นจึงกำหนดจิต ให้ข้อธรรมที่ควรแสดงผุดขึ้นมา แล้วเริ่มแสดงธรรมให้ฟังจนเข้าใจ จบแล้ว เหล่าทวยเทพก็พร้อมกันสาธุการ ทำประทักษิณสามรอบ แล้วกราบลากลับ พอออกพ้นเขตวัดหรือสถานที่ ๆ ท่านพำนัก ก็พากันเหาะขึ้นสู่อากาศ คล้ายปุยนุ่นที่ปลิวขึ้นสู่ท้องฟ้า

บางคืน เทวดาพากันมาหลายคณะ ทั้งจากเบื้องบนและเบื้องล่าง พญานาคก็มี มาเยี่ยมท่านในเวลาเดียวกัน ท่านต้องย่นเวลา โดยแสดงธรรมให้ฟังพอสังเขป และแก้ปัญหาให้เท่าที่จำเป็น เมื่อคณะที่มาถึงก่อนลากลับ คณะที่มาทีหลังซึ่งรออยู่ห่าง ๆ พอไม่ให้เสียมารยาทก็ทยอยกันเข้ามา ท่านก็แสดงธรรมให้ฟังให้พอเหมาะกับจริตนิสัยและภูมิของเทวดานั้น ๆ หรือตามแต่ผู้เป็นหัวหน้าคณะจะแสดงความประสงค์ว่าต้องการฟังธรรมในหัวข้อใด

ท่านพระอาจารย์มั่นกล่าวว่า การแสดงธรรมให้เทวดาฟัง ต่างกับการแสดงธรรมให้มนุษย์ฟังอยู่มาก  เทวดาไม่ว่าเบื้องบนหรือเบื้องล่าง สามารถเข้าใจข้อธรรมที่บรรยายได้เร็วกว่ามนุษย์หลายเท่า เมื่อแสดงธรรมจบ เสียงสาธุการสามครั้งสะเทือนโลกธาตุ  ขณะที่มาถึง ขณะนั่งฟังธรรม กระทั่งขณะที่จากไป ก็ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามตลอดสาย และมีความเคารพนอบน้อมอย่างยิ่ง

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
วัดป่าสัมมานุสรณ์ อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย
ในบรรดาศิษย์อาวุโสของท่านพระอาจารย์มั่น กล่าวได้ว่า หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เป็นพระอภิญญาที่มีฤทธิ์มากองค์หนึ่ง มีประสบการณ์เกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ สามารถรู้เห็นและติดต่อกับสิ่งลี้ลับต่างภพภูมิที่มาขอสร้างบุญสร้างกุศลกับท่าน หรือขอให้ท่านเทศน์โปรด

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ได้เล่าเรื่องราวเมื่อครั้งที่ไปบำเพ็ญภาวนาอยู่ที่ ถ้ำดอกคำ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ กับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต  ว่า พระเณรจะนอนแต่หัวค่ำ พอตกดึก ก็ลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตา ไหว้พระสวดมนต์และนั่งภาวนา  เวลาดึก ๆ เทวดาจะมาเยี่ยมฟังธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่นอยู่เสมอ  ในเวลาที่คนเรานอนหลับ สติไม่ค่อยมี ท่าทางการนอนก็ดูไม่สวยงาม เทวดาผ่านไปมา เห็นเข้าแล้วไม่เกิดศรัทธาและอาจตำหนิเอาได้

ที่ถ้ำดอกคำแห่งนี้ เทวดาพากันมาขอให้ท่านพระอาจารย์มั่นแสดงธรรมให้ฟังอยู่มิได้ขาด มากันทุกคืน คราวละจำนวนมาก ๆ  เวลาที่พวกเทวดามา ทั่วบริเวณถ้ำดอกคำจะสว่างไสวราวกับจุดเทียนไขเป็นหมื่นเป็นแสนเล่มไว้รอบบริเวณ    

การแต่งกายของเทวดาที่พากันมาฟังธรรมนั้น เขาจะไม่ประดับเพชรนิลจินดา ถ้าผู้ที่เป็นหัวหน้าใส่ชุดขาว บริวารก็จะใส่ชุดขาวเหมือนกัน ถ้าเป็นสีแดง ก็จะใส่สีแดงมาเหมือนกัน


ท้าวจตุโลกบาล หรือท้าวมหาราชผู้รักษาโลกทั้งสี่ทิศ ก็เคยมาขอฟังธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น พากันมาจากเขาจุมพต เทวดาที่มากันในครั้งนั้นมีจำนวนมากเป็นพิเศษ เป็นแสน ๆ องค์ เต็มผืนดินผืนฟ้าไปหมด มาขอให้ท่านอาจารย์มั่นแสดงพระธรรมเทศนาเรื่อง "นะรักกันตัง" 

หลวงปู่ชอบได้กราบเรียนถามท่านพระอาจารย์มั่นในเรื่อง "นะรักกันตัง" ว่ากล่าวถึงอะไร ท่านบอกว่าเป็นเรื่องที่กล่าวถึงกุศลมูล อกุศลมูล เกี่ยวกับนรกสวรรค์ จัดเป็นเรื่องเฉพาะ ไม่มีการกล่าวถึงโดยทั่วไป

หลวงปู่ชอบเล่าว่า ช่วงที่ท่านพำนักอยู่ที่ถ้ำดอกคำนี้ มีเทวดามากจริง ๆ ที่ไหน ๆ ที่ไปมา ก็ไม่เคยเห็นเทวดามาเยี่ยมฟังธรรมมากเท่ากับอยู่ที่ถ้ำดอกคำนี้ และที่ถ้ำดอกคำแห่งนี้ ก็เป็นสถานที่ที่ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต บรรลุธรรมขั้นสูงสุดอีกด้วย

หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี
หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เล่าว่า เวลาฟังท่านพระอาจารย์มั่นสนทนากับหลวงปู่ชอบ เกี่ยวกับเรื่องกายทิพย์ เรื่องเทวดา ภูติผีทั้งหลายที่มาขอพึ่งบารมี มาฟังธรรมและถามปัญหาธรรม บรรดาพระเณรที่ฟังอยู่ด้วยกัน ต่างรู้สึกเพลิดเพลิน ตื่นตาตื่นใจ ไม่อยากให้การสนทนาจบลงเลย ท่านทั้งสององค์พูดสอดคล้องกัน เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ราวกับอยู่ในเหตุการณ์ด้วยกัน

กล่าวถึงหลวงปู่ชอบ ท่านเองก็มีเทวดามาเยี่ยมเพื่อขอฟังธรรมอยู่เสมอ ๆ ในระหว่างที่ท่านธุดงค์อยู่ในป่าลึก จะมีพวกกายทิพย์เข้ามานิมนต์ให้อยู่โปรดพวกเขา

เมื่อครั้งที่หลวงปู่ชอบ ออกธุดงค์สมัยแรก ๆ เรื่องราวความมหัศจรรย์ต่าง ๆ เกี่ยวกับท่านยังไม่เป็นที่เปิดเผย คงทราบกันเฉพาะในหมู่เพื่อนพระที่ออกธุดงค์ด้วยกัน เช่น หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจินโณ เป็นต้น  มาในระยะหลัง เมื่อหลวงปู่ท่านยอมให้ศิษย์ติดตาม จึงเปิดโอกาสให้ได้รู้ได้เห็นมากขึ้น


ครั้งหนึ่ง ราวปี พ.ศ. 2490 หลวงปู่ชอบไปวิเวกที่ปางยางหนาด อยู่ห่างจากภูผาแด่นไปทางทิศตะวันตกราว 3 กิโลเมตร มีสามเณรชื่อเลื่อนกับผ้าขาวชื่อสมผล ติดตามไปด้วย  ที่ปางยางหนาดนั้น หลวงปู่ชอบไม่ค่อยได้ออกบิณฑบาต ท่านอดอาหารติดต่อกันครั้งละ 7 วันบ้าง 15 วันบ้าง สามเณรและผ้าขาวจึงต้องออกหาอาหารกินเอง

คืนหนึ่ง สามเณรกับผ้าขาวมองเห็นกุฏิของหลวงปู่ชอบมีแสงสว่างแดงจ้าไปทั้งกุฏิ ก็ตกใจนึกว่าเกิดเพลิงไหม้ พากันวิ่งไปดู เมื่อไปถึงกุฏิ กลับมีแต่ความมืด ไม่เห็นแสงอะไร แต่พอกลับออกมา ก็เห็นแสงสว่างจ้าขึ้นอีก วิ่งกลับไปกลับมาอยู่หลายเที่ยว จะว่าตาฝาดก็เห็นเหมือนกันทั้งคู่

วันรุ่งขึ้น เมื่อมีโอกาสจึงได้กราบเรียนถามหลวงปู่ชอบว่าเกิดอะไรขึ้น หลวงปู่บอกว่า "เมื่อคืนมีเทวดามาเต็มไปหมด มาขอฟังเทศน์" หลวงปู่บอกต่อว่า "เฮาเทศน์เรื่องพระไตรสรณาคมน์ให้ฟัง"

พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ
วัดเจติยาคีรีวิหาร (ภูทอก)  บึงกาฬ
เมื่อครั้งที่หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เดินทางไปเยี่ยมพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ที่วัดเจติยาคีรีวิหาร หรือ ภูทอก ในปี พ.ศ. 2517 ท่านพระอาจารย์จวนได้จัดที่พักถวายหลวงปู่ชอบ เป็นเงื้อมถ้ำอยู่ด้านล่างของภูทอก 

ท่านครูบาดม พระอุปัฏฐากของหลวงปู่ชอบในขณะนั้นเล่าว่า รู้สึกตัวตื่นขึ้นมากลางดึก ต้องประหลาดใจมากที่เห็นบริเวณรอบ ๆ เงื้อมถ้ำมีแสงสว่างไปทั่ว เหมือนใครมาจุดตะเกียงเจ้าพายุที่มีความสว่างมากในที่นั้น และศูนย์กลางของแสงสว่างอยู่ตรงกลดของหลวงปู่ชอบ แสงมีความสว่างไสวจนสามารถมองทะลุเข้าไปในมุ้งกลด เห็นหลวงปู่นั่งอยู่ภายในอย่างชัดเจน

ครูบาดมเก็บความประหลาดใจไม่ไหว จึงค่อย ๆ คลานไปหาหลวงปู่ซามา อจุตฺโต (วัดป่าอัมพวัน จังหวัดเลย) ซึ่งร่วมคณะไปด้วย ก็พบว่าหลวงปู่ซามากำลังเฝ้าดูเหตุการณ์ประหลาดอยู่แล้ว และเห็นทุกอย่างเช่นเดียวกับที่ครูบาดมเห็น

ทั้งหลวงปู่ซามาและครูบาดม จึงพากันคลานเข้าไปใกล้ ๆ เพื่อดูให้แน่ใจ ปรากฏว่า ยิ่งเข้าไปใกล้มุ้งกลดของหลวงปู่ แสงสว่างกลับค่อย ๆ หรี่ลง เมื่อเข้าไปถึงกลดของหลวงปู่ชอบ ความสว่างก็หายไป เมื่อเลิกมุ้งกลดขึ้นดู ก็เห็นหลวงปู่ชอบท่านนอนหลับนิ่งอยู่ ทั้งสององค์จึงปิดมุ้งกลดแล้วคลานกลับที่เดิม เมื่อห่างออกไปประมาณ 2 เมตร แสงก็กลับสว่างขึ้นอีก ยิ่งถอยห่างออกไป แสงก็ยิ่งเพิ่มความสว่างนวลมากขึ้น และเห็นหลวงปู่ชอบนั่งยิ้มอยู่ภายในมุ้งกลดอย่างชัดเจน

หลวงปู่ซามาและครูบาดม จึงคลานกลับไปที่กลดของหลวงปู่ชอบเป็นคำรบสองด้วยความสงสัย ก็ปรากฏเหตุการณ์ประหลาดเหมือนเดิม คือ ความสว่างค่อย ๆ หรี่ลงเรื่อย ๆ และเมื่อเลิกมุ้งกลดขึ้นดู ก็ยังคงเห็นหลวงปู่ชอบนอนหลับอยู่ในท่าเดิม ท่านหายใจแรงและมีเสียงกรนแผ่ว ๆ พอบอกให้รู้ว่ากำลังหลับลึก

หลวงปู่ซามาจึงชวนครูบาดมคลานถอยห่างออกไป ด้วยเชื่อว่า หลวงปู่ชอบกำลังแสดงธรรมโปรดเทวดาที่ภูทอกอยู่ ไม่สมควรไปรบกวนท่านขณะแสดงธรรม


หลวงปู่ชอบกล่าวว่า เทวดาทั้งหลายก็เคยเป็นมนุษย์มาก่อน มีจิตฝักใฝ่ในบุญกุศล พอตายจากโลกนี้ ก็ไปจุติในสวรรค์ชั้นต่าง ๆ สูงบ้างต่ำบ้าง ขึ้นอยู่กับบุญกุศลที่ตนได้สั่งสมมา  แม้ในขณะที่ยังเป็นเทวดาอยู่ก็ตาม จิตของพวกเขาก็ยังผูกพันอยู่กับบุญกุศล เมื่อได้ยินหรือได้เห็นผู้ใดประกอบคุณงามความดี ก็จะพากันมาร่วมอนุโมทนาด้วย หากว่าเรามีสมาธิจิตที่ละเอียด ก็สามารถมองเห็น หรืออย่างหยาบ ๆ ก็พอจะสัมผัสได้ด้วยความรู้สึกขนลุกขนชัน

พระธรรมสิงหบุราจารย์
หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี
หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม วัดอัมพวัน สิงห์บุรี เคยเทศน์สอนญาติโยมเช่นกันว่า บ้านไหนจัดที่บูชา มีโต๊ะหมู่ มีพระพุทธรูปตั้งไว้ แล้วเจ้าของบ้านสวดมนต์ เทวดาก็จะมาร่วมสวดมนต์ด้วย  ส่วนบ้านไหนมีพระพุทธรูปไว้เพียงตั้งโชว์ ร้อยวันพันปีไม่เคยทำวัตรสวดมนต์ เทวดาก็ไม่มา


เมื่อครั้งองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงดำรงพระชนมชีพอยู่นั้น พุทธกิจที่พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญเป็นประจำในแต่ละวันมี 5 อย่าง คือ

1.  เวลาเช้า เสด็จบิณฑบาต
2.  เวลาเย็น ทรงแสดงธรรมโปรดมหาชน
3.  เวลาค่ำ ทรงประทานโอวาทแก่เหล่าภิกษุ
4.  เที่ยงคืน ทรงตอบปัญหาเทวดา
5.  จวนสว่าง ทรงตรวจดูสัตว์โลกที่สามารถและยังไม่สามารถบรรลุธรรมอันควรเสด็จไปโปรด

การแสดงธรรมโปรดเทวดานี้ จึงมีมาแต่ครั้งพุทธกาล เมื่อภิกษุทั้งหลายได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อทูลถามปัญหาบ้าง ทูลขอกรรมฐานบ้าง หรือทูลขอฟังธรรมแล้ว ครั้นได้เวลาอันควร ก็ถวายบังคมลา จากนั้น ก็เป็นโอกาสของเหล่าเทวดาในหมื่นโลกธาตุจะพากันเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทูลถามปัญหาต่าง ๆ ตามที่ได้เตรียมมา และพระพุทธองค์ก็จะทรงตอบปัญหาแก่เทวดาเหล่านั้น

เทวดาที่เสวยสุขอยู่บนสวรรค์ชั้นฉกามาพจร หรือสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น (จาตุมหาราชิก ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี) ถึงแม้จะมีทิพยสมบัติมากมาย แต่ก็ยังมีความหวาดกลัวต่อมรณภัย กลัวว่าเมื่ออายุขัยแห่งเทวดาของตนหมดลงแล้ว จะไปเกิดในนรก บ้างก็เป็นทุกข์ที่จะต้องพลัดพรากจากสมบัติอันเป็นทิพย์ จึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า หวังเป็นที่พึ่งเพื่อช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ให้แก่ตน


บ้างก็เกิดความสงสัยใคร่รู้ในธรรม เช่นเมื่อครั้งที่เทวดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ประชุมกันแล้วตั้งปัญหาขึ้น 4 ข้อ คือ (1) บรรดาทานทั้งหลาย ทานชนิดไหน บัณฑิตกล่าวว่าเยี่ยม (2) บรรดารสทั้งหลาย รสชนิดไหน บัณฑิตกล่าวว่ายอด (3) บรรดาความยินดีทั้งหลาย ความยินดีชนิดไหน บัณฑิตกล่าวว่าเลิศ  (4) ความสิ้นไปแห่งตัณหา บัณฑิตกล่าวว่าประเสริฐสุด เพราะเหตุไร  

ป้ญหาทั้งสี่ข้อนี้ เทวดาในหมื่นจักรวาล ไม่มีผู้ใดตอบได้ ท้าวสักกะ (พระอินทร์) พร้อมด้วยเหล่าเทวดา จึงพากันเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่ออาศัยปัญญาบารมีของพระองค์เป็นผู้ตอบปัญหา พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า

บรรดาทานทุกชนิด ธรรมทานเป็นเยี่ยม
บรรดารสทุกชนิด รสแห่งพระธรรมเป็นยอด 
บรรดาความยินดีทุกชนิด ความยินดีในธรรมประเสริฐ 
ความสิ้นไปแห่งตัณหาประเสริฐที่สุดแท้ เพราะเป็นเหตุให้สัตว์บรรลุพระอรหัต

ดังกล่าวนี้แล้ว ตรัสพระคาถาว่า

"สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ 
สพฺพรสํ ธมฺมรโส ชินาติ 
สพฺพรตึ ธมฺมรติ ชินาติ 
ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ"


พระสูตรจำนวนไม่น้อย กล่าวถึงเรื่องราวที่เทวดาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อทูลถามปัญหา เช่น มงคลสูตร กล่าวถึงเทวดาตนหนึ่ง รับมอบหมายจากท้าวสักกเทวราช ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าขณะประทับอยู่ที่พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ทูลถามปัญหาว่า เทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก ผู้หวังความสวัสดี พากันคิดถึงมงคลคือเหตุให้ถึงความเจริญทั้งหลาย ขอพระพุทธองค์ตรัสบอกมงคลอันสูงสุดด้วยเถิด

พระพุทธเจ้าตรัสตอบมงคล 38 ประการ ดังนี้...

(1) ไม่คบคนพาล 
(2) คบบัณฑิต 
(3) บูชาคนที่ควรบูชา 
(4) อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม 
(5) การได้สร้างบุญไว้ในกาลก่อน 
(6) ตั้งตนไว้โดยชอบ 
(7) เป็นผู้เรียนรู้มาก 
(8) เป็นผู้มีศิลปะวิทยา 
(9) มีระเบียบวินัยดี 
(10) พูดแต่วาจาที่ดี 
(11) บำรุงบิดามารดา 
(12) สงเคราะห์บุตร 
(13) สงเคราะห์ภรรยา 
(14) ทำการงานไม่คั่งค้าง 
(15) ให้ทาน 
(16) ประพฤติธรรม คือกุศลกรรมบท 10  
(17) สงเคราะห์ญาติ 
(18) ทำการงานที่ปราศจากโทษ 
(19) งดเว้นความชั่ว 
(20) เว้นจากการดื่มน้ำเมา 
(21) ไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย 
(22) มีสัมมาคารวะ 
(23) อ่อนน้อมถ่อมตน 
(24) มีความสันโดษ 
(25) มีความกตัญญู 
(26) ฟังธรรมตามกาล 
(27) มีความอดทน 
(28) เป็นผู้ว่านอนสอนง่าย 
(29) การได้พบเห็นสมณะ 
(30) สนทนาธรรมตามกาล 
(31) มีความเพียรเผากิเลศ 
(32) ประพฤติพรหมจรรย์ 
(33) เห็นอริยสัจทั้งหลาย 
(34) ทำพระนิพพานให้แจ้ง 
(35) จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรมทั้งแปด 
(36) จิตไม่เศร้าโศก 
(37) จิตปราศจากธุลีคือกิเลส 
(38) จิตถึงความเกษมคือปลอดจากโยคะกิเลสทั้งปวง

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสบอกมงคล 38 ประการแล้ว ได้ตรัสสรุปอานิสงส์ของการปฏิบัติมงคลธรรมของมนุษย์และเทวดาว่า เป็นผู้ไม่พ่ายแพ้ข้าศึกทั้งปวง ย่อมถึงความสุขสวัสดีในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ

มงคลสูตรนี้ เป็นพระสูตรหนึ่งที่พระสงฆ์นำมาใช้สวดเจริญพระพุทธมนต์ ขึ้นต้นว่า "อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา ..."


แม้แต่พรหมที่สถิตอยู่บนพรหมโลก เมื่อมีข้อขัดข้องสงสัย ก็จะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเช่นกัน โดยปรกติแล้ว พรหมเป็นผู้มีคุณธรรมสูงกว่าเทวดาในสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น ปัญหาของพรหมจึงไม่มากเหมือนปัญหาของเทวดา การเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า จะเป็นไปเพื่อกราบทูลให้แสดงธรรมโปรดสัตว์ทั้งหลาย เช่นเมื่อท้าวสหัมบดีพรหม ชักชวนหมู่พรหมและเทพยดาบนสวรรค์ มาชุมนุมต่อหน้าพระพักตร์พระบรมศาสดา แล้วกล่าวคำอาราธนาให้ทรงแสดงธรรม

ในกาลต่อมา เมื่อพุทธบริษัท ประสงค์จะอาราธนาพระสงฆ์ให้แสดงธรรม ก็จะใช้คำอาราธนาว่า  

"พฺรหฺมา จ โลกาธิปตี สหมฺปติ 
กตฺอญฺชลี อนฺธิวรํ อยาจถ
สนฺตีธ สตฺตาปฺปรชกฺขชาติกา 
เทเสตุ ธมฺมํ อนุกมฺปิมํ ปชํฯ" 

แปลว่า "ท้าวสหัมบดีพรหม ผู้เป็นใหญ่แห่งโลก ได้กระทำอัญชลี ทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงคุณอันประเสริฐว่า สัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลี คือกิเลสในดวงตาเบาบาง ยังมีอยู่ในโลกนี้ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดแสดงธรรมอนุเคราะห์แก่หมู่สัตว์นี้ด้วยเถิด"

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
วัดบูรพาราม สุรินทร์
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์ ได้รับการยกย่องในหมู่ผู้ปฏิบัติกรรมฐาน ทั้งพระภิกษุและฆราวาส ว่าเป็นผู้มีความรู้ลึกซึ้งในเรื่องของจิต  โดยปรกติ ท่านจะพูดแต่เรื่องภายในคือเรื่องของจิตเป็นส่วนใหญ่ มีบ้างนาน ๆ ครั้งจึงจะพูดถึงสิ่งภายนอก เช่น เรื่องเกี่ยวกับภูติผีปีศาจ กายทิพย์ โอปปาติกะ (ผู้เกิดผุดขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยพ่อแม่ อาศัยอดีตกรรม ได้แก่เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต อสุรกาย)

คราวหนึ่ง ท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณ (ผู้เป็นพระอุปัฏฐากหลวงปู่ดูลย์อย่างใกล้ชิดตั้งแต่บวชเป็นสามเณรจนกระทั่งหลวงปู่มรณภาพ ต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาสี่สิบกว่าปี) กราบนมัสการถามหลวงปู่ดูลย์ แบบทีเล่นทีจริงว่า "ตามตำราบอกว่าเทวดามาฟังธรรมของพระพุทธเจ้าครั้งละหลายโกฏินั้น จะมีศาลาโรงธรรมที่ไหนให้นั่งได้หมด ?"  คำตอบของหลวงปู่ ทำให้ทุกคนถึงกับอึ้ง เพราะไม่เคยได้ยินได้ฟัง และไม่เคยพบในตำราเล่มใดมาก่อน เมื่อหลวงปู่ตอบว่า "ในเนื้อที่หนึ่งปรมาณู เทวดาอยู่ได้แปดองค์"


ในช่วงท้ายชีวิตของหลวงปู่ดูลย์ มีผู้สังเกตว่า หลวงปู่ท่านมักจะพูดธรรมะชั้นสูง เกี่ยวกับการเข้าฌาณออกฌาณ บางช่วงท่านก็อยู่เฉย ๆ นิ่ง ๆ คล้ายกับเข้าสมาธิหรือพิจารณากัมมัฏฐานข้อใดข้อหนึ่ง นิ่งไปสักพักหนึ่ง แล้วก็ปรารภธรรมบทใดบทหนึ่งต่อทันที

ตอนที่หลวงปู่ไปพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ก็มีเหตุการณ์แปลก ๆ คล้ายกับว่าท่านกำลังพูดคุยหรือเทศน์ให้ใครฟัง ทำให้พระเณรที่อยู่พยาบาลเชื่อว่า ท่านมีปฏิสันถารกับใครอย่างใดอย่างหนึ่งในเวลาดึกสงัด  เมื่อถามภายหลังว่า ทำไมหลวงปู่จึงสวดยถาให้พร ทำไมจึงกล่าวอรรถกถาธรรมข้อใดข้อหนึ่งระหว่างนั้น จนผู้อยู่เฝ้าพยาบาลได้ยิน ก็ได้รับคำตอบที่ไม่ชัดเจน แต่ก็ยืนยันกันได้ว่า ท่านแสดงกิริยาอย่างนั้นโดยที่สติสัมปชัญญะยังสมบูรณ์ดีทุกประการ

มีอยู่คืนหนึ่ง เวลาตีสอง หลวงปู่ตื่นขึ้นกลางดึก บอกให้พระจุดเทียนต้อนรับเทวดาที่มาหา  ท่านพระอาจารย์เยื้อน ขนฺติพโล (วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร จังหวัดสุรินทร์) บอกหลวงปู่ว่า ไฟเปิดอยู่แล้ว หลวงปู่ก็ไม่ว่าอะไร ตกลงไม่จุดเทียน หลวงปู่ก็สวดมนต์เจริญพระคาถา นั่งสมาธิพักใหญ่ จึงเอนตัวลงนอนต่อ  ในวันต่อมา มีผู้ถามหลวงปู่เรื่องเทวดา หลวงปู่ก็ตอบว่า "ไม่ใช่เรื่องของการปฏิบัติภาวนา" 

ต่อมาเมื่อมีโอกาสเหมาะ มีผู้ถามหลวงปู่ว่า "เทวดาที่มาหาหลวงปู่ พวกเขาแต่งกายแบบลิเก หรือแบบไหนครับ"  หลวงปู่ตอบว่า "แต่งกายแบบนี้แหละ" ท่านว่า "ที่อยู่ของพวกพรหมนั้น เขาอยู่ห่างไกลจากโลกมนุษย์มาก"

หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร
วัดถ้ำผาปล่อง เชียงใหม่
เรื่องปิดท้าย นำมาจากหนังสือ "อิทธิฤทธิ์หรือความบังเอิญ ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ" บันทึกโดยท่าน พ.ต.อ. อรรณพ กอวัฒนา ได้เล่าถึงประสบการณ์เมื่อครั้งที่เดินทางไปกราบนมัสการ พระญาณสิทธาจารย์ หรือ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

หลวงปู่สิมเป็นศิษย์รุ่นอาวุโสของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน เป็นพระเถระที่มีจริยาวัตรงดงามเสมอต้นเสมอปลายตลอดชีวิตการเป็นนักบวชของท่าน

หลวงปู่มั่นเคยพูดถึงหลวงปู่สิม สมัยยังเป็นพระหนุ่มต่อหน้าพระเถระหลายรูป ในเชิงพยากรณ์ด้วยความชื่นชมว่า "..ท่านสิม เป็นดอกบัวที่ยังตูมอยู่ เบ่งบานเมื่อใดจะหอมกว่าหมู่.."

ท่าน พ.ต.อ. อรรณพ เล่าว่า หลังจากที่ได้สนทนาธรรมกับหลวงปู่สิมอย่างใกล้ชิดจนดึก หลวงปู่ท่านก็เมตตาจัดให้ท่านและลูกน้องพักผ่อนหลับนอนในถ้ำที่ท่านจำวัดอยู่ หลวงปู่บอกว่า ".. โยมนอนเสียเถอะ หลับให้สบาย ไม่ต้องกลัวอะไร เหนื่อยมามาก นอนอยู่กับหลวงพ่อนี่เย็นใจสบายใจ เก็บปืนเสีย ไม่ต้องใช้ หลวงพ่อจะเจริญพระกรรมฐาน มีอะไรเกิดขึ้นในถ้ำนี้ไม่ใช่กิจของโยม เป็นเรื่องของอาตมา หลับเถอะ หลับให้สบาย.." 

สิ้นเสียงของหลวงปู่ ท่านกับลูกน้องก็หลับปุ๋ยไปโดยพลัน เหมือนโดนยานอนหลับ  มารู้สึกตัวตื่นราว ๆ ตีสอง ที่ทราบเวลาเพราะตื่นปุ๊บก็ดูนาฬิกาปั๊บ มองไม่เห็นหลวงปู่สิมบนที่ ๆ ท่านนอน แต่เมื่อเหลือบไปอีกที ต้องตกใจเพราะเห็นคนเต็มถ้ำจนเรียกว่าแออัด รูปร่างเหมือนคนแต่ตัวโปร่งใส แต่งตัวเหมือนพวกเล่นลิเก ทุกคนสำรวมและเคร่งขรึม เห็นหลวงปู่สิมนั่งอยู่บนอาสนะกลางถ้ำ ท่าทางเหมือนกำลังเทศน์ เพราะนุ่งห่มจีวรและพาดสังฆาฏิเรียบร้อย

พอท่าน พ.ต.อ. อรรณพลุกขึ้นนั่ง คนตัวใส ๆ เหล่านั้นก็หันมามองเป็นตาเดียว ทุกคนที่มองมามีพลังสื่อให้รับรู้ได้ว่า พวกเขากำลังไม่สบายใจและขอโทษที่ทำให้ตื่น  พอท่านเริ่มจะตื่นเต็มตัวและอยากลุกขึ้นมาเพื่อพูดจาด้วย ก็ได้ยินเสียงของหลวงปู่สิมลอยมาว่า "โยม นอนเสียเถอะ นอนให้สบาย ไม่ต้องกังวล ที่นี่ปลอดภัย ไม่ต้องสงสัย ไม่ใช่กิจของโยม นอนเสียเถอะ อาตมาดูแลเอง"


อ้างอิง        -  ประวัติ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต - หลวงตามหาบัว และ พระอาจารย์วิริยังค์
                  -  หนังสือ บูรพาจารย์ - รศ.ดร. ปฐม นิคมานนท์ 

ขอบพระคุณ  ท่านเจ้าของภาพถ่ายในอินเทอร์เน็ตทุก ๆ ท่าน ที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบเป็นวิทยาทาน

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

'กา' รักษาพระบรมธาตุ เมืองนครฯ

เรื่อง 'กา' รักษาพระบรมธาตุฯ นี้ ปรากฏอยู่ในตำนานการสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เล่าสืบต่อกันมาว่า ภายหลังจากที่เจ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าชายทันทกุมาร ได้รับพระราชทานพระบรมสารีริกธาตุจากพระเจ้ากรุงลังกา ได้แบ่งส่วนหนึ่งมาฝังไว้ ณ หาดทรายแก้ว (เมืองนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน) เพื่อรอกษัตริย์ผู้มีบุญญาธิการในอนาคตกาลมาสร้างเมืองใหม่และสร้างพระบรมธาตุเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  ระหว่างนั้น มหาพราหมณ์ผู้ติดตามและคอยให้ความช่วยเหลือเจ้าหญิงและเจ้าชาย ได้ผูกกาพยนต์ (กา-พะ-ยน) เป็นฝูงกาที่ผู้มีวิทยาคมปลุกเสกให้มีชีวิตขึ้นด้วยไสยเวทย์ ทำหน้าที่เฝ้ารักษาพระบรมสารีริกธาตุไว้มิให้ได้รับอันตราย

เหตุที่เจ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าชายทันทกุมาร แบ่งพระบรมสารีริกธาตุส่วนหนึ่งมาประดิษฐานไว้ ณ ดินแดนหาดทรายแก้วแห่งนี้ มีตำนานบอกเล่าความเป็นมาไว้ว่า..

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เสด็จดับขันธปรินิพพาน ในวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6
ท่ามกลางหมู่สงฆ์และทวยเทพ ดอกไม้ทิพย์ทั้งปวงร่วงโปรยลงมาเป็นพุทธบูชา
ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 1 หลังจากที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานและถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระเสร็จ มัลลกษัตริย์ทั้งหลายได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุทั้งหมดใส่ในพระหีบทอง ประดิษฐานไว้ในศาลากลางพระนครกุสินารา จัดให้มีมหรสพสมโภชตลอด 7 วัน

ฝ่ายกษัตริย์จากแคว้นต่าง ๆ เมื่อทราบข่าวการปรินิพพานของพระพุทธองค์ ต่างก็ส่งราชทูตนำสาส์นมาขอส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุพร้อมทั้งยกกองทัพติดตามมาด้วย รวม 6 นครและมีพราหมณ์อีก 1 นคร

มัลลกษัตริย์ผู้ครองนครกุสินาราตรัสปฏิเสธทูตานุทูตทั้ง 7 พระนคร ไม่ยินยอมที่จะแบ่งส่วนพระบรมสารีริกธาตุถวายแก่เจ้าองค์ใดเลย ฝ่ายทูตานุทูตทั้ง 7 พระนครนั้นก็มิได้ย่อท้อ เกิดเหตุโต้เถียงกันขึ้น จวนจะเกิดวิวาทเป็นสงครามใหญ่

โทณพราหมณ์แบ่งพระบรมสารีริกธาตุแก่พราหมณ์และกษัตริย์ 7 พระนคร
ขณะนั้น มีพราหมณ์ผู้หนึ่งนามว่า "โทณะ" เป็นอาจารย์ของกษัตริย์เหล่านั้น ได้ยินการโต้เถียงกันอย่างรุนแรงขึ้น จึงออกไประงับข้อพิพาทดังกล่าวและประกาศว่าจะแบ่งปันพระบรมสารีริกธาตุออกเป็น 8 ส่วนเท่า ๆ กัน จะได้อัญเชิญไปบรรจุในสถูปทุก ๆ พระนครเพื่อเป็นที่กราบไหว้บูชาของมหาชน กษัตริย์และพราหมณ์ทั้ง 8 พระนครได้ฟังดังนั้น ก็ทรงเห็นชอบพร้อมกับมอบธุระให้โทณพราหมณ์แบ่งส่วนพระบรมสารีริกธาตุ

ในครั้งนั้น มีพระเถระผู้ทรงอภิญญาสมาบัติ ทราบด้วยอนาคตังสญาณ (ญาณที่ล่วงรู้อนาคต) ว่าพระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองในภาคกลางและภาคใต้ของชมพูทวีป  (ตอนกลางและตอนใต้ของอินเดีย) และจะเคลื่อนเข้าสู่สุวรรณทวีป (ประเทศไทย) จึงกำบังกาย อัญเชิญพระเขี้ยวแก้ว (พระทันตธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) ออกจากจิตกาธาน (เชิงตะกอน) นำไปถวายพระเจ้าพรหมทัต กษัตริย์แห่งแคว้นกาลิงคะ ให้เป็นมิ่งขวัญแก่พุทธศาสนิกชนเพราะดินแดนส่วนนั้นมิได้รับแจกพระบรมสารีริกธาตุจากโทณพราหมณ์

ภาพวาด เจ้าหญิงเหมชาลา และเจ้าชายทันทกุมาร
วาดโดย Solias Mendis จิตรกรชาวลังกา 
พระเขี้ยวแก้วได้เสด็จเคลื่อนย้ายไปยังพระนครต่าง ๆ ในลุ่มน้ำมหานที จนกาลเวลาล่วงไป 800 ปีเศษ เสด็จมาประดิษฐานอยู่ที่เมืองทันทบุรี เจ้าเมืองชื่อท้าวโกสีหราช มีพระอัครมเหสีชื่อนางมหาเทวี มีพระธิดาผู้พี่ชื่อ เจ้าหญิงเหมชาลา และพระราชโอรสผู้น้องชื่อ เจ้าชายทันทกุมาร  

การเสด็จมาของพระเขี้ยวแก้ว ทราบถึงท้าวอังกุศราชแห่งเมืองขันธบุรี ได้ยกทัพกองทัพใหญ่มาตีเมืองทันทบุรีหมายจะช่วงชิง ท้าวโกสีหราชไม่ประสงค์จะให้พระเขี้ยวแก้วตกไปอยู่ในมือของพวกทมิฬเดียรถีย์ จึงรับสั่งให้เจ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าชายทันทกุมาร ลอบหนีออกนอกเมืองพร้อมกับอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วไปถวายพระเจ้ากรุงลังกา  ส่วนตัวพระองค์ได้นำทัพเข้ากระทำยุทธหัตถี แต่เนื่องด้วยพระชันษาย่างเข้าวัยชรา จึงเพลี่ยงพล้ำเสียทีแก่ท้าวอังกุศราช สิ้นพระชนม์บนคอช้างในที่สุด

อนุสาวรีย์ เจ้าหญิงเหมชาลา และเจ้าชายทันทกุมาร ที่ประเทศศรีลังกา
ฝ่ายเจ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าชายทันทกุมาร ได้ปลอมพระองค์เป็นพ่อค้าวาณิช ซ่อนพระเขี้ยวแก้วไว้ในพระเมาลีเหนือเศียรเกล้า โดยสารเรือสำเภากางใบเดินทางไปยังเกาะลังกา ระหว่างทางเรือถูกพายุซัดมาเกยฝั่งเมืองตะโกลา (อำเภอตะกั่วป่า บ้างก็ว่าเป็นเมืองตรัง)

เมื่อขึ้นบกที่เมืองตะโกลา ทรงทราบจากชาวเมืองว่า ที่หาดทรายแก้ว (นครศรีธรรมราช) มีพ่อค้าวาณิชเดินทางไปมาค้าขายระหว่างสุวรรณภูมิกับลังกาอยู่เป็นประจำ จึงดั้นด้นเดินทางบกต่อมาถึงหาดทรายแก้ว เพื่อรออาศัยเรือสินค้าเดินทางไปลังกาต่อไป ระหว่างนั้น ได้อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วจากพระเมาลีลงฝังประทับไว้ที่หาดทรายแก้วเป็นการชั่วคราว

ดูจากแผนที่ จะเห็นว่าอินเดียกับลังกาอยู่ใกล้กันมาก
ในขณะที่เมืองตะกั่วป่าของไทย อยู่ห่างออกไปถึง 2,000 กิโลเมตร
เรือของเจ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าชายทันทกุมาร 

คงมิได้ถูกพายุซัดมาเกยฝั่ง แต่น่าจะเป็นการตั้งใจเดินทางมาลี้ภัย  
มีท่านผู้รู้อธิบายว่า ดินแดนแถบไชยาและนครศรีธรรมราชโบราณ 
เป็นสถานที่ลี้ภัยการเมืองและภัยสงคราม ของชาวอินเดียใต้มาหลายยุคหลายสมัย
หากเจ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าชายทันทกุมารหนีตรงไปยังลังกา ก็จะถูกติดตามจับตัวมาได้ 
จึงอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วมาฝังซ่อนไว้ที่หาดทรายแก้ว เมืองนครศรีธรรมราช เป็นการชั่วคราว
รอจนศึกสงบปราศจากอันตราย จึงนำพระเขี้ยวแก้วไปถวายพระเจ้ากรุงลังกา
กาลนั้น มีพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา ชื่อพระมหาเถรพรหมเทพ เหาะผ่านมา เห็นพระเขี้ยวแก้วที่ฝังไว้เปล่งรัศมีโชติช่วงสว่างไสว จึงแวะทำประทักษิณ พร้อมกับทำนายว่า ต่อไปเบื้องหน้า จะมีกษัตริย์ผู้มีบุญญาธิการ มาสร้างเมืองใหญ่ ณ หาดทรายแก้วแห่งนี้ และจะทรงสร้างพระบรมธาตุเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

ฝ่ายเจ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าชายทันทกุมาร หลังจากที่เดินทางถึงลังกา ได้เข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงลังกา ถวายพระเขี้ยวแก้วและกราบทูลเรื่องราวความเป็นมาให้ทรงทราบ  พระเจ้ากรุงลังกาทรงดูแลรับรองเจ้าหญิงและเจ้าชายทั้งสองพระองค์เป็นอย่างดี ทรงจัดให้มีพิธีสมโภชพระเขี้ยวแก้วและรับสั่งให้สร้างพระเจดีย์บนยอดบรรพตเพื่อประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วให้เป็นที่สักการบูชาของประชาชนสืบไป

พระเขี้ยวแก้วที่เจ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าชายทันทกุมาร อัญเชิญมาจากอินเดีย
ปัจจุบัน ประดิษฐานอยู่ที่วัด Sri Dalada Maligawa เมืองแคนดี้ ประเทศศรีลังกา
ต่อมา เมืองทันทบุรีกู้อิสรภาพคืนกลับมาได้และสถานการณ์บ้านเมืองได้เข้าสู่ภาวะปรกติสุข เจ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าชายทันทกุมารจึงทูลลากลับแผ่นดินเกิด พระเจ้ากรุงลังกาทรงมีพระราชสาส์นถึงเจ้าเมืองทันทบุรี ให้ต้อนรับอุปถัมภ์เจ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าชายทันทกุมาร ผู้เป็นพระราชธิดาและพระราชโอรสของท้าวโกสีหราชซึ่งทิวงคตในการสงคราม และมีบัญชาให้มหาพราหมณ์อำมาตย์สี่คน ร่วมเดินทางเพื่อคอยดูแลให้ความช่วยเหลือ และทรงพระราชทานพระบรมสารีริกธาตุให้ 1 ทะนาน

อนุสาวรีย์เจ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าชายทันทกุมาร
ที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช
เจ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าชายทันทกุมารได้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุที่รับพระราชทานมาจากพระเจ้ากรุงลังกาออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งนำมาบรรจุไว้ที่หาดทรายแก้วและก่อเจดีย์สวมครอบไว้ ณ รอยเดิมที่เจ้าหญิงและเจ้าชายเคยฝังพระเขี้ยวแก้วไว้ชั่วคราวก่อนหน้านี้ พระบรมสารีริกธาตุอีกส่วนหนึ่ง อัญเชิญกลับไปยังเมืองทันทบุรี  จากนั้น มหาพราหมณ์ทั้งสี่ได้ประกอบพิธีไสยเวทย์ ผูกพยนต์เป็นกา 4 ฝูง เพื่อให้เฝ้ารักษาพระบรมสารีริกธาตุมิให้เกิดอันตราย คือ

กาสีขาว 1 ฝูง เรียกว่า 'กาแก้ว' เฝ้ารักษาอยู่ทางทิศตะวันออก
กาสีเหลือง 1 ฝูง เรียกว่า 'การาม' เฝ้ารักษาอยู่ทางทิศใต้
กาสีแดง 1 ฝูง เรียกว่า 'กาชาด' เฝ้ารักษาอยู่ทางทิศตะวันตก
และกาสีดำ 1 ฝูง เรียกว่า 'กาเดิม' เฝ้ารักษาอยู่ทางทิศเหนือ

ารจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์แต่โบราณของเมืองนครศรีธรรมราช จัดคณะสงฆ์เป็น 4 คณะและได้นำชื่อกาทั้ง 4 ฝูงมาตั้งเป็นชื่อของคณะสงฆ์แต่ละคณะ โดยยึดเอาแบบกาพยนต์ที่รักษาพระบรมธาตุเจดีย์ในตำนานมาเป็นนัย คือ คณะกาแก้ว คณะการาม คณะกาชาด และคณะกาเดิม 

พระสงฆ์ที่เป็นประธานหรือหัวหน้าของแต่ละคณะ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูกา คือ พระครูกาแก้ว พระครูการาม พระครูกาชาด และพระครูกาเดิม  ตำแหน่งเทียบเท่าสังฆราชหัวเมืองหรือพระราชาคณะ เป็นสมณศักดิ์สำหรับสงฆ์ภาคใต้อันมีมาแต่โบราณกาล และได้ใช้ระเบียบแบบแผนนี้มาอย่างยาวนาน เมืองไชยา (สุราษฎร์ธานี) และเมืองพัทลุง ซึ่งมีพระบรมธาตุประดิษฐานอยู่ (หมายถึงพระบรมธาตุไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และพระธาตุบางแก้ว วัดเขียนบางแก้ว อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง) ก็รับเอาระเบียบเดียวกันนี้ไปใช้ด้วย

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้มีการปรับปรุงศาสนจักรให้ขึ้นตรงต่อส่วนกลางและจัดสมณศักดิ์เสียใหม่ สมณศักดิ์พระครูกาอันมีเกียรติและศักดิ์ศรีเทียบเท่าพระราชาคณะ จึงเปลี่ยนฐานานุกรมเป็นพระครู


นอกจากนี้ ในสมัยรัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้มีตำแหน่งพระครูรักษาองค์พระปฐมเจดีย์ทั้ง 4 ทิศ เช่นเดียวกับพระครูการักษาองค์พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช คือ

พระครูปุริมานุรักษ์ เฝ้ารักษาพระปฐมเจดีย์อยู่ทางทิศตะวันออก
พระครูทักษิณานุกิจ เฝ้ารักษาพระปฐมเจดีย์อยู่ทางทิศใต้
พระครูปัจฉิมทิศบริหาร เฝ้ารักษาพระปฐมเจดีย์อยู่ทางทิศตะวันตก
พระครูอุตรการบดี เฝ้ารักษาพระปฐมเจดีย์อยู่ทางทิศเหนือ

อนุสาวรีย์พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช
ณ สวนสาธารณะศรีธรรมาโศกราช นครศรีธรรมราช
นับจากปี พ.ศ. 854 ที่เจ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าชายทันทกุมารได้ก่อพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ณ หาดทรายแก้ว ภูมิประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา คลื่นได้ซัดพาเอาโคลนทรายขึ้นถมทับพระเจดีย์ กลายเป็นป่าดงไม่มีร่องรอยพระเจดีย์เดิมให้เห็น กาลเวลาล่วงเลยไปนับร้อยปี มีกษัตริย์ทรงพระนามว่า พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ได้อพยพผู้คนหนีภัยโรคระบาดมาตั้งเมืองใหม่ที่หาดทรายแก้ว 

พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชปฐมกษัตริย์ ได้ทราบจากพระเถระชาวลังการูปหนึ่ง ถึงเรื่องราวการเดินทางของเจ้าหญิงเหมชาลา เจ้าชายทันทกุมารและพระบรมสารีริกธาตุที่ฝังไว้ ณ หาดทรายแก้ว ตลอดจนคำทำนายของพระมหาเถรพรหมเทพเกี่ยวกับกษัตริย์ผู้มีบุญญาธิการจะมาสร้างเมืองใหม่และสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ ก็มีความโสมนัสยิ่งนัก ได้ออกสืบเสาะหาตำแหน่งที่พระบรมสารีริกธาตุฝังอยู่จนพบพระเจดีย์ แต่ไม่สามารถนำขึ้นมาได้ ด้วยมีฝูงกาพยนต์ไล่จิกทำร้ายอยู่

ครั้งนั้น มีชายชาวเมืองชื่อจันที เข้าเฝ้าเล่าความให้ฟังว่า เมื่อบิดาตนยังมีชีวิตอยู่ ได้ศึกษาวิชาปราบหุ่นพยนต์ที่เมืองโรมวิสัย แล้วสักตำราไว้ที่ขา แต่ทางเมืองโรมวิสัยไม่ต้องการให้คนต่างด้าวรู้ตำรา จึงใช้หุ่นพยนต์มาตัดคอบิดาตนเสีย แต่ตนได้เคยเรียนวิชาจากศพของบิดา จึงรับอาสาปราบ กาพยนต์ก็สิ้นฤทธิ์ในที่สุด จากนั้น พระอินทร์มีเทวโองการถึงพระวิษณุให้ช่วยอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นถวายพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช และอยู่ช่วยงานสร้างพระเจดีย์ใหม่จนแล้วเสร็จ ตามตำนานเล่าไว้เช่นนี้

พระบรมธาตุไชยา สุราษฎร์ธานี
เจดีย์หน้าประตูเหมรังสี
มีมาแต่เดิม ไม่ปรากฏที่มาของการก่อสร้าง
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า
อาจเป็นรูปแบบขององค์พระบรมธาตุเจดีย์ดั้งเดิมสมัยศรีวิชัย
เชื่อกันว่า พระบรมธาตุเจดีย์เมื่อแรกสร้าง เป็นเจดีย์ทรงมณฑปแบบศิลปะศรีวิชัย คล้ายพระบรมธาตุไชยาที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13-15  ต่อมา พระสถูปแบบศรีวิชัยทรุดโทรมลง จึงมีการสร้างเจดีย์องค์ใหญ่ทรงลังกาซึ่งเป็นเจดีย์องค์ปัจจุบันครอบไว้ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18-19

ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงวินิจฉัยว่า พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช
มีลักษณะคล้ายพระเจดีย์ Kiri Vehera ในเมือง Polonnaruwa ประเทศศรีลังกา
ซึ่งสร้างในสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 18
พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ก็ควรสร้างหลังจากนั้น
องค์พระบรมธาตุเจดีย์เป็นรูประฆังคว่ำ อันเป็นอิทธิพลทางศิลปกรรมจากลังกา ความสูงจากระดับพื้นดินถึงปลายยอด 55.99 เมตร  ส่วนที่หุ้มด้วยทองคำคือส่วนที่อยู่เหนือปล้องไฉนขึ้นไป เป็นกลีบบัวคว่ำบัวหงายปูนปั้นหุ้มด้วยทองคำ ความสูง 1.20 เมตร ถัดจากกลีบบัวคว่ำบัวหงายขึ้นไป เป็นส่วนปลียอดทองคำ ความสูงถึงปลายสุด 10.89 เมตร บุด้วยแผ่นทองคำแท้ และแผ่นทองคำแท้ดุนลายดอกประดับด้วยรัตนชาติ

ยอดพระบรมธาตุเจดีย์
ระหว่างการบูรณะปฏิสังขรณ์ ปี พ.ศ. 2558 - 2559
ยอดพระบรมธาตุเจดีย์ตกแต่งเป็นทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ประดับด้วยทอง ลูกปัด ลูกแก้ว และรัตนชาติ ยอดบนสุดมีบาตรน้ำมนต์ 1 ใบโตขนาดวางไข่ไก่ได้หนึ่งฟอง วางหงายอยู่บนกำไลหยกเพื่อรองรับน้ำฝน น้ำฝนและน้ำค้างที่ตกเต็มอยู่ภายใน เมื่อถูกแดดถูกลมระเหยเป็นไอ จะกระจายไปทั่วสารทิศ ประหนึ่งน้ำพระพุทธมนต์ที่ประพรมลงมาจากยอดพระบรมธาตุเจดีย์ เป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่เข้าไปสักการะบูชา

พระระเบียงตีนธาตุ หรือ วิหารทับเกษตร
เป็นพระระเบียงที่อยู่โดยรอบพระบรมธาตุเจดีย์
มีความยาวเท่ากันทั้ง 4 ด้าน ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ
ตามตำนานกล่าวว่า ภายในองค์พระบรมธาตุเจดีย์ มีสระกว้างยาวด้านละ 8 วา ลึก 8 วา พื้นสระรองด้วยแผ่นศิลาขนาดใหญ่ ผนังสระก่อยึดด้วยปูนเพชรทั้งสี่ด้าน ภายในสระนี้ ทำเป็นสระเล็กขึ้นอีกสระหนึ่ง หล่อด้วยปูนเพชร กว้างยาวด้านละ 2 วา ลึก 2 วา ใส่น้ำพิษพญานาค มีแม่ขันทองคำลอยอยู่ ภายในขันบรรจุผอบทองคำ ภายในผอบประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มุมสระทั้งสี่ มีตุ่มบรรจุทองคำตั้งอยู่ แต่ละตุ่มหนัก 38 คนหาม  ตำนานดังกล่าว ยังคงเป็นปริศนาลี้ลับตลอดมาตราบเท่าทุกวันนี้

พระวิหารหลวง
เดิมคงเป็นวิหาร เพราะไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา
ต่อมาเมื่อมีพระสงฆ์มาอยู่จำพรรษา จึงใช้พระวิหารหลวงเป็นพระอุโบสถ
แต่ชาวบ้านยังคงเรียกกันว่า พระวิหารหลวง เช่นเดิมตลอดมา
พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราช
พระประธานในพระวิหารหลวง

เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย
สร้างสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น
แต่เดิมวัดพระบรมธาตุ จัดเป็นเขตพุทธาวาส ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา เรียกว่า "พุทธบุรี" ต่อมาเรียกว่า "วัดพระบรมธาตุ"  ปี พ.ศ. 2458 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร  กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ อุปราชมณฑลปักษ์ใต้ ทรงอาราธนาพระสงฆ์จากวัดเพชรจริกมาจำพรรษา มีพระครูวินัยธร (นุ่น) เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 1  และคราวที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จประพาสเมืองนครศรีธรรมราช โปรดพระราชทานนามวัดว่า วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร

พระบรมธาตุเจดีย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย โดยเฉพาะพี่น้องชาวปักษ์ใต้ ถือกันว่า อย่างน้อยที่สุด ครั้งหนึ่งในชีวิต ขอให้ได้มาสักการะบูชา ก็นับว่าเป็นมงคลสูงสุด


คำกราบบูชาพระบรมสารีริกธาตุ

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ( 3 จบ)

อะหัง วันทามิ ธาตุโย  
อะหัง วันทามิ สัพพะโส
อะหัง สุขิโต โหมิ

ข้าพเจ้า ขอถึงซึ่งพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ เป็นที่พึ่ง
ข้าพเจ้า ขอกราบนอบน้อมบูชาพระคุณ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตากรุณาธิคุณ หาประมาณมิได้
ที่เสียสละสั่งสมบารมีนับชาติมิถ้วน เพื่อตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ประกาศธรรมนำเวไนยสัตว์ออกจากสังสารวัฏ

ข้าพเจ้าบูชาพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์ด้วยความเลื่อมใสยิ่ง
พร้อมกราบพระธรรมและพระอริยสงฆ์

ด้วยอานิสงส์ผลแห่งบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำในวันนี้ ขอเป็นปัจจัยให้ได้ถึงซึ่งพระนิพพาน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรมอย่างไร ขอข้าพเจ้ามีส่วนรู้ตามธรรมของพระองค์
แม้ต้องเกิดอยู่ในภพชาติใด ๆ ขอเกิดภายใต้ร่มเงาแห่งบวรพระพุทธศาสนา
ได้พบสัตบุรุษผู้รู้ธรรมอันประเสริฐ มีกรรมสัมพันธ์ที่ดี
ได้เกิดท่ามกลางกัลยาณมิตร และเป็นสัมมาทิฏฐิทุกชาติไป
มีโอกาสฟังธรรมและประพฤติธรรม จนเป็นปัจจัยให้เจริญด้วยสติและปัญญาญาณ
ตามส่งชาตินี้และชาติต่อ ๆ ไป จนถึงพระนิพพานในกาลอันควรเทอญ

ด้วยกรรมใดที่ได้ล่วงเกินต่อพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ และสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ในอดีตชาติก็ตาม ปัจจุบันชาติก็ตาม  ขอกราบอโหสิกรรมทั้งหมดทั้งสิ้น

ขอผลบุญจงสำเร็จแด่ท่านผู้มีพระคุณ ญาติพี่น้อง ท่านเจ้ากรรมนายเวร
ตลอดจนท่านที่ขวนขวายในกิจที่ชอบ ในการดำรงรักษาไว้
ซึ่งประเทศชาติ พระพุทธศาสนา และองค์พระมหากษัตริย์
ทั้งที่เป็นมนุษย์และอมนุษย์ 
ขอให้ท่านทั้งหลายดังกล่าวนามมานั้น จงมีแต่ความสุขทุกท่านเทอญ


อ้างอิง        -  ประวัติและตำนาน วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร - พระเทพวราภรณ์
                 -  การบูรณะปลียอดทองคำ พระบรมธาตุเจดีย์ - กรมศิลปากร

ขอบพระคุณ  ท่านเจ้าของภาพถ่ายในอินเทอร์เน็ตทุกท่าน ที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบเป็นวิทยาทาน