วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559

ส.ค.ส. 2559 โปรดเกล้าฯ พระราชทาน


ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย

บัดนี้ถึงวาระจะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีมาอวยพรแก่ท่านทุก ๆ คน ให้มีความสุข ความเจริญ และความสำเร็จสมประสงค์ในสิ่งที่ปรารถนา

ความสุขความเจริญนี้ แม้เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาอย่างยิ่ง แต่ในวิถีชีวิตของคนเรานั้น ย่อมต้องมีทั้งสุขและทุกข์ ทั้งความสมหวังและผิดหวัง เป็นปรกติธรรมดา ทุกคนจึงต้องเตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียมการให้พร้อม อย่าประมาท

ในปีใหม่นี้ จึงขอให้ท่านทั้งหลาย ได้รักษาและสร้างเสริมสุขภาพของตนให้สมบูรณ์ ให้มีกำลังกายที่แข็งแรง มีกำลังใจที่เข้มแข็งหนักแน่น และมีสติรู้เท่าทันอยู่เสมอ จักได้สามารถนำพาตนให้ผ่านพ้นสถานการณ์ต่าง ๆ อันไม่พึงประสงค์ จนบรรลุถึงความสุขความเจริญ และความสำเร็จได้ดังที่ตั้งใจปรารถนา

ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่านทุกคน ให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย ให้มีความสุขกาย สุขใจ ตลอดศกหน้านี้โดยทั่วกัน

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย
ในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2559
วันพฤหัสบดี ที่ 31 ธันวาคม 2558


วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เจ้ากรรม นายเวร


 น หิ เวเรน เวรานิ     สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ
    อเวเรน จ สมฺมนฺติ     เอส ธมฺโม สนนฺตโน

ในกาลไหน ๆ เวรทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมไม่ระงับด้วยเวรเลย
ก็แต่ย่อมระงับได้ด้วยความไม่มีเวร ธรรมนี้เป็นของเก่า

ทุกชีวิตที่เกิดมา มิได้มีเพียงเฉพาะชีวิตในชาติปัจจุบันนี้เพียงชาติเดียว ต่างเคยเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่าง ๆ มานับไม่ถ้วน เป็นอะไรต่อมิอะไรมาแล้วมากมาย  เคยทำทั้งกรรมดีและกรรมไม่ดีไว้ในภพชาติทั้งหลายนั้น ในบางภพชาติ เราอาจจะเคยพลาดพลั้ง ไปทำความทุกข์แสนสาหัสให้เกิดกับผู้หนึ่งผู้ใด  เจ้ากรรมนายเวรหรือผู้ที่ถูกเราทำร้าย อาจผูกอาฆาตจองเวร ติดตามทำร้ายให้เป็นการตอบสนอง และจะไม่จบสิ้น เว้นเสียแต่จะเลิกผูกเวร อโหสิกรรมต่อกัน ก็จะยุติลงเพียงนั้น

พระพุทธองค์จึงทรงห้ามไม่ให้ผูกเวรกัน  เมื่อต่างฝ่ายต่างผูกใจเจ็บกันอยู่ เวรก็ไม่สามารถระงับลงได้ แต่หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลิกผูกเวรเสียด้วยการให้อภัยและแผ่เมตตาให้เสมอ ๆ  เวรย่อมระงับลงได้ในเวลาไม่นาน

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ)
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 17 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
สถิต ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร
เรื่องที่นำมาเล่าสู่กันฟังต่อไปนี้ ตีพิมพ์ในหนังสือ "ประสบการณ์ทางวิญญาณ" ของท่านอาจารย์ทองทิว สุวรรณทัต เป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม  เรื่องมีอยู่ว่า...

... มีเศรษฐีคนหนึ่ง มีทรัพย์ประมาณ 70 หมื่น เขาครอบครองทรัพย์สมบัติอย่างไม่มีความสุข เพราะเป็นคนอาภัพ ไม่มีบุตรธิดาเป็นเครื่องประโลมใจ จึงบนบานศาลกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสมอ ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งลูกหญิงชาย

นั่งนอนอยู่ด้วยความหวัง จนอายุย่างเข้าห้าสิบปี เพราะปรารถนาบุตร จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนตัวภรรยาเสียใหม่ โดยเข้าใจว่าภรรยาของตนเป็นหมัน ถึงคราวที่จะเสวยกรรมและหมดเวร วันหนึ่งพอออกจากประตูบ้านก็ประจันหน้ากับชายคนหนึ่ง จึงไต่ถามปราศรัยกันขึ้น


ชายแปลกหน้าผู้นั้นบอกว่า จะมาหาเจ้าของบ้านนี้ และบอกว่าจะมาทวงหนี้เอากับเจ้าของบ้าน ขณะกำลังตกใจอยู่นั้น ชายแปลกหน้าก็รีบเดินเข้าบ้าน ขึ้นบันได เข้าห้องโน้น ลงบันไดนี้ แล้วหายไปหลังบ้าน


เจ้าของบ้านมองดูชายแปลกหน้าหายไปทางหลังบ้าน จึงกลับเข้าบ้านด้วยความตกใจ เรียกคนรับใช้มาค้นหาชายแปลกหน้า ค้นกันจนทั่วบ้านก็ไม่พบใครและไม่มีใครเห็น เศรษฐีเจ้าของบ้านระลึกถึงเหตุการณ์ด้วยความหนักใจ ต่อมาภรรยาเศรษฐีตั้งครรภ์ สามีภรรยาดีใจคิดว่าจะได้ลูกสืบสกุล แต่เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ชายแปลกหน้าบอกว่าจะมาทวงหนี้ เศรษฐีก็หวั่นใจขึ้นมาอีก


และเมื่อภรรยาตั้งครรภ์นั้น ร่างกายก็อ่อนแอ สามวันดีสี่วันไข้ ต้องเฝ้าพยาบาลรักษา เสียค่าหมอค่ายาไปเท่าไร ๆ ถ้าเป็นคนธรรมดาก็ต้องบอกว่าแย่ แต่เศรษฐีมีกำลังทรัพย์ส่งเสริมกำลังใจอยู่ จึงไม่สู้วิตกมากนักในเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาภรรยาของตน ด้วยคิดว่าลูกนั้นเป็นสมบัติอันยิ่งใหญ่กว่าทรัพย์ทั้งปวง เพราะลูกนั้นปกครองสมบัติได้


เศรษฐีเลี้ยงดูทะนุถนอมลูกในท้องด้วยความเหนื่อยยาก ด้วยความเสียสละ และด้วยความหนักใจ นับแต่เด็กเกิดในท้องก็ต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนมาก เมื่อเด็กเกิดมาแล้ว ก็สู้ถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูบุตรด้วยความรักความเมตตา แม้เด็กจะสามวันดีสี่วันไข้ พ่อแม่ก็กลับทวีความรักความสงสารขึ้นอีก จนเด็กเจริญวัยขึ้นตามวันตามคืน กำลังวังชาก็แข็งแรง ประกอบด้วยอนามัยดี นิสัยชอบเที่ยว ชอบคบเพื่อน ชอบออกนอกบ้าน


ด้วยความรักของบิดามารดา จึงมีการใช้จ่ายเกินขอบเขต พ่อแม่ก็ไม่ว่า เพราะฐานะของตนพอจะมีให้ลูกใช้ได้ จนอยู่มาวันหนึ่ง เด็กคนนั้นเกิดขัดใจกับเพื่อนนักเรียนบ้านใกล้เรือนเคียง เด็กที่ถูกตามใจจนเคยตัวได้เอามีดแทงเพื่อนจนอาการสาหัส พ่อแม่ต้องกลบเรื่องร้ายให้กลายเป็นเรื่องดีด้วยเงินจำนวนมาก เด็กคนนี้ได้ก่อกรรมทำเข็ญให้พ่อแม่ต้องตามใช้หนี้ ระงับเหตุการณ์อยู่เสมอ ๆ ทำให้เกิดชอกช้ำระกำใจอย่างหนัก เมื่อเติบโตขึ้น อายุมากขึ้น การใช้จ่ายก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว


กาลเวลาผ่านไปจนท่านผู้เป็นบิดามีอายุ 70 ปีเศษ ผู้เป็นบิดาได้จินตนาการถึงฐานะของตนว่า ลูกชายอายุ 20 ปีเศษแล้ว ตัวเราก็อายุ 70 ปีเศษแล้ว นับว่าชรามาก ลูกชายตั้งแต่เกิดมาไม่เคยนำเงินเข้าบ้านเลยแม้แต่นิดเดียว มีแต่ขนเงินออกจากบ้าน ใช้จ่ายเลี้ยงเพื่อนฝูง เล่นการพนัน ใช้เวลาให้หมดไปกับอบายมุข คำตักเตือนของบิดามารดาก็ไม่ได้ผล กลับขึ้นเสียงขู่ตะคอกเอาเสียอีก เมื่อพ่อแม่ระลึกถึงความหัวดื้อของลูก สุดปัญญาเข้าก็หลั่งน้ำตาออกมา เป็นน้ำตาแห่งความทุกข์ใจเป็นที่สุด


บิดามารดาปรึกษากันว่า ดูเถิด ลูกเรา เราให้เงินทองใช้สบาย ไม่ได้คิดอ่านทำอะไร เมื่อเราเผลอกลับเป็นคนมือไวใจเร็ว ชั่วเวลา 20 ปีนี้ เงินในธนาคารของเรา 70 หมื่นก็หมด เครื่องทองเครื่องเพชรตลอดจนที่ดินก็หมด บัดนี้เราจวนจะหมดตัวแล้ว เหลือสมบัติเพียงเงิน 2,000 เหรียญเท่านั้น เมื่อหมดเงินก้อนนี้ เราจะทำอะไรกิน ร่างกายก็แก่เฒ่าลงทุกวัน ทั้งสามีภรรยาอัดอั้นตันใจ ต่างคนต่างร้องไห้ปรับทุกข์กับน้ำตา 


แต่แล้วในที่สุด สามีก็เกิดความคิดขึ้นมาได้ว่า ชายแปลกหน้าที่มาบอกว่าจะมาทวงหนี้เรา คงเป็นพวกสัมภเวสีหรือปีศาจมาเกิดเป็นลูกเรานั่นเอง ตั้งแต่ได้ลูกคนนี้ ไม่มีอะไรเจริญขึ้นเลย มีแต่หายนะจนจะหมดตัวอยู่แล้ว

แล้วคิดแก้ไขด้วยปัญญาต่อไปว่า สมบัติของเราทั้งหมดนี้ เจ้าลูกชายคงผลาญต่อไปอีก และสมบัติของเราทั้งหมดนี้ คงจะเป็นสมบัติของเวรกรรมตกเป็นของลูกชายเราเป็นแน่แท้ ตัวเราหมดสิทธิเสียแล้ว เราจะได้สมบัติที่เหลือโดยวิธีเดียวคือด้วยการขอคืนเท่านั้น


เมื่อคิดได้ดังนั้น ผู้เป็นบิดาได้รวบรวมเงินทั้งหมดประมาณ 2,000 เหรียญ ลงในบัญชี พอได้โอกาสก็เรียกลูกชายมาชี้แจงว่า บัดนี้เรายากจนลง แม่เจ้าก็แก่ลงทุกวัน พ่อก็หมดกำลังทำมาค้าขาย เพราะอายุมาก ตัวลูกก็ไม่ประกอบการงานแต่อย่างใด เอาแต่ใช้เงินหาความสำราญ คบเพื่อนฝูงเกะกะระราน เสียแต่เงินทอง สมบัติในบ้านเจ้าก็ลักไปจำนำจำนองเสียจนหมดสิ้น สมบัติที่เหลืออีกประมาณ 2,000 เหรียญนี้ ลูกอย่าเอาเลย ขอให้ยกเป็นสิทธิแก่พ่อและแม่เถิด พ่อและแม่จะได้เอาไว้กินก่อนจะถึงเวลาตาย


ลูกชายได้ฟังดังนั้นก็ไม่ได้โต้แย้ง คิดว่า เมื่อเงินยังเป็นของพ่อแม่ เราก็ยังมีโอกาสได้ใช้อยู่นั่นเอง จึงลงลายมือชื่อยกสมบัติที่เหลือให้กับพ่อแม่ของตน


เป็นเรื่องน่าประหลาดนัก ในคืนนั้น ลูกเศรษฐีไม่ออกจากบ้าน แม้เพื่อนฝูงมาชวนก็ไม่ยอมไป หน้าตาที่เคยผ่องใสก็กลับเศร้าหมอง ไม่ใส่ใจในอาหารการบริโภค เข้านอนแต่หัวค่ำ รุ่งเช้าก็ยังไม่ตื่นจนตะวันขึ้นสาย พ่อแม่เห็นผิดสังเกต เข้าไปปลุกในห้องนอน จึงรู้ว่าลูกของตนตายไปแล้ว


เมื่อจัดการศพลูกชายเรียบร้อย เศรษฐีจึงเล่าให้ภรรยาฟังว่า เมื่อก่อนเราเคยเป็นหนี้ลูกคนนี้ ชาตินี้เขาจึงตามมาทวงด้วยวิธีล้างผลาญ ชายแปลกหน้าเมื่อ 21 ปีก่อน คือลูกเราคนนี้ มันมาบอกให้เรารู้ล่วงหน้า แต่เราไม่เฉลียวใจ เพราะไม่เคยกู้หนี้ยืมสินใคร มาในชาตินี้ เราควรอโหสิกันเสียที อย่าตามล้างตามผลาญกันต่อไปอีกเลย เมื่อลูกมาตายเสียเช่น นี้ ก็แสดงว่าหมดหนี้กันแล้ว ไม่มีหนี้เวร หนี้กรรม อีกต่อไป


เมื่อพูดกันดังนี้ ทั้งคู่ก็ร้องไห้รันทดต่อเวรกรรมของตัว นับแต่นั้นเป็นต้นมา ก็ตั้งหน้าตั้งตาบำเพ็ญกุศล หลีกเลี่ยงบาป บำเพ็ญบุญ ตราบชั่วชีวิต ..


เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ลูกที่เกิดมาด้วยอาการอย่างนี้ เท่ากับว่าเกิดมาทวงหนี้ ส่วนลูกบางคนเกิดมา อุตส่าห์ประกอบอาชีพเลี้ยงดูบิดามารดาของตนโดยชอบธรรม ไม่ให้ผู้มีพระคุณของตนต้องเดือดร้อน ลูกอย่างนี้เท่ากับเกิดมาใช้หนี้บิดามารดาของตน

โบราณจารย์ท่านกล่าวว่า ธรรมชาติแห่งการมีบุตรธิดา ถ้ามองตามทัศนะของกฎแห่งกรรมแล้ว ก็คือการเปิดหน้าบัญชีลูกหนี้เจ้าหนี้ขึ้นมาสะสางกันอีกวาระหนึ่ง กุศลกรรมและอกุศลกรรมในอดีตล้วนเป็นเหตุปัจจัยให้ชีวิตต้องเวียนว่ายมาพบกันอีกตามกระแสของวิบากกรรม มาเป็นพ่อแม่ลูกกัน ตามกรรมดีกรรมชั่วที่แต่ละคนได้ก่อให้เกิดความสัมพันธ์กันมาแต่อดีต  

บุตรธิดาบางคนเกิดมาทวงหนี้ ก็ทำตัวดื้อรั้นอวดดี ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายเสียหาย จนบิดามารดาไม่มีความสุขตลอดเวลา ส่วนบุตรธิดาที่เกิดมาใช้หนี้บุญคุณที่ติดค้างกันอยู่ในภพก่อน ๆ ก็มีความกตัญญูกตเวที ว่านอนสอนง่าย เป็นที่พึ่งทั้งทางกายและใจของบิดามารดา นำความปลื้มปิติและความภาคภูมิใจมาให้บิดามารดามีความสุขความอิ่มใจเสมอ

พระธรรมสิงหบุราจารย์
(หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม) วัดอัมพวัน สิงห์บุรี
เรื่องต่อมา นำมาจากบันทึกกฎแห่งกรรมของ พระธรรมสิงหบุราจารย์ หรือ หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม แห่งวัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี  ขอนำมาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นอนุสติ ...

... ราวปี พ.ศ. 2500 นายชลอ เกิดสุวรรณ ซึ่งเคยเป็นนายทหารเสนารักษ์ มีจิตเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้มาช่วยหลวงพ่อจรัญในกิจการงานของวัด  นายชลอเป็นผู้มีจิตใจดี โอบอ้อมอารี เป็นที่รักใคร่นับถือของชาวบ้านทั่วไปจนชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า "หมอชลอ"  

เมื่อมาปฏิบัติกรรมฐานอยู่ที่วัด ก็ขยันหมั่นเพียร เจริญสมาธิอย่างไม่ท้อถอยจนกระทั่งจิตสงบ อยู่มาวันหนึ่ง หมอชลอมากราบหลวงพ่อจรัญ เล่าว่าจากการเจริญภาวนา เกิดนิมิตเห็นตัวแกเองในอดีตชาติปางก่อน เป็นภาพที่ชัดเจนมาก ในชาติปางก่อน พ่อแม่เป็นชาวมอญ มีอาชีพล่องเรือขายโอ่ง ในชาตินั้น หมอชลอมีพี่ชายคนเดียว ชอบคบพวกนักเลงหัวไม้ วันหนึ่งเพื่อนของพี่ชายก็มาชวนหมอชลอและพี่ชายไปปล้นด้วยกัน 


ตอนนั้นหมอชลอยังอยู่ในเกณฑ์วัยรุ่น รักสนุก เมื่อถูกชักชวนก็เกิดเห็นกงจักรเป็นดอกบัว รับปากเข้าปล้นด้วย บ้านที่จะปล้นตั้งอยู่โดดเดี่ยว อยู่ที่หมู่บ้านม่องล่าย ใกล้น้ำตกเอราวัณ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นครอบครัวผู้มีฐานะมั่งคั่ง


เมื่อไปถึงก็บุกเข้าปล้นอย่างตั้งตัวไม่ติด ชายเจ้าของบ้านถูกพี่ชายของหมอชลอยิงตาย ฝ่ายภรรยาเจ้าของบ้านเพิ่งคลอดลูกใหม่ ๆ กำลังอยู่ไฟ ก็ตื่นตระหนกตะโกนร้องขอให้คนช่วย จึงถูกหมอชลอฆ่าตาย  ยิ่งไปกว่านั้น หมอชลอยังได้แสดงความอำมหิตด้วยการจับเด็กทารกที่คลอดมาใหม่ ๆ โยนลงในกองไฟเผาทั้งเป็น


ความเหี้ยมเกรียมโหดร้ายของหมอชลอนี้ เป็นไปเพราะความคะนอง ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ ฆ่าได้แม้กระทั่งผู้หญิงและเด็กทารกแดง ๆ นอนแบเบาะ  หลังจากฆ่าเจ้าทรัพย์และเก็บกวาดเอาทรัพย์สินไปแล้ว ก็ล่าถอยหนีไปพร้อมกับเผาบ้านทำลายหลักฐาน


หลังจากแบ่งทรัพย์ที่ปล้นได้แล้ว พวกโจรก็แยกย้ายกันไป ข้างฝ่ายหมอชลอกับพี่ชาย เมื่อกลับถึงบ้าน ก็ทำตัวเรียบร้อย ปิดบังความผิดของตนเองไม่ให้พ่อแม่รู้  วันหนึ่งเวรกรรมก็ตามทัน พ่อกับแม่ของหมอชลอพากันล่องเรือนำโอ่งไปขาย ในขณะที่หมอชลอกำลังถ่อเรือ เกิดเป็นลมหน้ามืดตกลงไปในน้ำที่ลึกและไหลแรง เสียชีวิตในชาตินั้น


เมื่อหมอชลอเล่าเรื่องที่ระลึกได้ในสมาธิให้หลวงพ่อจรัญฟัง หลวงพ่อก็ทราบโดยกระแสญาณว่าเป็นบาปกรรมเก่าที่หมอชลอได้เคยทำไว้ เป็นกรรมหนักเพราะไปฆ่าแม่ลูกอ่อน ผลกรรมชั่วอันร้ายกาจนี้ เห็นทีจะตามทันหมอชลอในชาติปัจจุบันนี้ไม่ช้าก็เร็ว


หมอชลอมีความกลัดกลุ้มมากกับนิมิตในสมาธิ กลัวบาปกรรมตามสนอง ก็ขอร้องให้หลวงพ่อจรัญช่วยหาวิธีให้พ้นจากวิบากกรรมนี้  นั่งสมาธิกี่ครั้ง ๆ ก็เห็นภาพนิมิตบาปตลอดเวลา หลวงพ่อจรัญได้พูดให้กำลังใจต่าง ๆ เพื่อให้คลายความไม่สบายใจ และแนะนำให้พยายามแผ่เมตตาอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรเสมอ ๆ

วันเวลาผ่านไปก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่ง นายเจริญ พี่ชายของหมอชลอในชาติปัจจุบัน ได้เดินทางจากบ้านที่อยุธยามาหาหมอชลอ ชักชวนให้ไปค้าไม้ไผ่ที่กาญจนบุรี เพราะเป็นสินค้าส่งออกที่ต่างประเทศต้องการมาก ลงทุนน้อย ได้กำไรงาม 


หมอชลอเห็นช่องทางว่าจะร่ำรวยขึ้นมาได้ จึงนำเรื่องนี้มาปรึกษาหลวงพ่อจรัญว่าควรจะไปค้าไม้ไผ่ที่กาญจนบุรีดีหรือไม่  หลวงพ่อก็ถามว่า ที่จะไปตั้งหลักแหล่งค้าไม้ไผ่นั้นอยู่ที่ตำบลอำเภออะไร เมื่อทราบว่าเป็นบ้านม่องล่าย  ก็สะดุ้งใจ  เพราะจำได้ว่าหมู่บ้านม่องล่ายเกี่ยวข้องกับกรรมของหมอชลอในอดีตชาติที่ไปปล้นฆ่าเจ้าทรัพย์แม่ลูกอ่อน


หลวงพ่อตรองดูด้วยความสลดสังเวช แต่จะห้ามปรามก็คงไม่สำเร็จ เพราะหมอชลอหายใจเข้าออกเป็นการค้าไม้ไผ่ คงเป็นเวรกรรมแต่หนหลังที่ชักนำให้ไป จึงได้แต่แนะนำให้หมอชลอไตร่ตรองให้รอบคอบ และหากจะไปก็แนะนำให้ไปโดยลำพังก่อน ค่อยอพยพครอบครัวตามไปภายหลังเพื่อความปลอดภัย 


ต่อมาหมอชลอกับพี่ชายก็ออกเดินทางไปบ้านม่องล่าย กาญจนบุรี หลวงพ่อจรัญได้แต่เป็นห่วง คอยสดับตรับฟังข่าวคราวของหมอชลออยู่เสมอ พร้อมกับนึกภาวนาให้หมอชลอหมั่นเจริญสมาธิ สร้างกุศลบารมี เพื่อช่วยผ่อนกรรมหนักให้เป็นเบา


หนึ่งปีผ่านไป หมอชลอกลับมาหาหลวงพ่อจรัญที่วัด บอกว่ากิจการค้าไม้ไผ่เจริญก้าวหน้าดี เห็นทีจะร่ำรวยใหญ่ ตั้งใจจะกลับมารับเอาครอบครัวไปอยู่ด้วยกัน เพื่อที่จะทำมาหากินโดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง  หลวงพ่อจรัญพิจารณาดูแล้วเห็นว่าคงเป็นไปตามเคราะห์กรรมบันดาล  เมื่อมองไม่เห็นทางที่จะห้ามปรามได้ จึงได้แต่เตือนให้ไม่ประมาท ให้พยายามรักษาศีลและเจริญวิปัสสนาภาวนา แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จะช่วยปกป้องคุ้มครองให้รอดพ้นจากผองภัยทั้งปวงได้  หมอชลอก้มลงกราบรับคำตักเตือนของหลวงพ่อแล้วลากลับไป


หมอชลอได้อพยพครอบครัวไปอยู่หมู่บ้านม่องล่ายที่กาญจนบุรี มีหลานสองคนติดตามไปด้วย เวลาผ่านไป กิจการค้าไม้ไผ่เจริญรุ่งเรืองร่ำรวยขึ้นทุกปี ชีวิตประสบความสำเร็จ มีความสุขดีน่าปลื้มใจ จนกระทั่งถึงปีที่ห้า ญาติพี่น้องที่ไปเยี่ยมเยียนหมอชลอที่ป่าเมืองกาญจนบุรี ได้นำความมาเล่าให้หลวงพ่อจรัญฟังว่า ได้เกิดเหตุร้ายขึ้นกับครอบครัวของหมอชลอ หลวงพ่อใจหายวูบขึ้นทันทีเพราะสังหรณ์ใจถึงเรื่องวิบากกรรมเก่าที่หมอชลอได้ทำไว้


ในวันที่เกิดเหตุร้าย หมอชลอพร้อมด้วยนางทองใบ ภรรยาและลูก เดินทางไปซื้อของที่ตลาดที่ตัวเมืองกาญจนบุรี เมื่อกลับมา ก็ทราบว่า โจรได้เข้าปล้นบ้านและยิงพี่ชายหมอชลอตาย ทรัพย์สินเงินทองก็ถูกปล้นเก็บกวาดไปไม่มีเหลือ


เมื่อไปแจ้งความ กว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะมาถึงที่เกิดเหตุก็ใช้เวลาหลายวัน ศพพี่ชายขึ้นอืดน่าสังเวช ต่อมาไม่นาน ฝ่ายขัดผลประโยชน์ได้ส่งนักเลงอันธพาลมาขู่หมอชลอให้หยุดตัดไม้ไผ่และอพยพออกไป ไม่เช่นนั้นจะถูกฆ่าตายอย่างพี่ชาย  หมอชลอเพิ่งจะสูญเสียพี่ชายและทรัพย์สินถูกปล้น เมื่อถูกข่มขู่ ก็เกิดความเคียดแค้น ไม่ยอมอพยพตามคำขู่ แต่จะปักหลักสู้ตายแม้จะรู้ว่าเสียเปรียบเพราะไม่มีพรรคพวก 


หมอชลอซ้อมยิงปืนอย่างเอาเป็นเอาตาย ทั้งจัดสร้างเครื่องกีดขวางอย่างรัดกุมไว้ทั่วบ้าน จิตใจเข้มแข็งห้าวหาญด้วยอำนาจความโกรธ ความแค้น ความพยาบาท  การกระทำของหมอชลออยู่ในสายตาของศัตรูที่แอบสืบดูความเคลื่อนไหวอยู่ทุกระยะ ฝ่ายศัตรูจึงเตรียมการที่จะจัดการกับหมอชลออย่างแยบยลไม่ให้พลาด


วันที่เกิดเหตุร้าย ห่างจากวันที่พี่ชายของหมอชลอถูกโจรปล้นฆ่าตายประมาณ 15 วัน เป็นเวลาเที่ยงวัน มีเรือหางยาวลำใหญ่ลำหนึ่ง แล่นมาจอดที่ท่าน้ำหน้าบ้านหมอชลอ แล้วคนในเรือก็ตะโกนเรียกหมอชลอให้ออกไปพบ เมื่อนางทองใบภรรยาลงไปดูที่ท่าน้ำ เห็นชายฉกรรจ์แต่งชุดคล้ายตำรวจ อาวุธครบมือ ประมาณ 15 คนนั่งอยู่ในเรือ  ชายในเครื่องแบบคนหนึ่งถามนางทองใบว่าหมอชลออยู่หรือไม่ มีเรื่องสำคัญ ให้ลงมาพบด่วนที่ท่าน้ำ


หมอชลอนึกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจมาสอบสวนเรื่องการตายของพี่ชาย ก็ลงไปที่ท่าน้ำโดยไม่เฉลียวใจ ส่วนนางทองใบยืนอยู่บนตลิ่ง พอพูดจาได้สักครู่ กำลังจะหันหลังเดินกลับ ชายในเครื่องแบบคนหนึ่งก็ยกปืนขึ้นจ่อยิงท้ายทอยของหมอชลอ ขาดใจตายในทันที ร่างหล่นลงในแม่น้ำ ฝ่ายนางทองใบเห็นสามีถูกยิงตายต่อหน้าต่อตา ก็หวีดร้องเป็นลมล้มสลบไป  ตามบันทึกของเจ้าหน้าที่อำเภอศรีสวัสดิ์ ระบุว่าวันที่หมอชลอถูกยิงตาย เป็นวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2504


หลังจากสังหารหมอชลอแล้ว พวกเหล่าร้ายที่ปลอมตัวมาในเครื่องแบบเจ้าหน้าที่ก็รีบหลบหนีไป เมื่อนางทองใบฟื้นคืนสติ ก็ร้องห่มร้องไห้เหมือนคนเสียขวัญอย่างหนัก พอตั้งสติได้ ด้วยความหวาดกลัวต่อภัยอันตรายที่คุกคาม ก็รีบทำพิธีเผาศพสามีและพี่ชายหมอชลอด้วยการเผาแบบง่าย ๆ ที่ลานบ้าน แล้วเก็บกระดูกสามีและพี่ชายห่อด้วยผ้าขาว พร้อมทั้งเก็บทรัพย์สินมีค่าที่จำเป็นพอจะเอาไปได้ แล้วพาลูกหลานลงแพ รีบล่องออกจากแดนป่าเถื่อนอันตรายเพื่อกลับสิงห์บุรีบ้านเกิดเมืองนอน 


แต่เวรกรรมยังไม่หมด พอแพออกจากท่าหมู่บ้านม่องล่ายได้ไม่ไกล น้ำเชี่ยว แพถูกกระแสน้ำพัดกระแทกหินใต้น้ำ แพแตก ข้าวของเงินทองที่นำติดตัวมาจมน้ำเสียหายหมด ในเวลานั้น ลูกของหมอชลอซึ่งยังเล็กอยู่ ก็มีอันต้องจมน้ำตายไปอีกคน กรรมที่ตามมาจากอดีตชาติเริ่มส่งผลให้เห็นแล้ว เริ่มจากพี่ชายของหมอชลอ ต่อมาคือหมอชลอ และตามมาด้วยลูกของหมอชลอ

กว่านางทองใบและหลานจะกลับถึงภูมิลำเนาที่อำเภอพรหมบุรี ก็ทุลักทุเล เดือดร้อนอย่างแสนสาหัส พวกญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านได้มาเยี่ยมเยียนถามข่าว และกำหนดวันทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ตาย หลวงพ่อจรัญได้ไปเทศน์ก่อนวันงานสองวัน กัณฑ์เทศน์ในครั้งนั้น หลวงพ่อจรัญท่านเทศน์เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด วิบากกรรมในอดีตที่เราท่านได้สร้างไว้ ย่อมติดตามมาสนองในชาติปัจจุบันได้โดยไม่ต้องสงสัย การที่คนเราประสบเคราะห์กรรมใด ๆ ก็ตาม ไม่ใช่เพราะสาเหตุที่ตนทำในชาตินี้เท่านั้น แต่มีกรรมในอดีตชาติมาร่วมสมทบด้วยเสมอ 


การทำบุญกระดูกหมอชลอและพี่ชายเพื่ออุทิศส่วนกุศลตามประเพณีผ่านไปได้ไม่ถึงเดือน เหตุเศร้าสลดก็อุบัติขึ้นอีก วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2504 มีญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านที่สนิทสนมคุ้นเคยไปเยี่ยมนางทองใบและซักถามถึงเหตุการตายของหมอชลอกับพี่ชาย ฝ่ายนางทองใบถูกถามเป็นการรื้อฟื้น ก็รำลึกถึงสามีและลูก เกิดความอาลัยรัก ความเศร้าโศกเสียใจก็กระพือโหมกลับขึ้นมาอีก ร้องไห้คร่ำครวญโหยหวนเหมือนคนบ้า จนเป็นลมล้มสลบไปถึงสองครั้ง นางทองใบเสียใจขนาดหนัก ไม่สามารถระงับความเศร้าโศกอันใหญ่หลวงไว้ได้ หัวใจวายถึงแก่ความตายเพราะความเศร้าโศกเสียใจอย่างรุนแรง


ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจก็สืบทราบว่า คดีปล้นฆ่าหมอชลอและพี่ชายเป็นฝีมือของก๊กเสือสวัสดิ์ อุดม และเสียปีย์ ปิยะพันธ์ ซึ่งมีคดีปล้นฆ่าหลายท้องที่ มีลูกน้องบริวารร้ายหลายสิบคน จึงยกกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าล้อมปราบ เสือสวัสดิ์ อุดม หัวหน้าใหญ่ และเสือปีย์  ปิยะพันธ์ รองหัวหน้า ทะนงตัวว่าอยู่ยงคงกระพัน ขัดขืนการจับกุม จึงถูกยิงตายในที่สุด


ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นความจริงอย่างยิ่ง  เรื่องราวของหมอชลอนี้ เป็นตัวอย่างของผู้ที่สร้างกรรมชั่วอย่างหนักไว้ในอดีตชาติ กรรมชั่วย่อมติดตามผู้กระทำเหมือนเงาตามตัว คอยรบกวนจิตใจให้กังวลอยู่เสมอ และให้ผลเมื่อสุกงอมเต็มที่  แม้ว่าในชาติปัจจุบันจะได้พยายามสร้างกรรมดี แต่หากกรรมชั่วในอดีตนั้นหนักและแรงเกินกว่ากรรมดีที่กำลังปฏิบัติในชาตินี้ ก็ยากที่จะหลบหนีให้พ้นไปได้ ต้องชดใช้กรรมที่ตนได้กระทำไว้  หากยังไม่มีโอกาสให้ผลแก่ผู้กระทำโดยตรง เพราะกรรมดีคอยแวดล้อมอยู่ ก็จะให้ผลแก่ครอบครัว เพื่อก่อความสะเทือนใจแก่บุคคลนั้น  ส่วนบุญที่ได้กระทำไว้ย่อมไม่สูญหายไปไหน จะตามมาให้ผลในภายหลังหรือชาติต่อ ๆ ไป เมื่อได้ชดใช้หนี้อกุศลกรรมไปหมดแล้ว

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
พระนิพนธ์เรื่อง "ชีวิตนี้น้อยนัก" ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงอธิบายว่า  

"..ทุกคนมีผลของกรรมดีและกรรมไม่ดีติดตามมา เป็นผลของเหตุที่ได้ทำกันไว้ในอดีตชาติที่สลับซับซ้อนนับไม่ได้ ลองนึกถึงภาพของรถบรรทุกขนาดใหญ่กำลังแล่นไล่ทับเราอยู่ ขณะเดียวกันก็มีรถบรรทุกแก้วแหวนเงินทองคันใหญ่กำลังแล่นตามเพื่อจะยกแก้วแหวนเงินทองเหล่านั้นให้เราด้วย รถทั้งสองคันนั้นกำลังขับแซงกันอย่างรวดเร็ว ผลัดกันนำ ผลัดกันตาม นึกภาพนี้แล้วก็นึกถึงใจตนเอง ว่ายังมีใจที่จะต้องการแก้วแหวนเงินทองหรือ ยังมีใจอยากได้อะไรอีกหรือ ในเมื่อรถล่าชีวิตกำลังขับตะบึงติดตามมาอย่างมุ่งมาดปรารถนาตัวเราเป็นเป้าหมาย

กรรมไม่ดีกำลังตามส่งผลแก่เราทุกคนแน่นอน เปรียบผลไม่ดีนั้นดั่งรถบรรทุกที่กำลังตะบึงไล่กวดเราอยู่ จริง ๆ ที่ยังไม่ทันบดขยี้เราก็เพราะกรรมปัจจุบันของเราที่กำลังกระทำกันอยู่อาจจะมีแรงพาหนีได้ทัน จะอย่างหวุดหวิดน่าเสียวไส้เพียงไร เราผู้ไม่มีตาพิเศษก็หารู้ไม่ กรรมดีเท่านั้นที่เป็นแรงพาเราวิ่งหนีกรรมไม่ดีที่กำลังส่งผลติดตามเราอยู่ในขณะนี้.."

"..อดีตชาติของทุกคนมีมากมายนัก จึงได้ทำกรรมกันไว้มากมายนัก กุศลกรรมบ้าง อกุศลกรรมบ้าง ชีวิตในปัจจุบันจึงมีดีบ้าง ไม่ดีบ้าง สุขบ้าง ทุกข์บ้าง คนมั่งมีเป็นมหาเศรษฐีก็ด้วยอำนาจของกุศลกรรม คือการบริจาคช่วยเหลือเจือจุนผู้อื่นที่ได้กระทำไว้ในอดีตชาติ เมื่ออกุศลกรรมคือการคดโกงเบียดเบียนทรัพย์สินให้ผู้อื่นต้องเดือดร้อนที่ได้กระทำไว้ในอดีตชาติตามมาส่งผล และเมื่อเป็นผลที่แรงกว่า มีกำลังกว่ากุศลกรรมที่กำลังเสวยผลอยู่ อกุศลกรรมก็จะตัดรอนกุศลกรรม ส่งผลไม่ดีของอกุศลกรรมให้เกิดแทน ความมั่งมีก็จะกลับเป็นความไม่มี เงินทองของมีค่าก็จะสูญหายหมดไป อกุศลกรรมแรงมากก็จะสามารถทำให้มหาเศรษฐีสิ้นเนื้อประดาตัวได้ กำลังเป็นสุขก็จะกลับเป็นทุกข์เดือดร้อน อำนาจของกรรมเป็นเช่นนี้จริง ผู้มีปัญญาจึงกลัวกรรมยิ่งกว่ากลัวอะไรอื่น กลัวเพราะรู้ว่าเมื่อทำกรรมไม่ดีไว้แล้วต้องได้รับผลไม่ดี และเมื่อถึงเวลาที่กรรมส่งผลไม่ดีมาถึงตัวแล้ว แม้ตั้งแต่เกิดมาในชาตินี้จะไม่เคยทำกรรมไม่ดีเช่นนั้น ก็จะต้องได้รับผลไม่ดี ที่อาจทำให้พิศวงสงสัย จนถึงมากคนมิจฉาทิฏฐิความเห็นผิด คือเห็นไปว่าทำดีไม่ได้ดี ซึ่งความจริงไม่ใช่เช่นนั้น ทำดีต้องได้รับผลดีเสมอ ทำไม่ดีจึงจะได้รับผลไม่ดี.."


เรื่องสุดท้ายที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังต่อไปนี้ คุณ ท.เลียงพิบูลย์ เป็นผู้บันทึกไว้ และพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือกฎแห่งกรรม ให้ชื่อเรื่องว่า "วิญญาณที่รอคอย" ...

... ประมาณเดือนตุลาคม ปี พ.ศ. 2497 ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี มีงานบุญทอดกฐิน เป็นกฐินพระราชทาน ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และผู้น้อย เดินทางไปร่วมงานบุญเป็นจำนวนมาก

คืนก่อนวันทอดกฐิน ทางคณะกรรมการกฐินได้จัดการละเล่นเพื่อฉลององค์กฐิน มีชาวบ้านอุ้มลูกจูงหลานมาชมการแสดงมากมาย ที่แสดงได้เด่นในคืนนั้นคือการแสดงลิเก เป็นที่ยกย่องชมเชยว่าแสดงได้ดีเท่าหรืออาจจะดีกว่าลิเกอาชีพบางคณะเสียอีกทั้ง ๆ ที่เป็นนักแสดงสมัครเล่น


ในวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันทอดกฐิน ทางคณะกรรมการกฐินได้ให้เกียรติแก่นางเอกลิเกเป็นผู้อุ้มผ้าไตรครององค์กฐินเดินแห่รอบโบสถ์ แต่เมื่อขบวนเดินยังไม่ครบ 3 รอบ หญิงสาวผู้เป็นนางเอกลิเกก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะ คล้ายจะเป็นลม จึงรีบมอบไตรครององค์กฐินให้ผู้อื่นอุ้มแทนเพื่อแห่รอบโบสถ์ต่อไป ส่วนตัวหญิงสาวผู้นั้นก็ออกมานั่งพักอยู่ภายนอกบริเวณใต้ต้นลำไย


เมื่อเข้าไปพักใต้ต้นลำไย ทันใดนั้น ก็กรีดร้องอย่างสุดเสียงคล้ายกับตกใจกลัวอย่างหนัก และฟุบสลบลงตรงที่นั้น  เพื่อน ๆ ได้ยินเข้า ต่างก็วิ่งเข้าไปช่วยแก้ไขตามมีตามเกิด เมื่อหญิงสาวรู้สึกตัวฟื้นขึ้นมา กิริยาท่าทางก็เปลี่ยนไป กลับแสดงกิริยาดุร้ายขึงขัง ออกท่าทางอาละวาด เพื่อนข้าราชการชายเข้าไปช่วยจับเพื่อให้อยู่ในความสงบ ก็ไม่สามารถจะทานแรงได้ ต้องช่วยกันจับหลายคน พิธีทอดกฐินยังไม่ได้เริ่ม เพราะผู้คนต่างตกตะลึง หันมาสนใจหญิงสาวผู้นี้


ทันใดนั้น หญิงสาวก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงห้าว ๆ ว่า "กูคอยมึงมานานตั้ง 37 ปีแล้ว เพื่อจะได้มีโอกาสวันนี้ จะได้แก้แค้นกินเลือดมึงให้ได้ กูแค้นใจนัก"


แต่แล้วก็มีเสียงผู้หญิงพูดขึ้นในคนเดียวกันว่า "อย่าตามมาจองเวรจองกรรมเลย ไปสู่ที่ชอบเถิด"


แล้วก็เป็นเสียงผู้ชายในคนเดียวกันพูดอย่างโกรธแค้นว่า "มึงทำกับกู มึงไม่คิดเลย ขาดความเมตตาสงสาร ทำให้กูยังไม่ได้ไปผุดไปเกิด เพราะยังไม่ได้แก้แค้นกินเลือดของมึง"


แล้วก็เป็นเสียงผู้หญิงพูดเสียงสั่นด้วยความกลัวว่า "อย่าเอาชีวิตฉันเลย ฉันกลัวแล้ว อโหสิกรรมให้ฉันเถิด ฉันกลัวแล้ว"


เสียงผู้ชายพูดว่า "ไม่ได้ กูไม่ยอมอโหสิกรรมให้แก่มึงเป็นอันขาด ถึงเวลาของกูแล้ว"


ทันใดนั้น มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ได้เข้าไปพูดขอร้องกับวิญญาณที่สิงร่างของหญิงสาวว่า "เราเป็นอะไร จึงได้มาสิงในร่างของผู้ที่กำลังจะสร้างบุญกุศลในงานทอดกฐินครั้งนี้"


เสียงผู้ชายในร่างของหญิงสาวพูดว่า "ข้ามีความแค้น เพราะความอาฆาตผู้หญิงคนนี้มาแต่ชาติก่อน เพราะหญิงคนนี้ เมื่อชาติก่อนมันเกิดเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์สินเงินทองไร่นาสาโทมากมาย เป็นคนมีอิทธิพลมาก ข้าทำผิดหนีมาถึงวัดนี้ แต่มันได้ให้คนติดตามมาตัดแขนของข้าทั้งสองข้างแค่ข้อศอก ทำให้ข้าแค้นใจ ก่อนข้าจะตายจึงอธิษฐานว่า ข้าจะขอแก้แค้นดื่มเลือดให้สมกับความแค้นให้จงได้"


แต่แล้วเสียงหญิงสาวพูดขึ้นว่า "ไม่จริง ฉันไม่ได้สั่งให้ไปฆ่าไปแกงตัดตีนตัดมือ ฉันสั่งให้ไปจับตัวมา อย่าให้หนี เพราะแกเป็นบ่าวมีความผิด"


เสียงวิญญาณเข้าสิงหัวเราะก้อง คำรามอย่างน่ากลัวว่า "ถ้ามึงไม่สั่ง อ้ายพวกไพร่ขี้ข้ามันจะมาทำกับกูถึงขนาดนี้เชียวหรือ ตัดแขนทั้งสองข้าง มึงอย่ามาแก้ตัว ถึงอย่างไรมึงก็ไม่พ้นเงื้อมมือกูไปได้ ถึงมึงจะสั่งหรือไม่สั่ง มึงเป็นนาย อ้ายพวกนั้นเป็นบ่าว เป็นขี้ข้า มึงก็ต้องรับผิดชอบวันยังค่ำ บัดนี้ มึงจนมุมแล้วสิ ถึงพยายามแก้ตัว มึงอย่าหวังว่าจะมีใครมาช่วยมึงให้พ้นเงื้อมมือกูได้"


แม้จะมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ได้ขอร้อง ขอให้พักการแก้แค้นไว้ก่อน ขอเวลาให้หญิงสาวได้มีโอกาสสร้างความดี ทอดกฐินให้เสร็จเรียบร้อย แล้วค่อยมาเจรจาใหม่ วิญญาณอาฆาตนั้นก็ไม่ยอม


ความทราบถึงเจ้าอาวาส ท่านรีบตรงไปที่ต้นลำไยข้างโบสถ์ พวกที่ห้อมล้อมหญิงสาวอยู่ เมื่อเห็นท่านสมภารต่างก็ดีใจเปิดทางให้ท่านเข้าไปใกล้ พอที่จะพูดคุยโต้ตอบกับร่างหญิงสาวที่ถูกผีสิง


น่าแปลกคือ ร่างที่วิญญาณเข้าสิงอยู่นั้น ได้ก้มลงกราบท่านสมภารด้วยความเคารพ แล้วถามว่า "ท่านเป็นชีบานาสงฆ์ จะมาจับผมถ่วงน้ำหรือ"


ท่านสมภารยิ้มอย่างใจดี แล้วพูดว่า "อาตมาเป็นสาวกพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีจิตใจเหี้ยมโหดดุร้ายที่จะไปเที่ยวจับวิญญาณใดถ่วงน้ำหรอก อาตมามีศีลทำเช่นนั้นไม่ได้ มีแต่ความเมตตา อยากให้สัตว์โลกทั้งหลายอยู่กันด้วยความสงบสุข"


เสียงวิญญาณในร่างหญิงสาวหัวเราะแล้วพูดว่า "ผมเคารพนับถือหลวงพ่อ แต่จะให้ผมอโหสิกรรมผู้หญิงคนนี้ ผมยอมไม่ได้ ผมได้พยายามเฝ้ารอคอยมาช้านานแล้ว จะต้องขอดื่มเลือดของมันให้ได้ จึงจะหายแค้น ขอหลวงพ่ออย่าได้มายุ่ง"


ท่านสมภารไม่ได้โกรธ แต่ได้ต่อรองว่า ขอให้พักการอาฆาตไว้ชั่วคราวก่อนเพื่อให้สีกาผู้นี้ได้ทำบุญสร้างกุศล ภายหลังจะตกลงกันอย่างไร ก็ขอให้งานกฐินเสร็จเรียบร้อย  วิญญาณที่สิงร่างอยู่นิ่งไปครู่ใหญ่ แล้วก็ตอบตกลง โดยขอให้เอาเลือดผู้หญิงนี้ทาใบลำไยสามใบ แล้วเหน็บไว้ที่คบไม้บนต้นลำไย  วิญญาณบอกต่อไปว่า หญิงสาวผู้นี้ เหนือเข่าซ้ายจะมีปานขาวเป็นรูปหัวใจ หากเอาเข็มแทงลงกลางใจปานขาว แล้วเอาเลือดทาที่ลำใย วิญญาณก็จะออกจากร่าง แต่ยังไม่ยอมอโหสิกรรมให้


เพื่อนข้าราชการหญิงก็รีบจัดการตามที่วิญญาณต้องการ จากนั้น วิญญาณที่สิงอยู่ก็ออกไป หญิงสาวกลับฟื้นคืนความรู้สึก เมื่อทราบว่ามีวิญญาณในอดีตชาติตามอาฆาตพยาบาท ก็ไม่สบายใจ เมื่อเข้าไปในโบสถ์ถวายผ้าองค์กฐินร่วมกับเพื่อนข้าราชการ ก็ตั้งจิตแน่วแน่อธิษฐานอุทิศส่วนกุศลให้กับวิญญาณอาฆาตนั้น เมื่อทอดกฐินเสร็จ ก็พากันเดินทางกลับ ก่อนกลับ ท่านสมภารให้ข้อคิดเตือนใจว่า "จงสร้างความดีเพื่อชนะความชั่ว จะได้สุดสิ้นการจองเวร"


เมื่อหญิงสาวกลับถึงบ้าน ก็รู้ตัวว่าวิญญาณได้ติดตามมาอยู่ในเขตบ้านตลอดเวลา บางครั้งได้ยินเสียงสุนัขพากันเห่าหอนอย่างโหยหวน บางครั้งเห็นชายแขนด้วนเดินอยู่ในบริเวณบ้าน แม้ระยะหลัง วิญญาณจะมิได้แสดงกิริยาดุร้าย แต่เมื่อรู้ว่ายังมีวิญญาณคอยติดตามอยู่ ก็ทำให้หวาดกลัวและทรมานจิตใจ  จะเชิญผู้มีอาคมขลังมาขับไล่ก็จะเป็นเวรกรรมกันต่อไปอีกไม่สิ้นสุด จึงพยายามทำความดีทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ เช่น ถวายสังฆทาน บวชคนให้เป็นพระ ทำบุญให้ทาน แล้วกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้ทุกครั้ง ซึ่งเป็นทางเดียวที่จะทำให้วิญญาณคลายความพยาบาทลงได้


คืนหนึ่ง จวนจะรุ่งสาง หญิงสาวฝันว่า ชายแขนด้วนได้เดินเข้ามาหาหญิงสาวซึ่งนอนอยู่บนเตียง มิได้แสดงกิริยาดุร้าย แต่กลับยิ้มแย้มแจ่มใส พูดว่า


"เอาล่ะ คราวนี้ฉันเชื่อแล้วว่า เธอไม่ได้จงใจสั่งให้พวกบ่าวไพร่มาทำร้ายตัดแขนฉัน นับตั้งแต่ฉันได้กินเลือดจากใบลำไยแล้ว คำอธิษฐานจองร้ายของฉันก็สิ้นสุดลง และทั้งเธอก็อดทนใจเย็น พยายามสร้างกุศลอุทิศให้ฉันมากมาย บัดนี้ แขนฉันได้ต่อติดอย่างเดิมแล้ว นับแต่นี้ไป เราสิ้นเวรหมดกรรมกัน ฉันขอขอบใจเธอที่อดทนทำความดีชนะได้ ขอให้เธอมีความสุข ฉันขอลาเธอเพื่อจะไปผุดไปเกิดในโลกมนุษย์ต่อไป"


ในฝัน หญิงสาวมองเห็นแขนสองข้างของชายผู้นั้นงอกเป็นมือปรกติอย่างน่าอัศจรรย์ แล้วภาพชายผู้นั้นก็โปร่งแสง หายไปต่อหน้าทันที เมื่อหญิงสาวตื่นขึ้น เป็นวันแรกที่มีจิตใจผ่องใสสดชื่นกว่าทุกวัน เพราะรู้ว่าได้หลุดพ้นจากวิญญาณพยาบาทของชายแขนด้วน ภายในบ้านเข้าสู่ความปรกติสุขอีกครั้งหนึ่ง ไม่ต้องคอยหวาดกลัววิญญาณพยาบาทซึ่งเป็นสิ่งลี้ลับมองไม่เห็น  ด้วยอำนาจของกุศลกรรมและเมตตาจิตที่แผ่ไปถึงวิญญาณอาฆาตทุกคืนทุกวัน ที่สุดความดีมีศีลธรรมก็ชนะ ความพยาบาทอาฆาตก็ได้จบลงด้วยการอโหสิกรรม


เรื่องเจ้ากรรมนายเวรนี้ ผู้มีความเห็นชอบประกอบด้วยสัมมาปัญญา ย่อมไม่ประมาทว่าเป็นสิ่งที่ไม่มี และไม่เห็นเป็นเรื่องเหลวไหล ไม่มีเหตุผล

ทุกคนต่างก็มีภพชาติมานับไม่ถ้วนในอดีต ต่างก็ทำกรรมทั้งดีและไม่ดีไว้นับไม่ถ้วนในภพชาติทั้งหลายนั้น เจ้ากรรมนายเวรที่ได้เคยไปล่วงเกิน เบียดเบียนทำร้ายไว้ก็ย่อมมีไม่น้อย เช่นเดียวกับผู้มีพระคุณก็มีไม่น้อยเช่นกัน  ชาตินี้แม้ไม่อาจจะล่วงรู้ได้ว่าเป็นใครต่อใครบ้าง แต่ก็พึงยอมรับว่ามีอยู่ ทั้งในภพภูมิที่พ้นความรู้เห็นของผู้ไม่มีความสามารถ และทั้งที่อยู่ในภพภูมิเดียวกันกับเราทั้งหลายนี้

พระท่านจึงสอนว่า เมื่อจะขอโทษท่านผู้เป็นเจ้ากรรมนายเวร ก็พึงทำเช่นเดียวกับเมื่อจะตอบแทนท่านผู้มีพระคุณ คือทำบุญทำกุศลด้วยความตั้งใจจริงที่จะอุทิศให้ แม้ว่าจะอยู่ต่างภพภูมิกัน ให้ด้วยสำนึกในความผิดพลาดที่ตนอาจได้กระทำแล้วต่อใคร ๆ และให้ด้วยสำนึกในพระคุณที่ได้รับจากผู้มีพระคุณทั้งหลาย


อ้างอิง     -  หลักกรรมในพระพุทธศาสนา, สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ
              -  กฎแห่งกรรม, หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี
              -  กฎแห่งกรรม, คุณ ท. เลียงพิบูลย์
              -  ประสบการณ์ทางวิญญาณ, ท่านอาจารย์ทองทิว สุวรรณทัต
              -  โอวาทสี่ของท่านเหลี่ยวฝาน, ถอดความโดยท่านอาจารย์เจือจันทน์ อัชพรรณ (มิสโจ)

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

พระเครื่อง - เรื่องเล่า


การสร้างพระเครื่องนั้น ถือกันว่าเป็นอุเทสิกเจดีย์เพื่อให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า  วัสดุที่นำมาใช้ในการสร้างพระ จะเลือกสรรเอาวัตถุที่มีค่า มีความคงทน มีนามเป็นมงคล หรือเชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ หากเป็นโลหะ ก็นิยมใช้ทองคำ เงิน ทองแดง อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือนำโลหะทั้งสามมาหลอมรวมกัน เรียกว่า ตรีโลหะ (โลหะสามชนิด) ถ้าเติม ปรอท และ เหล็ก เพิ่มเข้าไป เรียกว่า เบญจโลหะ หรือ ปัญจโลหะ (โลหะห้าชนิด) ถ้าเติมสังกะสี และ เจ้า (หมายถึงเจ้าน้ำเงิน เป็นแร่ชนิดหนึ่ง สีเขียวเป็นสีน้ำเงิน) เพิ่มเข้าไปอีก เรียกว่า สัตโลหะ (โลหะเจ็ดชนิด) และถ้าเติมโลหะเพิ่มอีกสองชนิดคือ ชิน และ บริสุทธิ์ (ทองแดงบริสุทธิ์) เรียกว่า นวโลหะ (โลหะเก้าชนิด)  ตามแต่ตำราและทรรศนะของอาจารย์ผู้สร้างว่าจะให้เป็นอย่างไร บ้างก็นำโลหะธาตุของสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือของอาถรรพ์มาเป็นส่วนผสมด้วย เช่น โลหะยอดปราสาท โลหะยอดพระเจดีย์ ขวานฟ้า เพชรหน้าทั่ง ตะปูสังขวานร เป็นต้น


หากเป็นเนื้อดินหรือเนื้อผง ก็นิยมผสมว่านจำพวกที่ทรงคุณอำนาจ เกสรดอกไม้ ดินจากสังเวชนียสถาน 4 แห่งคือ สถานที่ที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ทรงแสดงปฐมเทศนา และเสด็จดับขันธปรินิพพาน ดินจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในแต่ละท้องถิ่น ผงใบลานที่ลงอักขระแล้วนำไปเผาไฟ ผงดินสอพองที่อาจารย์ผู้ทรงวิทยาคมใช้เวทมนตร์คาถาขีดเขียนอักขระเลขยันต์ต่าง ๆ เช่น ยันต์ปถมัง ยันต์อิทธิเจ ยันต์ตรีนิสิงเห ยันต์มหาราช ยันต์พุทธคุณ ลงบนกระดานชนวนหรือแผ่นไม้ เมื่อลงอักขระเลขยันต์เหล่านี้แล้ว จะลบและเก็บผงไว้สำหรับใช้สร้างพระเครื่อง

พระสมเด็จวัดระฆัง หนึ่งในพระเครื่องชุดเบญจภาคี
อาจมีส่วนผสมอื่น ๆ นอกเหนือจากที่กล่าวมา ตามแต่อาจารย์ผู้สร้างจะกำหนด ยกตัวอย่าง พระสมเด็จวัดระฆัง ซึ่ง สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) สร้างขึ้นแจกจ่ายตอบแทนคุณญาติโยม จะมีข้าวสุกและกล้วยเป็นส่วนผสมอยู่ด้วย เล่ากันว่า เมื่อกลับจากบิณฑบาต ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ จะแบ่งจังหันของท่านออกเป็น 4 ส่วน ส่วนแรกสำหรับตัวท่านเอง ส่วนที่สองสำหรับลูกศิษย์ ส่วนที่สามให้เป็นทานแก่นกกาและสุนัข ส่วนที่เหลือท่านเก็บไว้บดทำพระเครื่อง 

พระคำข้าว
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง อุทัยธานี
พระคำข้าว ของ พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี มีส่วนผสมของข้าวสุกเช่นกัน หลวงพ่อฤาษีฯ ท่านพูดถึงพระคำข้าวว่า ทำได้ยากมาก ต้องเสกข้าวที่มีรสอร่อยที่สุด ออกจากปากนำมาเสก ทำอย่างนี้ครบ 3 เดือนแล้วจึงทำเป็นผง แล้วนำเข้าพิธีพุทธาภิเษกอีกวาระหนึ่ง

พระขุนแผนพรายกุมาร
หลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ ระยอง
พระขุนแผนพรายกุมาร ของ หลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ จังหวัดระยอง ซึ่งมอบให้กับญาติโยมสาธุชนที่ร่วมทำบุญฝังลูกนิมิตเมื่อปี พ.ศ. 2515 นั้น เป็นพระเครื่องอีกตำรับหนึ่งที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร เนื่องจากได้นำ กะโหลกเด็กในครรภ์ผีตายทั้งกลม มาเป็นมวลสารสำคัญ ท่านว่ามีคุณวิเศษด้านเมตตามหานิยมยิ่งนัก

กะโหลกที่ได้มา จะห่อด้วยผ้าและเก็บไว้หลังพระประธานในพระอุโบสถเป็นเวลา 3-4 เดือน เพื่อให้แห้งสนิทและหมดกลิ่น จากนั้นจึงนำมาบดให้ละเอียด ผสมกับผงวิเศษต่าง ๆ ที่หลวงปู่ทิมมอบให้ แล้วปั้นเป็นแท่ง นำไปตากแดดจนแห้งสนิท  ครั้นได้ฤกษ์ตามที่หลวงปู่ทิมกำหนด ก็จะนำแท่งผงนี้มาเขียนอักขระเลขยันต์บนกระดานชนวนแล้วลบเป็นผง เรียกว่า ผงพรายกุมารมหาภูติ ซึ่งพิธีดังกล่าวกระทำกันภายในพระอุโบสถ หลวงปู่ทิมเป็นประธาน และพระสงฆ์ 9 รูปเจริญพระพุทธมนต์

เคยมีผู้สงสัยว่า การนำเอากะโหลกผีมาสร้างพระเครื่องนั้น ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ประการใด  เกี่ยวกับเรื่องนี้ หลวงปู่ทิมอธิบายว่า การสร้างพระพิมพ์ด้วยวัตถุอาถรรพ์นี้ ไม่ได้ไปกักวิญญาณเด็ก เพราะเด็กไปเกิดตามแรงแห่งกรรมของเขาแล้ว เป็นแต่เพียงนำธาตุทั้งสี่ที่เหลืออยู่มาใช้  อีกอย่างหนึ่งคือ เด็กที่ตายในท้องโดยที่ยังไม่ทันได้เกิดออกมานั้น แสดงว่ามีกรรมเบียดเบียน การนำสังขารที่สุดท้ายจักต้องเปื่อยสลายมาสร้างเป็นพระพิมพ์ให้ผู้คนเขาได้ทำบุญ ก็จะเป็นบุญกุศลให้กับเด็กที่ตายไปแล้ว

หลวงปู่ดู่ พฺรหฺมปญฺโญ
วัดสะแก พระนครศรีอยุธยา
เกี่ยวกับพระผงพรายกุมารนี้ มีเรื่องเล่ากันว่า บ่ายวันหนึ่ง ที่วัดสะแก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขณะที่หลวงปู่ดู่ พฺรหฺมปญฺโญ กำลังนั่งสนทนากับลูกศิษย์อยู่บริเวณระเบียงกุฏิของท่าน มีรถยนต์คันหนึ่งวิ่งเข้ามาจอดภายในวัด และมีชายสี่คนเดินลงจากรถมุ่งตรงมายังกุฏิของหลวงปู่

หลวงปู่ดู่ท่านอุทานขึ้นว่า "เอ๊ะ ไอ้พวกนี้มาแปลก มันพาผีมาด้วย"  บรรดาลูกศิษย์ที่นั่งกันอยู่ก็ชะเง้อมองดูชายทั้งสี่คน แต่ก็ไม่เห็นมีสิ่งใดผิดปรกติ

เมื่อชายทั้งสี่เดินมาถึงกุฏิ ก็พากันขึ้นไปกราบหลวงปู่ หลวงปู่จึงถามขึ้นว่า "พวกเธอมาหาฉัน ทำไมต้องพาผีมาด้วย"

ทั้งสี่คนมองหน้ากันด้วยความสงสัย กราบเรียนถามหลวงปู่ว่า "ผีที่ไหนหรือขอรับ"

หลวงปู่ดู่หัวเราะอย่างอารมณ์ดี ตอบว่า "ก็ผีจากพระที่แขวนอยู่ที่คอน่ะสิ"

เมื่อสอบถามความเป็นมา จึงทราบว่า ชายทั้งสี่คนที่เดินทางมากราบนมัสการหลวงปู่ดู่นั้น เป็นศิษย์ของหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ จังหวัดระยอง พระที่แขวนอยู่ที่คอของแต่ละคน เป็นพระเครื่องของหลวงปู่ทิมที่มีส่วนผสมของผงพรายกุมารมหาภูติ


การสร้างพระเครื่องให้ขลังนั้น นอกจากคุณวิเศษของมวลสารที่นำมาผสมรวมกันเป็นองค์พระแล้ว พิธีพุทธาภิเษก ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยทั่วไป ก่อนนำพระเครื่องออกแจกจ่ายหรือให้เช่าบูชา สำนักผู้สร้างจะประกอบพิธีพุทธาภิเษกโดยนิมนต์พระเถระผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ มีสมาธิจิตเข้มแข็ง อาจเป็นรูปเดียวหรือเป็นหมู่คณะ นั่งภาวนาส่งกระแสจิตอัญเชิญคุณพระรัตนตรัยเข้าไปสถิตในพระเครื่องนั้น ๆ


หากเป็นพระเครื่องที่สร้างในวาระสำคัญอันเป็นมงคล พิธีพุทธาภิเษกจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ในพระอารามหลวง หรือในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) โดยนิมนต์พระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงจากทั่วทุกภาคของประเทศมาร่วมพิธี ตัวอย่างเช่น พระเครื่องที่ระลึกงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ เหรียญพระแก้วมรกตงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี พ.ศ. 2525  เหรียญพระชัยหลังช้าง สร้างในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ 60 พรรษา ปี พ.ศ. 2530 เหรียญสมเด็จพระนเรศวรมหาราช รุ่น "สู้" ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีรับสั่งให้สร้างขึ้นเพื่อพระราชทานเป็นขวัญกำลังใจให้กับทหารตำรวจและอาสาสมัครผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ฯลฯ


พระเครื่องที่ได้รับการถ่ายทอดพลังจิตไว้อย่างสมบูรณ์ หากผู้นำไปสักการบูชาเป็นผู้มีศีลธรรม ไม่นำไปใช้ในทางทุจริตหรือประพฤติมิชอบ พระเครื่องก็ย่อมมีความศักดิ์สิทธิ์ มีผลทุกอย่างตามที่ท่านผู้ปลุกเสกอธิษฐานไว้ว่าให้เกิดผลอะไร ยกตัวอย่าง พระคำข้าว ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี จะเน้นให้ผลไปในทางลาภสักการะ หรือ พระหางหมาก ที่ท่านสร้าง จะให้ผลหนักไปในทางเจรจาโน้มน้าวใจคน

พระครูวิหารกิจจานุการ (ปาน โสนนฺโท)
วัดบางนมโค พระนครศรีอยุธยา
พระเครื่องของ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่านไม่รับรองเรื่องคงกระพันชาตรี ท่านว่าเรื่องนี้เป็นกฏของกรรม พระของท่านเป็นพระหมอ แก้โรคทุกอย่าง ใครป่วยเป็นโรคอะไรก็ตาม นำพระใส่ลงไปในขันน้ำ แล้วอาราธนาขอบารมีพระพุทธเจ้าและสัตว์พาหนะ  ทำน้ำมนต์รักษาโรค  ใช้ในทางค้าขาย เมตตามหานิยม หรือกันผีสางก็ได้

ถ้าหากว่าถูกงูหรือสัตว์มีพิษกัด ให้เอาพระจุ่มน้ำแล้วอาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าและสัตว์พาหนะให้ดูดพิษนั้นออกให้หมด แล้วเอาหลังพระแปะลงไปที่แผล เอาศีรษะท่านขึ้นมาทางหัวเรา จะถูกกัดที่เท้าหรือที่ข้อเท้าก็แปะได้ เมื่อแปะลงไปแล้วพระจะเริ่มดูดพิษ ขณะที่พิษยังไม่หมดพระจะติดแน่นอยู่ เมื่อพิษหมดแล้วพระจะหลุดออกง่าย  เคยมีทหารเรือถูกงูเห่ากัด ก็ใช้พระของหลวงพ่อปานช่วยดูดพิษออก พอถึงเดือน 12 ทอดกฐิน คณะทหารเรือแห่กันมารับพระประมาณ 400-500 คน บอกว่ามาขอรับพระแก้งูกัด

พระเครื่อง หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค พระนครศรีอยุธยา
พระของหลวงพ่อปานมีด้วยกัน 6 พิมพ์ จำแนกตามชนิดของสัตว์ที่ปรากฏบนองค์พระ ได้แก่ รูปหนุมาน รูปไก่ รูปครุฑ รูปปลา รูปเม่น และรูปนกกระจาบ  แบบพระของท่านจะไม่ค่อยเหมือนกัน เพราะคนแกะพิมพ์พระมีหลายคนด้วยกัน  วิธีสร้างพระนั้นท่านว่าไม่ยาก แต่วิธีทำผงเพื่อบรรจุลงในพระพิมพ์นั้น เป็นเรื่องยากมาก เพราะผู้ทำต้องทรงสมาบัติ 8  ถ้าหากจะทำพระพิมพ์นกกระจาบ ต้องเอาผ้าขาวมาเสกให้เป็นนกกระจาบ นกกระจาบจะกางปีกขึ้น มีคาถาอยู่ใต้ปีก ก็ให้ลอกคาถานั้นมาทำเป็นผง หรือหากจะทำพระพิมพ์หนุมาน หรือไก่ หรือครุฑ หรืออะไรก็ตาม ต้องนำผ้าขาวมาเสกเป็นสัตว์ชนิดนั้น ๆ สัตว์จะแสดงอาการให้คาถาปรากฏที่ตัว แล้วก็นำคาถานั้นมาทำผงเพื่อบรรจุลงในพระพิมพ์  เวลาทำผงต้องนั่งปลุกเสกอยู่ในพระอุโบสถ อดข้าว 7 วัน 7 คืน เข้าสมาบัติกันเต็มที่ ออกจากที่ไม่ได้

การแจกพระสมัยนั้น หลวงพ่อปานท่านแจกจริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่แจกเฉย ๆ หุงข้าวเลี้ยงคนที่มารับพระอีกด้วย คนมากันมืดฟ้ามัวดิน แจกกันคนละองค์ แต่คนรับก็ฉลาด มารับหัวแถวแล้วก็เดินไปยืนท้ายแถวเวียนมารับใหม่ วันต่อมา หลวงพ่อรู้ทัน พอแจกแล้วก็เอาปูนแดงที่เขากินกับหมากมาป้ายที่เสื้อ คนรับเขาก็ฉลาดอีก พอรับพระเสร็จ ออกไปข้างนอก ก็กลับเอาเสื้อข้างนอกเข้าข้างในเสีย แล้วกลับมารับใหม่

ตอนช่วงท้ายชีวิตของหลวงพ่อปาน ท่านทำผ้ายันต์เป็นรูปของท่านและยันต์เกราะเพชร จำนวนหลายพันผืนสำหรับแจกญาติโยมพุทธบริษัท  คราวหนึ่ง นายประยงค์ ตั้งตรงจิตร เจ้าของห้างขายยาตราใบโพธิ์ พิมพ์มาถวายหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานก็ให้ หลวงพ่อเล็ก เกสโร (เจ้าอาวาสวัดบางนมโคต่อจากหลวงพ่อปาน) นำไปเสก หลวงพ่อเล็กท่านได้สมาบัติ 8 ท่านเสกอยู่สามเดือน ถือว่าครบไตรมาสพรรษาหนึ่ง  แล้วก็นำมาถวายหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานท่านเห็นเข้า ก็โบกไม้โบกมือว่า ไม่เอา ๆ ยังไม่เสร็จ ยังใช้ไม่ได้

หลวงพ่อเล็กท่านก็นึกในใจว่า เราเข้าถึงสมาบัติ 8 ขนาดนี้ยังใช้ไม่ได้ แล้วใครจะเสกยิ่งไปกว่านี้  แล้วท่านก็นำกลับไปทำใหม่ คราวนี้ท่านบวงสรวงชุมนุมเทวดา อาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระอริยสาวกทั้งหมด พรหมทั้งหมด เทวดาทั้งหมด ครูบาอาจารย์ทั้งหมด เมื่ออาราธนาแล้วก็เห็นท่านมากันครบถ้วน เสก 10 นาทีแล้วท่านก็กลับ หลวงพ่อเล็กทำแบบนี้อยู่ 6 วัน พอวันที่ 7 ทุกท่านมา แต่ไม่มีใครทำ ท่านบอกว่าไม่มีอะไรจะบรรจุแล้ว คุณจะให้ฉันทำอะไร 

พอครบ 7 วัน ท่านก็นำกลับไปถวายหลวงพ่อปาน  คราวนี้ หลวงพ่อปานกล่าวชมว่า อย่างนี้สิ ถึงจะใช้ได้ ท่านบอกว่า การที่เราจะเสกพระหรืออะไรก็ตาม ถ้าเสกด้วยกำลังของเราไม่ช้าก็เสื่อม ถ้าเราเอาตัวของเราออกไปเสีย แล้วอาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระอริยสาวกทั้งหมด พรหมหรือเทวดาทั้งหมด ให้ท่านมาช่วย ท่านทำประเดี๋ยวเดียว 2-3 นาทีก็เสร็จ ดีกว่าเราทำ 1,000 ปี

ครูบาพรหมจักรสังวร วัดพระพุทธบาทตากผ้า ลำพูน (ขวา)
พิธีพุทธาภิเษกนิยมกระทำกันภายในพระอุโบสถตามฤกษ์ยามที่โหราจารย์คำนวณ  สำหรับพระอริยเจ้าผู้ทรงฌานแล้ว ท่านไม่จำเป็นต้องไปนั่งอยู่ในพิธีด้วยก็ได้ ท่านสามารถส่งกระแสจิตมาแทน จิตที่มีพลัง ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลเพียงใดก็ส่งถึงกันได้ ยกตัวอย่างเมื่อครั้งที่วัดบวรนิเวศวิหาร ทำพิธีพุทธาภิเษกรูปพระนเรศวรในปี พ.ศ. 2518  ครูบาพรหมจักรสังวร วัดพระพุทธบาทตากผ้า จังหวัดลำพูน ท่านติดภารกิจสำคัญ ไม่สามารถเดินทางเข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษกได้ แต่ท่านรับปากว่า เมื่อถึงเวลา 16:00 น. ตรงตามกำหนดเวลาพุทธาภิเษกที่วัดบวรนิเวศวิหาร ท่านจะเข้ากุฏิใส่กลอน ส่งกระแสจิตมาช่วยแทน


เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ ประกอบพิธีพุทธาภิเษกพระเครื่องหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ในปี พ.ศ. 2517 มีพระเถระผู้ทรงคุณเข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก ครั้งนั้น หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่ และ หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล จังหวัดอุดรธานี (ปัจจุบัน อยู่ในเขตจังหวัดหนองบัวลำภู) ไม่ได้เข้าร่วมพิธีเนื่องจากชราภาพมาก แต่ท่านก็ได้แผ่พลังจิตมาในวันทำพิธี

พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต (เจ้าคุณนรฯ)
วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ
อีกเรื่องที่กล่าวขานกันมากคือ ในปี พ.ศ. 2505 เมื่อครั้งที่กรมการรักษาดินแดน จัดสร้างพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ประดิษฐานบนพระแท่นหินอ่อน ณ สวนเจ้าเชตุ เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์เฉลิมพระเกียรติในพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงริเริ่มกิจการรักษาดินแดน ครั้งนั้น มีการจัดสร้าง เหรียญพระบิดาแห่งกิจการรักษาดินแดน เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของล้นเกล้า รัชกาลที่ 6 ทำด้วยทองขาว และได้ประกอบพิธีพุทธาภิเษก โดยนิมนต์พระเกจิอาจารย์ชื่อดังจากสำนักต่าง ๆ เข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก อาทิ หลวงปู่เส่ง วัดกัลยาณมิตร หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ ฯลฯ รวมถึง ท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุ หรือ พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ ด้วย

เหรียญพระบิดาแห่งกิจการรักษาดินแดน พ.ศ. 2505
เป็นที่ทราบกันอยู่ก่อนแล้วว่า ท่านเจ้าคุณนรฯ จะไม่เดินทางออกนอกวัด แต่จะนั่งปลุกเสกอยู่ภายในกุฏิของท่านที่วัดเทพศิรินทราวาส เพื่อส่งกระแสจิตมาร่วมในพิธีนี้ อย่างไรก็ตาม ในมณฑลพิธีที่ประกอบพิธีพุทธาภิเษก ได้จัดเตรียมอาสนะเปล่าสำหรับท่านเจ้าคุณนรฯ ไว้ด้วย หลังจากเสร็จพิธี พระเถระรูปหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ข้างอาสนะเปล่าที่จัดเตรียมไว้สำหรับท่านเจ้าคุณนรฯ ได้สอบถามท่านเจ้ากรมฯ ว่า เป็นอาสนะสำหรับพระรูปใด เห็นมานั่งปรกอยู่ เสร็จแล้วก็หายไปเฉย ๆ  คำพูดของพระเถระรูปนั้นสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคน เพราะต่างก็เห็นตรงกันว่า อาสนะนั้นว่างเปล่าอยู่ตลอดเวลา และตลอดพิธีกรรม ไม่มีผู้ใดไปนั่งอยู่บนนั้น

พระผงรูปหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ชัยนาท พ.ศ. 2508
พิธีพุทธาภิเษกของบางสำนัก อาจมีการบวงสรวงอัญเชิญดวงวิญญาณของครูบาอาจารย์เจ้าของตำรับพระเครื่องนั้น ๆ หรือดวงวิญญาณของเจ้าอาวาสองค์ก่อน ๆ มาร่วมพิธีด้วย ถึงแม้ท่านเหล่านั้นจะมรณภาพไปแล้วก็ตาม เช่นเมื่อครั้งที่ วัดปากคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท สร้าง พระผงรูปหลวงปู่ศุข ปี พ.ศ. 2508 นอกจากนิมนต์พระเกจิอาจารย์จากสำนักต่าง ๆ มาร่วมพิธีแล้ว ได้อัญเชิญดวงวิญญาณของ หลวงปู่ศุข เกสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดปากคลองมะขามเฒ่าและเป็นพระอาจารย์ของพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เข้าร่วมปลุกเสกด้วย

พระสมเด็จเผ่า วัดอินทรวิหาร กรุงเทพฯ พ.ศ. 2495
เมื่อคราวที่ วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม กรุงเทพฯ ประกอบพิธีพุทธาภิเษก พระสมเด็จเผ่า ซึ่ง พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้นเป็นประธานการจัดสร้าง เล่ากันว่า ในวันประกอบพิธี คือวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2495 สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ได้เสด็จลงจากพรหมโลกเข้าร่วมพิธีปลุกเสกด้วย

หนังสือ "ประสบการณ์ทางวิญญาณ" ของ ท่านอาจารย์ทองทิว สุวรรณทัต เล่าถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า พระสมเด็จที่สร้างขึ้น มีมวลสารเก่าของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ผสมอยู่ไม่น้อย ได้มาจากพระสมเด็จวัดระฆัง พระสมเด็จกรุบางขุนพรหม ที่ชำรุดแล้วนำมาบดเป็นผง และยังมีผงวิเศษที่สมเด็จโตมอบให้กับหลวงปู่ภู วัดอินทรวิหาร เก็บรักษาไว้  นอกจากนี้ ยังมีส่วนผสมของผงตะไบพระกริ่งวัดสุทัศน์รุ่นปี พ.ศ. 2485 และผงวิเศษต่าง ๆ ที่บรรดาพระเกจิอาจารย์มอบให้

การบวงสรวงสังเวย การสร้างและพิธีพุทธาภิเษก กระทำตามแบบแผนพิธีกรรมที่ถูกต้อง  พระคณาจารย์ผู้เข้าร่วมพิธี ก็ล้วนเป็นพระเถระผู้ทรงวิทยาคมแก่กล้า

นอกจากพระราชาคณะและพระคณาจารย์ผู้ทรงคุณวิเศษเลื่องลือ เป็นที่รู้จักกันแล้ว พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ยังได้เชิญ พลเรือตรี หลวงสุวิชานแพทย์ เข้าร่วมในพิธีกรรมครั้งนั้นด้วย เป็นที่ทราบกันดีว่า คุณหลวงสุวิชานแพทย์ท่านนี้ เป็นผู้มีญาณวิเศษ สามารถติดต่อกับโอปปาติกะในทางสมาธิจิต

พลเรือตรี หลวงสุวิชานแพทย์
ขณะที่พระราชาคณะและพระคณาจารย์ทั้งหลายกำลังเจริญพระพุทธมนต์อยู่นั้น คุณหลวงสุวิชานแพทย์ได้นั่งสมาธิ และในขณะที่จิตสงบ ก็ได้เห็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) กำลังพินิจพิจารณาสิ่งของต่าง ๆ ในวงด้ายสายสิญจน์ ซึ่งเป็นสรรพวัตถุที่จะประมวลเข้าพิธีกรรม อันมีผงเกสรและดอกไม้ต่าง ๆ รวมทั้งแม่พิมพ์ เมื่อเป็นที่พอใจแล้ว ท่านก็เสด็จกลับขึ้นสู่พรหมโลก

จากนั้น คุณหลวงสุวิชานแพทย์ ยังได้ทราบโดยญาณอีกว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) จะเสด็จจากพรหมโลกเข้าสู่มงคลพิธี ในเวลา 15:00 น.

พระผงมงคลมหาลาภ วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ พ.ศ. 2499
เรื่องต่อมา จากหนังสือเล่มเดียวกัน เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2499 เมื่อครั้งที่ วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ  ประกอบพิธีพุทธาภิเษก พระผงมงคลมหาลาภ  มีพระราชาคณะและพระคณาจารย์ผู้ทรงคุณวิเศษต่าง ๆ เข้าร่วมพิธีด้วยเป็นจำนวนมาก

เมื่อได้ฤกษ์ก็บังเกิดนิมิตประหลาด แสงแดดซึ่งกำลังแผดกล้ากลับเปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม มีเมฆฝนมืดทึบเคลื่อนมาปกคลุมทั่วท้องฟ้า  คุณหลวงสุวิชานแพทย์เห็นนิมิตดังนั้น จึงรีบเข้าไปสักการบูชาพระพุทธรูปในพระอุโบสถ เพราะท่านทราบว่า นิมิตประหลาดเช่นนี้ คงมิใช่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ

แล้วก็เป็นจริงดังคาด เพราะเมื่อคุณหลวงนั่งสมาธิได้สักครู่ ก็ทราบว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ได้เสด็จมาถึงแล้ว แต่ยังไม่เข้าที่ประทับด้วยยังไม่มีผู้ใดอัญเชิญ ท่านอาจารย์จึงออกจากสมาธิ ให้เจ้าหน้าที่ทำพิธีอัญเชิญเจ้าประคุณสมเด็จฯ เข้าสู่ที่ประทับทันที เมื่อจัดการทุกอย่างเป็นที่เรียบร้อย พยับเมฆที่บดบังแสงอาทิตย์ก็เคลื่อนออก บังเกิดแสงสว่างแผดจ้าไปทั่วท้องฟ้าอีกครั้ง

เหรียญสองหน้า "สมเด็จโต - หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด" พ.ศ. 2517
มอบเป็นที่ระลึกให้กับผู้บริจาคทรัพย์สร้างพระอุโบสถ วัดผาทั่ง อุทัยธานี
แม้ว่าสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) จะมรณภาพไปนานแล้วก็ตาม แต่ก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับท่านอยู่เสมอ ๆ เช่น เมื่อครั้งที่คณะศิษยานุศิษย์ ผู้มีความเคารพศรัทธาในท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ดำเนินการจัดสร้าง เหรียญสมเด็จโต ขึ้น เพื่อหาทุนสร้างพระอุโบสถ วัดผาทั่ง จังหวัดอุทัยธานี 

เหรียญที่สร้างขึ้นในครั้งนั้นเป็นเหรียญสองหน้า มี 3 แบบด้วยกัน คือ เหรียญสองหน้า-สมเด็จโตกับหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด เหรียญสองหน้า-สมเด็จโตกับหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า เหรียญสองหน้า-สมเด็จโตกับพระประธานวัดระฆังโฆสิตาราม

เล่ากันว่า "เบื้องบน" มีบัญชาให้นำเหรียญที่จัดสร้างขึ้นนี้ ไปให้ หลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ จังหวัดระยอง ปลุกเสกด้วย 

พิธีพุทธาภิเษกจัดขึ้นที่พระอุโบสถ วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2517  มีพระเถระผู้ทรงวิทยาคมเข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก อาทิ สมเด็จพระญาณสังวร (สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19) สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดจักรวรรดิราชาวาส หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี หลวงปู่เส่ง วัดกัลยาณมิตร หลวงพ่อกี๋ วัดหูช้าง พระอาจารย์ผ่อง จินดา วัดจักรวรรดิราชาวาส ฯลฯ  แผ่นโลหะที่ใช้สร้างเหรียญ เสกโดยหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่ และตลอดเวลาที่ทำพิธีพุทธาภิเษก คณะศิษย์พากันนุ่งขาวห่มขาว สมาทานศีล และสวดพระคาถาชินบัญชรต่อเนื่องกันไปตลอดทั้งวันคืน

เมื่อเสร็จพิธีพุทธาภิเษกในพระอุโบสถวัดระฆังโฆสิตารามแล้ว คณะศิษย์ได้นำเหรียญทั้งหมดมาที่วัดละหารไร่ เพื่อให้หลวงปู่ทิมปลุกเสกอีกครั้งตามที่ "เบื้องบน" มีบัญชา  ตอนแรก กรรมการวัดละหารไร่พากันคัดค้าน แต่หลวงปู่ทิมท่านเห็นว่า เจตนาการสร้างเหรียญนี้เป็นกุศลเจตนาเพื่อหาทุนไปสร้างพระอุโบสถถวายให้วัดในถิ่นทุรกันดาร ท่านก็อนุญาต จึงนำเหรียญทั้งหมดวางในถาดซ้อนบนลังบรรจุ พระกริ่งชินบัญชร ซึ่งหลวงปู่กำลังทำพิธีอยู่

หลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ ระยอง
ขณะที่หลวงปู่ทิมทำพิธีปลุกเสกอยู่ภายในกุฏิในเวลากลางคืนนั้น คณะศิษยานุศิษย์สมเด็จโตทั้งหลายก็นุ่งขาวห่มขาว สวดพระคาถาชินบัญชรอยู่ด้านหน้ากุฏิ คณะศิษยานุศิษย์ที่อยู่กรุงเทพฯ ก็นั่งสมาธิส่งกระแสจิตไปด้วยเช่นกัน มีศิษย์ท่านหนึ่งได้ ทิพจักขุ หรือ ตาทิพย์ เป็นอภิญญาอย่างหนึ่งในอภิญญาหก เล่าว่า หลวงปู่ทิมท่านไม่ได้ปลุกเสกเอง ถาดที่บรรจุเหรียญเปล่งประกายรัศมีสว่างจ้าไปทั่วบริเวณ แล้วค่อย ๆ หมุนตัวลอยขึ้นไปเบื้องบน มีเทวดาและพรหมมารับขึ้นไปทำพิธีข้างบนอีกครั้งหนึ่ง  ผู้เป็นประธานในพิธีได้ใช้คทาแก้วคนเหรียญในถาด  ศิษย์ผู้ได้ทิพจักขุนี้ โดยปรกติไม่นิยมแขวนพระเครื่อง เพราะเป็นผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ถึงกับยอมรับในความอัศจรรย์และนำเหรียญนี้ไปแขวนติดตัว

เหรียญพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ วัดเจติยาคีรีวิหาร (ภูทอก) พ.ศ. 2532
มีเหรียญพระคณาจารย์จำนวนไม่น้อยที่เปล่งอานุภาพให้ได้รับรู้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ อาจเป็นด้วยพลังจิตอันแก่กล้าที่ครูบาอาจารย์ถ่ายทอดลงสู่เหรียญนั้น ๆ   ยกตัวอย่าง เหรียญรูปใบโพธิ์ ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ วัดเจติยาคีรีวิหาร (ภูทอก) ปี พ.ศ. 2532 สร้างเป็นที่ระลึกในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดเจดีย์พิพิธภัณฑ์ท่านพระอาจารย์จวน

หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร วัดถ้ำผาบิ้ง  (ยืน)
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ (นั่ง)
เหรียญนี้สร้างขึ้นหลังจากที่ท่านพระอาจารย์จวนมรณภาพไปแล้ว หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร วัดถ้ำผาบิ้ง  จังหวัดเลย แผ่เมตตาอธิษฐานจิตปลุกเสกตลอดพรรษา และ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ จังหวัดเลย ปลุกเสกเพิ่มเติมในภายหลังอีก มีผู้เก็บเหรียญนี้ไว้บูชาที่บริษัท โรงงานของบริษัทถูกไฟไหม้อยู่สองวันสองคืน ตู้เหล็กที่อยู่ใกล้ยังละลาย แต่เหรียญพระอาจารย์จวน นอกจากจะไม่หลอมละลายแล้ว แม้แต่ซองพลาสติกที่ใส่เหรียญ และกระดาษที่พิมพ์บอกชื่อเหรียญ ก็ไม่ไหม้ละลายเช่นกัน

เหรียญ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ รุ่นรางปืน พ.ศ. 2517
วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ จัดสร้าง
เล่ากันว่า.. คหบดีเจ้าของโรงแรมใหญ่แห่งหนึ่งทางภาคใต้ เก็บสะสมพระเครื่องไว้เป็นจำนวนมาก ท่านผู้นี้มีวิธีเลือกเก็บพระโดยนำไปแขวนคอไก่แล้วยิงด้วยปืน  พระส่วนใหญ่ยิงออกและยิงเข้า ทำไก่ตายไปเป็นจำนวนไม่น้อย แต่หากจ่อยิงแล้วยิงไม่ออก หรือยิงไม่เข้า ปรับเปลี่ยนปืนแล้วก็ยังยิงไม่ออก หรือยิงขนกระจุยแต่ไม่เข้า ท่านก็เก็บไว้ มีอยู่หลายรายการเหมือนกัน เท่าที่ทราบมา มีเหรียญหลวงปู่เขียว วัดหรงบน นครศรีธรรมราช เหรียญหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลังรางปืน ปี พ.ศ. 2517 เหรียญหลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก เหรียญหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม นครปฐม เหรียญสันติบาล หลวงพ่อเอีย วัดบ้านด่าน ปราจีนบุรี ฯลฯ

พระราชธรรมาภรณ์ (หลวงพ่อเงิน จนฺทสุวณฺโณ)
วัดดอนยายหอม นครปฐม
พระเครื่องของ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม นครปฐม นั้น ขึ้นชื่อว่าโดดเด่นด้านคงกระพันชาตรีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ในอดีต ท่านพลตำรวจโทประชา บูรณธนิต เคยถูกลอบยิงแต่ไม่ได้รับอันตรายเพราะท่านมีเหรียญหลวงพ่อเงินติดตัวอยู่

หลวงปู่เขียว อินฺทมุนี วัดหรงบน นครศรีธรรมราช
กล่าวถึง หลวงปู่เขียว อินฺทมุนี วัดหรงบน จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ร่วมสมัยกับพ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง ท่านเป็นคนพูดน้อย พูดเสียงดังแต่ใจดี มีวาจาสิทธิ์ สรีระของหลวงปู่เขียวยังคงเก็บรักษาอยู่ที่วัดหรงบนตราบเท่าทุกวันนี้ ไม่เน่าเปื่อยแต่อย่างใด


ย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีก่อน หลังจากที่หลวงปู่เขียวมรณภาพและได้ทำพิธีบำเพ็ญกุศลศพครบ 7 วันแล้ว ทางวัดได้เก็บศพของหลวงปู่เพื่อฌาปนกิจในปีถัดไป ระหว่างนั้น ได้จัดให้มีการสวดพระอภิธรรมบำเพ็ญกุศลทุกวันพระอย่างสม่ำเสมอ เมื่อถึงกำหนดวันฌาปนกิจ คณะกรรมการเกิดมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า สภาพศพของหลวงปู่ยังคงดูปรกติดี จึงอยากเก็บรักษาไว้ ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรดำเนินการฌาปนกิจให้แล้วเสร็จตามประเพณี

เมื่อตกลงกันไม่ได้ ฝ่ายที่ต้องการเก็บรักษาสรีระของหลวงปู่ จึงพากันอธิษฐานขอให้สรีระไม่ไหม้ไฟ ส่วนฝ่ายที่เห็นว่าควรฌาปนกิจให้แล้วเสร็จ ก็รับปากว่า หากผ่านไปหนึ่งชั่วโมงแล้วสรีระของหลวงปู่ยังไม่ไหม้ไฟ ก็จะล้มเลิกการฌาปนกิจ

เมื่อถึงเวลาฌาปนกิจ คณะกรรมการวัดได้ยกร่างของหลวงปู่วางลงบนรางเหล็กซึ่งสุมไว้ด้วยถ่านและไม้จันทน์ จากนั้นก็จุดไฟ น้ำมันก๊าดที่เทไว้ในรางเหล็กก็เร่งไฟให้ลุกโชนท่วมร่างของหลวงปู่ เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมง คณะกรรมการวัดและประชาชนนับพันที่มาร่วมไว้อาลัย เริ่มสังเกตเห็นว่าร่างของหลวงปู่ยังดูปรกติ จึงขึ้นไปอุ้มลงจากเมรุ ปรากฏว่า นอกจากสรีระจะไม่ไหม้ไฟแล้ว แม้กระทั่งจีวรที่ครองอยู่ก็ไม่ไหม้ไฟเช่นกัน

พระเทพสุทธาจารย์ (หลวงปู่โชติ คุณสมฺปนฺโน)
วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร นครราชสีมา
เหรียญโสฬสระลึกชาติ ที่ หลวงปู่โชติ คุณสมฺปนฺโน สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2516 จัดเป็นวัตถุมงคลวิเศษสุดยอดที่ท่านตั้งใจสร้างเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร รวมถึงมอบให้ศิษยานุศิษย์ไว้เป็นที่ระลึกก่อนที่ท่านจะละสังขาร

เหรียญโสฬสระลึกชาติ หลวงปู่โชติ คุณสมฺปนฺโน พ.ศ. 2516
เล่าว่า ในการทำแบบของเหรียญ เมื่อศิษย์ผู้สร้างนำตัวอย่างเหรียญมาให้ท่านดูก่อนที่จะลงบล็อก หลวงปู่ได้พิจารณาดูแล้วดูอีก ลุกเดินออกมาส่องดูกับแสงสว่างที่ระเบียงกุฏิหน้าถ้ำ แล้วกลับไปนั่งที่เดิม หยิบกระดาษมาจดรายการที่ต้องการให้แก้ไขรวม 7 รายการ เช่น องค์ท่านอ้วนไป ระดับสายตาทั้งสองข้างไม่อยู่ในแนวเดียวกัน ตัวหนังสือไม่สมดุลกัน เป็นต้น

ด้วยเหตุที่ระยะเวลากระชั้นชิด เกรงจะสร้างเสร็จไม่ทัน ศิษย์ผู้สร้างจึงไม่ได้บอกให้ช่างแก้ไขแบบตามที่หลวงปู่เขียนให้ แต่ที่แปลกมากคือ เมื่อไปรับเหรียญมา เหรียญที่สร้างมานั้น กลับได้รับการแก้ไขตามที่หลวงปู่เขียนบอกให้แก้ทุกประการ

ยิ่งไปกว่านั้นคือ เมื่อตอนไปรับเหรียญ ช่างบอกว่า "..เหรียญหลวงพ่อเฮี้ยนเหลือเกิน พอปั๊มครบจำนวนที่สั่ง (9,999 เหรียญ) บล็อคด้านหลังรูปหลวงพ่อก็แตกร้าวผ่ากึ่งกลางทันที จะบัดกรีหรือเชื่อมต่ออย่างไรก็ไม่สามารถใช้พิมพ์ได้อีก.."

หลวงปู่โชติ คุณสมฺปนฺโน เป็นพระเถระสายวิปัสสนากรรมฐาน ท่านเป็นศิษย์ของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล รับนิมนต์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา หลวงปู่โชติ ได้รับการกล่าวขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ว่า ท่านสามารถเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า รู้ใจและดักใจคน ห้ามลมห้ามฝน รู้ภาษาสัตว์ ย่นระยะทาง แบ่งภาคปรากฏในที่ต่างกันในเวลาเดียวกันได้

เรื่องการแบ่งแยกกายเป็นสองร่าง เพื่อกระทำกิจสองอย่างในสถานที่ต่างกันนั้น เล่ากันว่า เช้าวันหนึ่ง ขณะที่หลวงปู่โชติกำลังจะออกจากวัดเพื่อไปขึ้นรถไฟที่สถานี มีญาติโยมคณะหนึ่งเดินทางมาจากกรุงเทพฯ เพื่อกราบนมัสการท่าน หลวงปู่ก็ให้การต้อนรับตามอัธยาศัย เพราะเห็นว่ายังพอมีเวลา อีกทั้งคณะญาติโยมก็มากันหลายสิบคน เดินทางมาไกลด้วยจิตที่ศรัทธา

การสนทนากับญาติโยมในเช้าวันนั้น มิได้ใช้เวลาเพียงชั่วครู่อย่างที่คาด เนื่องจากญาติโยมคณะนั้นเป็นผู้ที่ช่างซักช่างถาม หลวงปู่โชติท่านเป็นพระที่มีจิตเมตตาอย่างมาก เมื่อมีโยมสนใจไต่ถามข้อธรรม ท่านก็ชี้แนะอธิบายให้เข้าใจทุกข้อทุกประเด็น โดยมิได้บอกกล่าวให้ญาติโยมทราบว่าท่านกำลังจะรีบเดินทางไปธุระที่ตัวจังหวัดนครราชสีมา

ผู้ที่รู้สึกกระวนกระวายใจ กลับเป็นศิษย์วัดที่รอรับหลวงปู่ไปส่งที่สถานีรถไฟ เพราะรู้ว่าอีกเพียงไม่ถึงสิบนาทีข้างหน้า รถไฟก็จะออกจากสถานี ถ้าไม่เร่งรีบไปในตอนนี้ก็จะไม่ทันรถอย่างแน่นอน แต่เมื่อเห็นกิริยาอาการที่หลวงปู่สนทนากับญาติโยม กลับไม่ได้รีบร้อนและไม่ได้สนใจกับเวลาที่รถไฟจะออก จึงคิดเดาในใจว่าหลวงปู่คงงดเดินทางแล้วเป็นแน่

หลวงปู่โชตินั่งสนทนากับญาติโยมคณะนั้นต่อไปอีกครู่ใหญ่ จนเลยเวลารถไฟออกไปแล้วไม่น้อยกว่าครึ่งชั่วโมง ญาติโยมคณะนั้นจึงได้กราบลา 

หลังจากที่คณะญาติโยมเดินทางกลับกันไปแล้ว หลวงปู่จึงลุกขึ้นจัดจีวรให้เข้าที่อีกครั้ง หยิบย่ามแล้วเดินมาสั่งลูกศิษย์ว่า "หลวงปู่ไปแล้วนะ อยู่ดูแลวัดกันให้ดี"  ซึ่งทำให้บรรดาศิษย์วัดพากันงุนงงว่าท่านจะไปอย่างไร ในเมื่อรถไฟออกไปแล้ว  จากนั้น หลวงปู่ท่านก็ลงจากศาลา แต่แทนที่จะเดินออกประตูวัด ท่านกลับเดินตรงไปยังพระอุโบสถ แล้วก็หายเงียบเข้าไปในพระอุโบสถ

ลูกศิษย์ที่รออยู่นั้น ก็มั่นใจว่าหลวงปู่ไม่ไปจังหวัดนครราชสีมาเป็นแน่ จึงเดินกลับบ้าน ระหว่างทาง พบกับศิษย์อีกผู้หนึ่งของหลวงปู่ ซึ่งกลับจากทำกิจธุระที่สถานีรถไฟ ถามขึ้นว่า "อ้าว พ่อทิด วันนี้ไม่ได้ไปกับหลวงปู่หรอกหรือ?" จึงตอบไปว่า "วันนี้มีโยมมาจากกรุงเทพฯ ท่านจึงไปไม่ทันรถไฟ วันนี้ท่านอยู่วัด ไม่ได้ไปไหน" เพื่อนผู้นั้นกลับตอบว่า "อะไรกัน พ่อทิด ก็ข้าเพิ่งกลับมาจากสถานีรถไฟ เห็นหลวงปู่ท่านไปคนเดียว จึงเดินไปส่งท่านขึ้นรถไฟเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ข้าจึงกลับมานี่ไงล่ะ ว่าแต่พ่อทิดไปหลับอยู่ที่ไหน จึงไม่รู้ว่าหลวงปู่ท่านไปแล้ว"

ศิษย์ทั้งสองคนต่างฉงนสนเท่ห์ใจ จึงพากันเดินไปดูที่พระอุโบสถ คิดว่าหลวงปู่คงนั่งภาวนาอยู่ในนั้น เมื่อทั้งสองค่อย ๆ แง้มประตูพระอุโบสถเข้าไป ก็ไม่พบผู้ใด เมื่อสอบถามพระเณรและบุคคลอื่น ๆ ที่อยู่ ณ ที่ตรงนั้น ต่างก็ยืนยันว่าเห็นหลวงปู่โชติสะพายย่ามเดินเข้าไปในพระอุโบสถ ไม่ได้ไปนครราชสีมาอย่างแน่นอน

เวลาผ่านไปจนถึงเย็น คณะศิษย์ต่างก็รับรู้ว่า หลวงปู่ท่านได้เดินทางไปทำธุระที่ตัวจังหวัดนครราชสีมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และได้เดินทางกลับวัดด้วยรถไฟเที่ยวเย็นของวันนั้น

จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันว่า หลวงปู่โชติท่านคงแยกร่างได้ ร่างหนึ่งต้อนรับคณะญาติโยมอยู่บนศาลาภายในวัด ขณะที่อีกร่างหนึ่งเดินทางไปขึ้นรถไฟที่สถานี !

ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ลำพูน
ในบรรดาพระเครื่องที่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายสร้างขึ้น อาจกล่าวได้ว่า "พระรอดชานหมาก" ของ ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน  มีความเป็นมาที่แปลกและอัศจรรย์ที่สุด เป็นสุดยอดปรารถนาของศิษยานุศิษย์ผู้มีเคารพศรัทธาในองค์หลวงปู่เป็นอย่างมาก

ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา หรือครูบาวงศ์ เป็นพระสุปฏิปันโนผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบและเป็นพระนักพัฒนา เป็นที่เคารพนับถือของคณะสงฆ์และประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะชาวกะเหรี่ยงซึ่งหลวงปู่ได้เมตตาให้การสงเคราะห์อนุเคราะห์ให้มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  เป็นที่ยอมรับในหมู่พระธุดงค์ว่า หลวงปู่เป็นพระทรงอภิญญา 6  หลวงปู่สิม พุทธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง เคยพูดถึงหลวงปู่ว่า "..ครูบาวงศ์องค์นี้พระธาตุเยอะนะ.." หลวงปู่สิมท่านคงจะทราบว่า หลวงปู่ท่านเป็นผู้ที่มีบารมีเกี่ยวกับพระธาตุมาก


มีครอบครัวหนึ่ง สามีพาภรรยาไปกราบหลวงปู่ที่วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ภรรยานับถือศาสนาคริสต์ จึงไม่ศรัทธาหลวงปู่ ก่อนจะลากลับ หลวงปู่ได้คายชานหมากออกจากปาก ห่อใส่กระดาษทิชชู่แล้วยื่นให้ พร้อมกับบอกว่าห้ามเปิดห่อชานหมาก รอให้ผ่านไปเจ็ดวันจึงค่อยเปิดออกดู เมื่อครบกำหนดเจ็ดวันผ่านไป ภรรยาได้เปิดห่อชานหมากดู ปรากฏว่า ชานหมากของหลวงปู่ได้กลายสภาพเป็นพระรอด  นับแต่นั้นมา ภรรยาจึงเริ่มเกิดความศรัทธาในองค์หลวงปู่และเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธในที่สุด

เรื่อง ชานหมากกลายสภาพเป็นพระรอด นี้ มีลูกศิษย์จำนวนไม่น้อยได้ประสบมาด้วยตนเอง เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2538 หลวงปู่เข้ารับการตรวจสุขภาพและรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช มีลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งทราบข่าวได้เข้าเยี่ยมนมัสการ ก่อนจะลากลับ เห็นหลวงปู่หยิบชานหมากแห้ง ๆ มาไว้ในมือเพื่อเตรียมแจก ทุกคนที่ไปกราบท่านในวันนั้นต่างก็ดีใจที่จะได้รับแจกชานหมาก ในขณะที่ท่านกำลังยื่นให้ถึงมือแต่ละคนนั้น ยังเป็นเพียงชานหมากธรรมดา แต่พอตกถึงมือแต่ละคนแล้ว ชานหมากนั้นกลับกลายเป็นพระรอด  

ชานหมากกลายสภาพเป็นพระรอด
อีกเรื่องหนึ่ง เกิดขึ้นกับคณะแสวงบุญที่เดินทางไปกราบสังเวชนียสถานที่ประเทศอินเดีย เมื่อปี พ.ศ. 2535 บ่ายวันหนึ่ง ขณะที่หลวงปู่และคณะผู้แสวงบุญกำลังเดินทางโดยรถโดยสาร คุณสุปรีดา (กราบขออนุญาตเอ่ยนาม) ซึ่งเป็นผู้ดูแลคณะทัวร์ได้นำนมแลคตาซอยชนิดกล่องที่นำไปจากเมืองไทย ถวายเป็นน้ำปานะแก่หลวงปู่ ท่านรับไปดื่มอยู่ครู่หนึ่งแล้วเรียกให้คุณสุปรีดาไปรับกล่องคืน 

เมื่อเธอรับกล่องนมคืนมานั้น บรรดาศิษย์ที่อยู่ในรถคันนั้นขอให้เธอเขย่ากล่องนมดูว่ามีปริมาณนมเหลืออยู่มากน้อยเท่าใด เพื่อจะได้แบ่งปันกันดื่มต่อ เพราะบรรดาศิษย์ทั้งหลายถือว่า ของที่เหลือจากหลวงปู่ฉัน เป็นของดีที่หลวงปู่มอบให้ จะนำมาแบ่งกันรับประทาน ดังนั้น คุณสุปรีดาจึงลองเขย่ากล่องนม ปรากฏว่ามีเสียงดังเหมือนมีของบางอย่างกลิ้งไปมาอยู่ภายในกล่อง

ทุกคนจึงให้เธอฉีกกล่องดู แต่ฉีกไม่ได้ เพราะกล่องเหนียว ด้วยความอยากรู้อยากเห็นมาก คุณลุงที่มาด้วยท่านหนึ่งจึงใช้มีดคัตเตอร์ผ่ากล่องนั้นออก ปรากฏว่าทุกคนต้องตกตะลึง เพราะว่ามี พระรอด อยู่ในกล่องนมนั้น 

ทุกคนต่างยกมือขึ้นเหนือศีรษะ กล่าวคำว่า สาธุ สาธุ สาธุ พร้อมกัน ต่างแสดงความยินดีกับคุณสุปรีดา เมื่อกลับถึงกรุงเทพฯ เธอได้นำไปเลี่ยมทองและอาราธนานำติดตัวตลอดเวลา

การเดินทางไปอินเดียในครั้งนั้น ไม่เพียงแต่คุณสุปรีดาเท่านั้นที่โชคดีได้พระรอด ยังมีอีกหลายคนในคณะที่ได้พระรอดโดยที่หลวงปู่ยื่นคำหมากที่เคี้ยวออกจากปากส่งให้ ศิษย์บางคนที่ยังไม่เคยได้ หรือผู้ที่ยังไม่เชื่อ หากมีวาสนาก็มักจะได้พระรอดเป็นที่อัศจรรย์เสมอ ตลอดการเดินทางในครั้งนั้น มีผู้ได้รับพระรอดจากหลวงปู่คนละองค์เป็นจำนวนถึง 15 คนด้วยกัน เรื่องลักษณะนี้เป็นอจินไตย


อิทธิปาฏิหาริย์ ความอัศจรรย์ต่าง ๆ นี้ เป็นเรื่องที่เคยอ่านผ่านตามาบ้าง ได้ยินได้ฟังมาบ้าง เห็นว่าสนุกดี จึงเก็บรวบรวมมาเล่าสู่กันฟัง พอให้เพลิน ๆ เท่านั้น

ผู้นับถือพุทธศาสนา โดยเฉพาะชาวไทยพุทธ ส่วนใหญ่จะมีพระเครื่องตั้งบูชาที่บ้าน บางท่านก็นำติดตัวไปด้วย มากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่ความชอบส่วนตัว ด้วยยึดถือว่าพระเครื่องเป็นสัญลักษณ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเครื่องเตือนสติไม่ให้ประมาท ไม่ประพฤติชั่ว มีความละอายใจที่จะพาตนเข้าไปในสถานที่อโคจร หรือไปทำบาปขณะที่มีพระเครื่องแขวนอยู่ที่คอ  หลายท่านเลื่อมใสในพระเครื่องว่าเป็นวัตถุมงคล ให้ความรู้สึกอุ่นใจเมื่อต้องเดินทางไกล หรือไปไหนมาไหนตามลำพัง ช่วยเสริมสร้างกำลังใจเมื่อชีวิตประสบทุกข์ร้อน มีอานุภาพป้องกันภูติผีปีศาจ สิ่งชั่วร้ายและภัยอันตรายต่าง ๆ นำมาซึ่งโชคลาภ ความร่ำรวย ความเจริญรุ่งเรือง ฯลฯ ตามความเชื่อของแต่ละบุคคล


แน่นอนที่สุด พระเครื่องที่ครูบาอาจารย์ท่านสร้างขึ้นนั้น ท่านสร้างด้วยจิตที่เปี่ยมด้วยความเมตตาและความปรารถนาดี อยากให้ทุกคนที่ได้รับพระเครื่องของท่านไป มีความสุขสำเร็จสมหวังตามที่แต่ละคนมุ่งมาดปรารถนา แต่ความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลทั้งหลายทั้งปวง จะเกิดมีขึ้นได้ ก็ขึ้นอยู่กับ สภาวะจิตและพฤติกรรม ของผู้ที่รับพระเครื่องไปบูชาด้วย หากเข้าใจและเข้าถึงคำสอนของพระบรมศาสดา มีความมุ่งมั่นที่จะประกอบคุณงามความดียิ่ง ๆ ขึ้นไป หลีกเลี่ยงการประพฤติทุจริตมิชอบ หมั่นสำรวจตนเองและแก้ไขข้อบกพร่อง ทำมาหาเลี้ยงชีพโดยสุจริตตามแนวอิทธิบาท 4 มีพรหมวิหารธรรมประจำใจ ต่าง ๆ เหล่านี้ประกอบเข้าด้วยกันแล้ว ความสุขสวัสดี ความร่ำรวย ความเจริญรุ่งเรือง ความสำเร็จทั้งหลายที่ปรารถนา หรือแม้แต่มรรคผลนิพพาน ย่อมอยู่ในวิสัยที่จะเกิดมีขึ้นได้อย่างแน่นอน


จิตที่ดีงาม ย่อมกระทำแต่สิ่งที่ดีงาม และนำมาซึ่งผลที่ดีงาม เมื่อถึงเวลานั้น พระเครื่องอาจไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป เพราะความอัศจรรย์ที่แท้จริงคือพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้ และนำมาแสดงแจ้งทางไว้แล้วอย่างละเอียดถี่ถ้วน ด้วยพระมหากรุณาหาที่เปรียบมิได้


ขอขอบคุณ  ท่านเจ้าของภาพถ่ายในอินเทอร์เน็ตทุก ๆ ท่านที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบเป็นวิทยาทาน