วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560

สมเด็จพระสังฆราช ทรงประทานพรปีใหม่ พุทธศักราช 2561



สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม 
ทรงประทานพรปีใหม่ พุทธศักราช 2561 ความว่า..

สติมโต สทา ภทฺทํ
คนผู้มีสติ มีความเจริญทุกเมื่อ

เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๑
ขอท่านจงเป็นผู้มีสติ เพื่อบรรลุถึงความเจริญทุกเมื่อ เทอญ
ขออำนวยพร

วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560

สมเด็จพระวันรัต ประทานพรปีใหม่ พุทธศักราช 2561



สมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ประทานพรปีใหม่ พุทธศักราช 2561 ความว่า..

ความจริง "พร" ทุกคนมีอยู่ ไม่ต้องไปขอใคร หรือถึงไปขอก็ให้กันไม่ได้
คำว่า "พร" นั้น มีความหมายว่า "ความดี"
"ความดี" นั้น ใครอยากได้ก็ต้องทำให้เกิดขึ้นเอง ขอกันไม่ได้
ถ้าขอกันได้ ก็ไม่ต้องทำอะไร นอนอยู่เฉย ๆ แล้วไปขอความดีมาให้ตัวเอง ซึ่งเป็นไปไม่ได้
เครื่องมือที่เราจะใช้ทำ ความดีนั้น ธรรมชาติให้เรามาทุกคน คือ
ร่างกาย การกระทำ
วาจา คำพูด
จิตใจ หมายถึงความคิด
ปัญญา หมายถึงความสำนึกรู้ผิดถูก
สติ หมายถึงความคิดรู้บังคับ เหมือนกับหางเสือซึ่งมีอยู่กันทุกคน
เราจะดีหรือไม่ดี ก็เกิดจาก ๓ อย่างที่กล่าวมานี้ เกิดจากกาย วาจา ใจ ของเรานี้
เราอยากได้ดี ก็ต้องคิดให้ดี ทำให้ดี พูดให้ดี ก็ได้ดี
"ความดี" ที่ได้นั้นก็คือ "พร" คือสิ่งประเสริฐที่เราทุกคนอยากได้
เพราะฉะนั้น ก็ขอให้เอาปัญญาที่เรามีอยู่แล้วมาคิด ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี
แล้วใช้สติบังคับจิตใจให้คิดแต่เรื่องดี และบังคับกายให้พูดดี ให้ทำดี 
และทุกคนจะได้มี "พร" คือมี "ความดี" เกิดขึ้นตามที่ปรารถนา
ปีใหม่นี้ก็ขอให้ "สติ" เป็น "พร" เป็นเครื่องทำตนให้เจริญ มีความสุขในชีวิตตลอดไป

วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2560

ทำอย่างไรดี ..กับมือถือเก่า ไม่ใช้แล้ว ?


ในยุคที่เทคโนโลยีต่าง ๆ เจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว สิ่งหนึ่งซึ่งมิอาจมองข้ามได้คือ "ขยะ" ที่เกิดจากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เพราะขยะเหล่านี้ไม่สามารถย่อยสลายไปตามธรรมชาติได้ และถูกจัดว่าเป็น "ขยะพิษ" จากสารอันตรายที่ปนเปื้อนมากับซากผลิตภัณฑ์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

ซากผลิตภัณฑ์ฯ นอกจากจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว ยังมีสารอันตรายเป็นส่วนประกอบ เช่น ตะกั่ว แคดเมียม สารทนไฟจากโบรมีน ลิเทียม ฯลฯ เมื่อเราทิ้งซากผลิตภัณฑ์ฯ เหล่านี้ไปพร้อมกับขยะทั่วไป สารอันตรายหรือสารพิษต่าง ๆ อาจปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม เข้าสู่ระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหาร ผ่านทางดิน น้ำ และอากาศ ก่อให้เกิดอันตรายต่อคน สัตว์ และพืช รวมทั้งมีความเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพอีกด้วย



โทรศัพท์มือถือ ยิ่งใช้เยอะ ยิ่งกลายเป็นขยะเยอะ เรามารีไซเคิลกันเถอะ ..

โทรศัพท์มือถือกลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับการสื่่อสารในยุคปัจจุบัน คนไทยเกือบทุกคนต่างมีโทรศัพท์มือถือใช้อย่างถ้วนหน้า เพราะราคาที่ถูกลง การส่งเสริมการขายต่าง ๆ และมีการผลิตสินค้ารุ่นใหม่ ๆ อยู่เสมอ จึงทำให้อายุการใช้งานของโทรศัพท์มือถือนั้นสั้นลง แต่สิ่งที่คนมักจะคิดไม่ถึงคือ จำนวนโทรศัพท์มือถือเก่าที่เสียแล้ว หรือไม่ใช้งานแล้ว ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในปี พ.ศ. 2555 ประเทศไทยมียอดขายโทรศัพท์มือถือถึง 15 ล้านเครื่อง และกรมควบคุมมลพิษคาดการณ์ว่า ภายในปี พ.ศ. 2559 ประเทศไทยจะมีซากโทรศัพท์มือถือมากกว่า 11 ล้านเครื่อง






จัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกต้อง ด้วยหลัก 3 R

สิ่งสำคัญที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายจากการใช้และการทิ้งซากผลิตภัณฑ์ฯ เหล่านี้คือ การป้องกันตั้งแต่ต้นทาง และการจัดการซากที่เกิดขึ้น สามารถทำได้ด้วยหลัก 3 R

-  ใช้เท่าที่จำเป็น (REDUCE)

ลดการใช้ของอย่างฟุ่มเฟือย ใช้เท่าที่จำเป็น เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และมีอายุการใช้งานนาน มีฉลากรับรอง เช่น มอก. ฉลากเขียว ฉลากที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศ และสามารถนำมารีไซเคิลได้

-  ใช้ซ้ำให้คุ้มค่า (REUSE)

ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างรู้คุณค่า ยืดอายุการใช้งาน โดยใช้อย่างระมัดระวัง และดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพปกติ หากเสียควรนำไปซ่อม หรือให้ผู้อื่นนำไปใช้ต่อ เพื่อลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัด

-  แปรรูปเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ (RECYCLE)

นำวัสดุต่าง ๆ ที่ไม่ใช้แล้ว มาแปรรูปโดยวิธีต่าง ๆ เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ ช่วยลดการใช้ทรัพยากรในการผลิตสินค้าใหม่ สิ่งที่ควรคำนึงถึงคือ ความสามารถในการจัดการ หรือรีไซเคิลอย่างถูกต้อง และปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ซากผลิตภัณฑ์ฯ ที่มีผู้รับซื้อคืน ควรขายให้เฉพาะผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนและได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหากเป็นซากผลิตภัณฑ์ฯ ที่ไม่มีการรับซื้อคืน ควรแยกทิ้งจากขยะทั่วไป เพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ นำไปกำจัดหรือรีไซเคิลอย่างถูกต้องต่อไป




ทำอย่างไรดี กับมือถือเครื่องเก่าที่เสียแล้ว หรือไม่ใช้แล้ว ?

"โครงการจุฬาฯ รักษ์โลก" ขอเชิญชวนทุกท่าน นำโทรศัพท์มือถือเก่า แบตเตอรี่เก่า และอุปกรณ์เสริมที่ไม่ใช้แล้ว เช่น สายชาร์จ หูฟัง มาบริจาคกับโครงการฯ ที่กล่องรับบริจาค (กล่องรีไซเคิล) หรือจัดส่งทางไปรษณีย์ เพื่อนำไปรีไซเคิลอย่างถูกวิธีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 



อ้างอิง  -   เอกสารประชาสัมพันธ์ โครงการจุฬาฯ รักษ์โลก
                www.facebook.com/ChulaLovestheEarth

วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2559

หลวงปู่กลั่น วัดพระญาติ .. อมตะเถระเมืองกรุงเก่า


หากกล่าวถึงพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เชื่อว่าหลายท่านต้องนึกถึง พระอุปัชฌาย์กลั่น ธมฺมโชติ แห่งวัดพระญาติการาม หรือที่เรียกกันติดปากด้วยความเคารพว่า หลวงปู่กลั่น วัดพระญาติ

ถึงแม้ว่าหลวงปู่กลั่นจะมรณภาพไปนานแล้ว แต่ศรัทธาที่ชาวบ้านมีต่อหลวงปู่ก็มิได้เสื่อมคลาย ความศักดิ์สิทธิ์ของท่านยังคงเป็นที่กล่าวขานและเป็นที่พึ่งพิงของผู้ประสบทุกข์ร้อนตราบเท่าทุกวันนี้ แม้วัดพระญาติเอง ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องและเจริญรุ่งเรืองดังที่ปรากฏในปัจจุบัน ก็ด้วยบารมีของหลวงปู่กลั่นโดยแท้

หลวงปู่กลั่น เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2390 ที่บ้านอรัญญิก เป็นชาวกรุงเก่าโดยกำเนิด  ท่านมีอุปนิสัยใจคอห้าวหาญ รักพวกพ้อง มีฝีมือด้านหมัดมวยและกระบี่กระบอง และสนใจวิชาอาคม  ก่อนที่ท่านจะอุปสมบท ท่านใช้ชีวิตแบบนักเลงซึ่งแสดงออกไปในทางกล้าหาญและเป็นผู้นำ ไปไหนมาไหนมีพรรคพวกห้อมล้อมติดตาม แม้นักเลงต่างถิ่นก็ยังให้ความยอมรับนับถือ ในสมัยที่ท่านเป็นเจ้าอาวาส ท่านได้ตั้งคณะนักมวยและกระบี่กระบองวัดพระญาติขึ้นคณะหนึ่ง มีฝีมือเป็นที่ขึ้นชื่อลือชา

เกี่ยวกับวิชาอาคมต่าง ๆ หลวงปู่ท่านสนใจศึกษาร่ำเรียนมาแต่เล็กแต่น้อย โดยเฉพาะวิชาชาตรีชักยันต์แบบแขกที่เรียกว่า "เก้าเฮ" นั้น ท่านดั้นด้นไปร่ำเรียนจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญถึงสองท่าน นอกจากนี้ ก็มีวิชาเรียกน้ำมันงาเข้าตัว ซึ่งแปลกกว่าอาจารย์ท่านอื่น ๆ คือ แทนที่จะเรียกโดยการเอาน้ำมันใส่ฝ่ามือ ท่านกลับเอาน้ำมันใส่ในขันสำริด วางบนศีรษะและบริกรรมเรียกเข้าตัวจนหมดสิ้น

หลวงปู่กลั่น อุปสมบทเมื่ออายุได้ 27 ปี ที่วัดประดู่ทรงธรรม ได้รับฉายาในทางธรรมว่า "ธมฺมโชติ" แปลว่า ผู้เจริญรุ่งเรืองในธรรม

รูปหล่อ หลวงพ่อรอด (เสือ)
ประดิษฐานภายในพระอุโบสถ วัดประดู่ทรงธรรม พระนครศรีอยุธยา
วัดประดู่ทรงธรรมเป็นวัดเก่าแก่ มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ภายหลังเสียกรุงฯ วัดถูกทิ้งร้างอยู่ระยะหนึ่ง และได้รับการบูรณะฟื้นฟูให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งในสมัยหลวงพ่อรอด (เสือ) เป็นแหล่งรวมพุทธศาสตร์และศิลปศาสตร์หลายแขนง ทั้งตำราพิชัยสงคราม เพลงมวย กระบี่กระบอง ตำรายาสมุนไพร เวทย์มนต์คาถา ฯลฯ  มีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังจำนวนไม่น้อย ได้รับการประสิทธิ์ประสาทวิชาจากสำนักวัดประดู่ทรงธรรมแห่งนี้ อาทิ หลวงพ่อกี๋ วัดหูช้าง หลวงปู่เทียม วัดกษัตราธิราชวรวิหาร หลวงปู่ดู่ วัดสะแก ฯลฯ

ระหว่างจำพรรษาที่วัดประดู่ทรงธรรม หลวงปู่กลั่นได้ศึกษาพระปริยัติธรรมและสรรพวิชาต่าง ๆ จากนั้นจึงออกธุดงค์ และย้ายไปจำพรรษาที่วัดพระญาติในกาลต่อมา

หลวงปู่กลั่นถือธุดงค์เป็นวัตร เมื่อใกล้จะเข้าพรรษาจึงกลับวัดพระญาติเสียครั้งหนึ่ง เป็นอยู่เช่นนี้ตราบเท่าสังขารจะอำนวย โดยที่หลวงปู่ท่านถือสันโดษ ภาระหน้าที่ต่าง ๆ ในการปกครองดูแลวัด จึงตกอยู่กับ หลวงปู่อั้น คนฺธาโร (พระครูศีลกิตติคุณ) แม้กระทั่งการรับแขก หรือการขอร่ำเรียนสรรพวิชาต่าง ๆ เป็นหน้าที่ของหลวงปู่อั้นที่จะคัดกรอง แนะนำสั่งสอนให้เข้าใจเป็นอันดับแรก กระทั่งแน่ใจดีแล้ว จึงจะไปยกครูกับหลวงปู่กลั่นต่อไป 

พระครูศีลกิตติคุณ (หลวงปู่อั้น คนฺธาโร)
เจ้าอาวาส วัดพระญาติการาม ต่อจากหลวงปู่กลั่น
กล่าวถึงหลวงปู่อั้น ท่านเกิดในครอบครัวผู้มีฐานะ อยู่ที่อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่านเป็นคนใจบุญมาก จิตใจเมตตา ไม่ชอบทำบาป ถ้าบิดามารดาใช้ให้ท่านนำอาหารไปเลี้ยงแขกที่นา ระหว่างทาง หากบังเอิญพบหมาหรือแมว ท่านเป็นต้องเอาอาหารเลี้ยงหมาแมวเหล่านั้นจนหมดสิ้น  และถ้าใครจับสัตว์ที่มีชีวิต เช่น นก หนู ปู ปลา ท่านจะแอบปล่อยเสียหมด อีกประการหนึ่งคือ ท่านไม่ชอบอยู่บ้าน ชอบอยู่วัด บิดามารดาจึงนำมาฝากให้อยู่กับหลวงปู่กลั่นตั้งแต่เล็ก

ท่านอยู่ปรนนิบัติรับใช้หลวงปู่กลั่นจนกระทั่งโตเป็นหนุ่ม โดยไม่ได้บวชเป็นเณร วันพระวันโกนก็เอาหนังสือธรรมะมาอ่านให้ญาติโยมฟัง เมื่ออายุครบบวช หลวงปู่กลั่นท่านก็บวชให้ สรรพวิชาอาคม ความรู้ต่าง ๆ หลวงปู่กลั่นก็ถ่ายทอดให้จนหมดสิ้น

รูปหมู่ ถ่ายที่วัดสะแก อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา
แถวนั่ง-กลาง คือ หลวงปู่กลั่น ธมฺมโชติ
หลวงปู่กลั่นเป็นที่เคารพรักของชาวบ้านด้วยท่านมีจิตใจเมตตาโอบอ้อมอารี การเดินธุดงค์ในป่าทำให้ท่านมีความเชี่ยวชาญในเรื่องสมุนไพรและการแพทย์แผนโบราณ ช่วยสงเคราะห์ชาวบ้านชาวป่าที่เจ็บป่วยมาโดยตลอด

หลวงปู่กลั่นมีพลังอำนาจจิตสูงมาก ครั้งหนึ่งหลวงปู่ไปนมัสการพระเจดีย์ในเมืองพม่า ท่านพร้อมด้วยคณะสงฆ์รอนแรมไปจนถึงแม่น้ำสะโตงที่กว้างใหญ่ จะหาเรือแพข้ามฟากก็ไม่มี หลวงปู่ท่านจึงหาทางข้ามด้วยตนเอง  วิธีข้ามแม่น้ำสะโตงของท่านคือ ให้พระภิกษุที่ร่วมธุดงค์มาด้วยกันเอาผ้าผูกตา แล้วเกาะจีวรตามท่านเป็นแถวเรียงหนึ่ง ห้ามมิให้พูดจากัน ต่อเมื่อท่านบอกให้เอาผ้าออกเมื่อใด จึงค่อยเอาออก ครั้นสั่งการเป็นที่เรียบร้อย หลวงปู่กลั่นก็ก้าวเท้าเดินนำหน้าลงชายฝั่งแม่น้ำสะโตง แล้วเดินข้ามน้ำอยู่พักหนึ่ง ก็ถึงชายฝั่งฟากตรงข้าม โดยไม่มีจีวรของพระรูปใดเปียกน้ำเลย

มีอยู่คราวหนึ่ง หลวงปู่กลั่นไปนั่งเป็นอุปัชฌาย์ที่บ้านคานหาม ไกลจากวัดประมาณสี่กิโลเมตร สมัยนั้นยังไม่มีรถเรือพอจะอำนวยความสะดวกเหมือนในปัจจุบัน พระที่ไปด้วยเร่งให้ท่านรีบไปเพราะจวนเวลา แต่หลวงปู่บอกให้พระล่วงหน้าไปก่อนแล้วท่านจะตามไป พอพระทั้งหลายไปถึงวัด ก็เห็นหลวงปู่กลั่นนั่งรออยู่แล้ว


เรื่องที่เล่าขานกันมากอีกเรื่องหนึ่งคือ มีชายชาวจีนผู้หนึ่งมาขอน้ำมนต์ โดยนำไหใส่น้ำตั้งไว้ใกล้ ๆ ตัว รอจังหวะยื่นให้หลวงปู่เพื่อให้ท่านช่วยทำน้ำมนต์  หลวงปู่มิได้รับไห แต่กลับบอกกับชายจีนผู้นั้นว่า น้ำมนต์ทำให้แล้ว อยู่ในไห ชายจีนผู้นั้นก็ประหลาดใจด้วยหลวงปู่ยังมิได้เป่าคาถาหรือจุดเทียนหยดลงในน้ำเลย ชายจีนผู้นั้นจึงบอกลาพร้อมกับนึกตำหนิหลวงปู่ในใจที่ไม่ยอมทำน้ำมนต์ให้ ระหว่างทางกลับบ้าน จึงเทน้ำจากไหทิ้ง ปรากฏว่าน้ำที่ใส่อยู่ในไหไม่ยอมไหลออกจากไห หลังจากหายตกตะลึง ชายจีนผู้นั้นรีบกลับไปที่วัดอีกครั้งพร้อมกับกราบขอขมาที่ล่วงเกินหลวงปู่

ภาพถ่ายหลวงปู่กลั่น ธมฺมโชติ
ใช้เป็นต้นแบบในการจัดสร้างเหรียญรุ่นแรก พ.ศ. 2469
กิตติศัพท์ของหลวงปู่กลั่น นอกจากโดดเด่นด้านคงกระพันชาตรีแล้ว ทางเมตตามหานิยมท่านก็ขึ้นชื่อมาก เห็นได้จากที่ท่านสามารถทำให้อีกา ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีสัญชาติญาณไม่ไว้วางใจใคร จำนวนเป็นฝูง ๆ เชื่องเป็นนกแก้วนกขุนทองได้

เวลาพระท่านออกบิณฑบาต หากต้องการจะสังเกตว่าเรือลำไหนเป็นเรือของหลวงปู่กลั่น ก็ให้สังเกตเรือลำที่มีอีกาเป็นสิบ ๆ ตัวบินจับจนตัวเรือดำมืด  ขณะที่ชาวบ้านถวายอาหารแก่หลวงปู่ อีกาทั้งฝูงจะบินวนรอบ ๆ ลำเรือ ไม่ไปไหน พอเขาตักบาตรเสร็จ อีกาก็จะบินกลับมาเกาะลำเรือเหมือนเดิม แต่ไม่แตะต้องจิกกินอาหารบิณฑบาตแม้ว่าจะเปิดฝาสำรับไว้ จนกว่าจะกลับถึงวัดและหลวงปู่ท่านจัดแบ่งให้

ก่อนฉัน หลวงปู่จะจัดแบ่งอาหารส่วนหนึ่งให้อีกาโดยมีอีกานับร้อยตัวเกาะอยู่ตามระเบียงและรายล้อมใกล้ ๆ ภาชนะใส่อาหาร แต่จะไม่มีอีกาตัวใดเข้ามาจิกกินอาหาร รอจนกระทั่งหลวงปู่กลั่นเริ่มฉันอาหารคำแรก อีกาทั้งฝูงจึงกรูกันเข้าจิกกินอาหารในภาชนะที่หลวงปู่จัดแบ่งไว้ให้ บางครั้งอีกาทะเลาะจิกตีกัน หลวงปู่จะดุเบา ๆ อีกาเหล่านั้นก็จะเงียบเสียงลงและแยกย้ายกันกินอาหารอย่างสงบเหมือนเดิม

พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
"เสด็จเตี่ย" ของทหารเรือ และ "หมอพร" ของชาวบ้าน
พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ให้ความเคารพนับถือหลวงปู่กลั่นเป็นพระอาจารย์ของท่านองค์หนึ่ง มูลเหตุที่ทำให้พระองค์เดินทางไปกราบหลวงปู่ที่วัดพระญาติก็เนื่องมาจากว่า เย็นวันหนึ่ง ทอดพระเนตรเห็นทหารเรือสองนายทะเลาะวิวาทกันถึงขั้นลงมือลงไม้ ทหารเรือที่ตัวเล็กกว่า ถูกคนตัวโตฟาดด้วยท่อนไม้จนล้มคว่ำ แต่กลับลุกขึ้นมาได้และตอบโต้คนที่ตัวโตกว่าจนเกือบเสียท่า เมื่อนำตัวมาสอบ ไม่ปรากฏว่ามีบาดแผลแต่อย่างใด คงมีแต่รอยฟกช้ำบวม สอบถามได้ความว่าเป็นศิษย์ของหลวงพ่อวัดพระญาติ เมืองกรุงเก่า

ด้วยความสนพระทัย กรมหลวงชุมพรฯ จึงได้นัดหมายเดินทางไปวัดพระญาติโดยมีทหารเรือร่างเล็กเป็นผู้นำทาง เมื่อเรือพระประเทียบลอยลำอยู่ใกล้ศาลาท่าน้ำวัดพระญาติ ทอดพระเนตรเห็นพระภิกษุรูปหนึ่งกำลังสรงน้ำอยู่หน้าวัด เมื่อขึ้นมายืนบนไม้กระดาน มีปลาปักเป้าติดอยู่ที่หน้าแข้งของท่านหลายตัว ท่านก็ก้มตัวลงปลดปลาปักเป้าออกจากหน้าแข้งโยนกลับลงน้ำ ปากก็บ่นรำคาญ


ปลาปักเป้ามีฟันที่แหลมคม เมื่อกัดลงบริเวณใด เนื้อบริเวณนั้นก็อาจจะหลุดติดมาด้วย เป็นที่หวาดกลัวของคนที่ลงเล่นน้ำ แต่หลวงปู่กลั่นท่านคงกระพัน ฟันอันแหลมคมของปลาปักเป้าจึงทำอะไรท่านไม่ได้ กรมหลวงชุมพรฯ เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวโดยตลอด คิดอยู่ในใจว่า การเสด็จมาวัดครั้งนี้ไม่ผิดหวังแน่ จึงเสด็จขึ้นจากเรือ ไปกราบนมัสการหลวงปู่กลั่นที่กุฏิและขอเรียนวิชา การพบกันในครั้งนั้น หลวงปู่กลั่นได้แนะนำให้กรมหลวงชุมพรฯ หาโอกาสไปกราบ หลวงปู่ศุขที่วัดมะขามเฒ่า เมืองชัยนาท อีกด้วย


พระครูวิมลคุณากร (หลวงปู่ศุข เกสโร)
วัดปากคลองมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท
หลวงปู่กลั่น มรณภาพเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2477 สิริอายุได้ 87 ปี 60 พรรษา

ในวันที่ท่านมรณภาพ ได้เกิดเหตุอัศจรรย์ มีอีกานับพันตัวบินวนเวียนอยู่เหนือบริเวณวัด ส่งเสียงร้องระเบ็งเซ็งแซ่ได้ยินไปไกล กระทั่งหลวงปู่กลั่นสิ้นลม จึงทยอยบินจากไป

ราวปี พ.ศ. 2479 หลังจากหลวงปู่กลั่นมรณภาพได้ปีกว่า วัดก็ทำการฌาปนกิจ เมื่องานฌาปนกิจเสร็จสิ้นและมีการทำบุญอัฐิ อีกาเหล่านั้นได้กลับมาบินวนเวียนอยู่เหนือเชิงตะกอนอีกครั้ง จากนั้นจึงบินจากไปโดยไม่กลับมาที่วัดพระญาติอีกเลย

เหรียญกลม หลวงปู่กลั่น พ.ศ. 2478
หลวงปู่อั้น สร้างและแจกเป็นที่ระลึกในงานศพหลวงปู่กลั่น
เกี่ยวกับเครื่องรางของขลัง หลวงปู่กลั่นทำแจกน้อยมาก หากมีใครอยากได้ของดีจากท่าน ก็ต้องจัดหาสิ่งของไปให้ท่านทำ เท่าที่ทราบก็มีเสื้อยันต์ ประเจียด ตะกรุดโทน 

เหรียญหลวงปู่กลั่น สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2469 หลวงปู่อั้นเป็นผู้ดำริจัดสร้างเพื่อนำปัจจัยไปบูรณะปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ หลวงปู่ปลุกเสกจนดีแล้ว จึงนำไปถวายหลวงปู่กลั่นให้ปลุกเสกซ้ำอีกชั้นหนึ่ง

ลักษณะเหรียญเป็นรูปเสมา ด้านหน้าเป็นรูปหลวงปู่กลั่นนั่งสมาธิอยู่บนตั่งขาสิงห์ ล้อมรอบด้วยอักขระ "นะโมพุทธายะ" มีอักษรโค้งตามรูปเหรียญอ่านว่า "หลวงพ่ออุปัชฌาย์ (กลั่น) วัดพระญาติ" ด้านบนอ่านตามขวางว่า "พ.ศ. ๒๔๖๙"  ด้านหลังเหรียญตรงกลางเป็นยันต์เฑาะขัดสมาธิ มีอักขระ 4 ตัว "พุทธะสังมิ" มีอักษรระบุว่าจัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกในการปฏิสังขรณ์อุโบสถ

เหรียญหลวงปู่กลั่น พิมพ์ขอเบ็ด รุ่นแรก พ.ศ. 2469
(ภาพจาก facebook วัดพระญาติการาม)
เหรียญรุ่นแรกที่สร้างขึ้นในคราวนั้น นักนิยมพระเครื่องเรียกว่า "พิมพ์ขอเบ็ด" เนื่องจากปลายยันต์ด้านหลังเหรียญมีลักษณะตวัดโค้งงอคล้ายเบ็ดตกปลา จำนวนการสร้าง มีเหรียญเงินองค์ทอง หรือเหรียญเงินหน้าทองคำ 12 เหรียญ ทำบุญเหรียญละ 15 บาท เหรียญเงินองค์นากหรือเหรียญเงินหน้านาก จำนวน 25 เหรียญ ทำบุญเหรียญละ 10 บาท เหรียญเนื้อเงินล้วน 100 เหรียญ ทำบุญเหรียญละ 5 บาท และเหรียญเนื้อทองแดง ทั้งกะไหล่ทองและไม่กะไหล่ รวม 3,000 เหรียญ ทำบุญเหรียญละ 1 บาท

ผู้ที่ได้รับเหรียญไป ส่วนมากก็นิมนต์ขึ้นคอเลย ไม่มีตลับหรือเลี่ยมกันน้ำแบบที่ทำกันในปัจจุบัน จะมีบ้างที่นำไปเลี่ยมเงินหรือเลี่ยมทอง แต่ก็เป็นการเลี่ยมจับขอบแบบธรรมดา ให้เหรียญได้สัมผัสกับผิวหนังตามคตินิยมแต่โบราณ เหรียญที่ตกทอดกันมาให้เห็นในปัจจุบันจึงมีสภาพไม่คมชัดสมบูรณ์เสียเป็นส่วนมาก

สมัยหนึ่ง เหรียญหลวงปู่กลั่นมีราคาสูงกว่าพระสมเด็จบางขุนพรหมเสียอีก เมื่อเทียบกับเหรียญพระภาวนาโกศลเถระ (หลวงปู่เอี่ยม) วัดหนัง นับว่าคู่คี่สูสีมาก ยากจะตัดสินได้

เหรียญรุ่นแรกปี พ.ศ. 2469 นี้ วงการพระเครื่องยกย่องให้เป็นหนึ่งในเบญจภาคีเหรียญ เป็นเหรียญเก่าที่หายากมาก และมีราคาเช่าหาสูงที่สุดเหรียญหนึ่งของประเทศไทย


ขอขอบคุณ  ท่านเจ้าของภาพถ่ายในอินเทอร์เน็ตทุกท่าน ที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบเป็นวิทยาทาน

วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

'แขกพิเศษ' ของพระอริยเจ้า



พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่สายวัดป่า เคยปรารภให้ศิษยานุศิษย์ผู้ใกล้ชิดฟังว่า สถานที่บางแห่งที่ท่านไปพำนักอยู่ แม้อยู่ในป่าเขาลึก ๆ ก็ตาม จะมีเทวดาพากันมาฟังธรรม ส่วนมากจะมากันตอนดึกสงัด โดยท่านจะทราบล่วงหน้าก่อนแล้วทุกครั้ง บางคืนจึงจำเป็นต้องงดการประชุมอบรมพระเณร เพื่อเข้าสมาธิภาวนา แสดงธรรมให้เหล่าเทวดาฟัง

เมื่อเหล่าทวยเทพมาถึง จะทำประทักษิณสามรอบโดยพร้อมเพรียง แล้วนั่งกันเป็นระเบียบเรียบร้อย ผู้เป็นหัวหน้าจะกล่าวแนะนำตนและหมู่คณะว่ามาจากที่แห่งใด ประสงค์จะฟังหัวข้อธรรมเรื่องใดบ้าง  ท่านพระอาจารย์มั่นจะส่งกระแสจิตออกทักทายพอสมควร จากนั้นจึงกำหนดจิต ให้ข้อธรรมที่ควรแสดงผุดขึ้นมา แล้วเริ่มแสดงธรรมให้ฟังจนเข้าใจ จบแล้ว เหล่าทวยเทพก็พร้อมกันสาธุการ ทำประทักษิณสามรอบ แล้วกราบลากลับ พอออกพ้นเขตวัดหรือสถานที่ ๆ ท่านพำนัก ก็พากันเหาะขึ้นสู่อากาศ คล้ายปุยนุ่นที่ปลิวขึ้นสู่ท้องฟ้า

บางคืน เทวดาพากันมาหลายคณะ ทั้งจากเบื้องบนและเบื้องล่าง พญานาคก็มี มาเยี่ยมท่านในเวลาเดียวกัน ท่านต้องย่นเวลา โดยแสดงธรรมให้ฟังพอสังเขป และแก้ปัญหาให้เท่าที่จำเป็น เมื่อคณะที่มาถึงก่อนลากลับ คณะที่มาทีหลังซึ่งรออยู่ห่าง ๆ พอไม่ให้เสียมารยาทก็ทยอยกันเข้ามา ท่านก็แสดงธรรมให้ฟังให้พอเหมาะกับจริตนิสัยและภูมิของเทวดานั้น ๆ หรือตามแต่ผู้เป็นหัวหน้าคณะจะแสดงความประสงค์ว่าต้องการฟังธรรมในหัวข้อใด

ท่านพระอาจารย์มั่นกล่าวว่า การแสดงธรรมให้เทวดาฟัง ต่างกับการแสดงธรรมให้มนุษย์ฟังอยู่มาก  เทวดาไม่ว่าเบื้องบนหรือเบื้องล่าง สามารถเข้าใจข้อธรรมที่บรรยายได้เร็วกว่ามนุษย์หลายเท่า เมื่อแสดงธรรมจบ เสียงสาธุการสามครั้งสะเทือนโลกธาตุ  ขณะที่มาถึง ขณะนั่งฟังธรรม กระทั่งขณะที่จากไป ก็ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามตลอดสาย และมีความเคารพนอบน้อมอย่างยิ่ง

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
วัดป่าสัมมานุสรณ์ อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย
ในบรรดาศิษย์อาวุโสของท่านพระอาจารย์มั่น กล่าวได้ว่า หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เป็นพระอภิญญาที่มีฤทธิ์มากองค์หนึ่ง มีประสบการณ์เกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ สามารถรู้เห็นและติดต่อกับสิ่งลี้ลับต่างภพภูมิที่มาขอสร้างบุญสร้างกุศลกับท่าน หรือขอให้ท่านเทศน์โปรด

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ได้เล่าเรื่องราวเมื่อครั้งที่ไปบำเพ็ญภาวนาอยู่ที่ ถ้ำดอกคำ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ กับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต  ว่า พระเณรจะนอนแต่หัวค่ำ พอตกดึก ก็ลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตา ไหว้พระสวดมนต์และนั่งภาวนา  เวลาดึก ๆ เทวดาจะมาเยี่ยมฟังธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่นอยู่เสมอ  ในเวลาที่คนเรานอนหลับ สติไม่ค่อยมี ท่าทางการนอนก็ดูไม่สวยงาม เทวดาผ่านไปมา เห็นเข้าแล้วไม่เกิดศรัทธาและอาจตำหนิเอาได้

ที่ถ้ำดอกคำแห่งนี้ เทวดาพากันมาขอให้ท่านพระอาจารย์มั่นแสดงธรรมให้ฟังอยู่มิได้ขาด มากันทุกคืน คราวละจำนวนมาก ๆ  เวลาที่พวกเทวดามา ทั่วบริเวณถ้ำดอกคำจะสว่างไสวราวกับจุดเทียนไขเป็นหมื่นเป็นแสนเล่มไว้รอบบริเวณ    

การแต่งกายของเทวดาที่พากันมาฟังธรรมนั้น เขาจะไม่ประดับเพชรนิลจินดา ถ้าผู้ที่เป็นหัวหน้าใส่ชุดขาว บริวารก็จะใส่ชุดขาวเหมือนกัน ถ้าเป็นสีแดง ก็จะใส่สีแดงมาเหมือนกัน


ท้าวจตุโลกบาล หรือท้าวมหาราชผู้รักษาโลกทั้งสี่ทิศ ก็เคยมาขอฟังธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น พากันมาจากเขาจุมพต เทวดาที่มากันในครั้งนั้นมีจำนวนมากเป็นพิเศษ เป็นแสน ๆ องค์ เต็มผืนดินผืนฟ้าไปหมด มาขอให้ท่านอาจารย์มั่นแสดงพระธรรมเทศนาเรื่อง "นะรักกันตัง" 

หลวงปู่ชอบได้กราบเรียนถามท่านพระอาจารย์มั่นในเรื่อง "นะรักกันตัง" ว่ากล่าวถึงอะไร ท่านบอกว่าเป็นเรื่องที่กล่าวถึงกุศลมูล อกุศลมูล เกี่ยวกับนรกสวรรค์ จัดเป็นเรื่องเฉพาะ ไม่มีการกล่าวถึงโดยทั่วไป

หลวงปู่ชอบเล่าว่า ช่วงที่ท่านพำนักอยู่ที่ถ้ำดอกคำนี้ มีเทวดามากจริง ๆ ที่ไหน ๆ ที่ไปมา ก็ไม่เคยเห็นเทวดามาเยี่ยมฟังธรรมมากเท่ากับอยู่ที่ถ้ำดอกคำนี้ และที่ถ้ำดอกคำแห่งนี้ ก็เป็นสถานที่ที่ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต บรรลุธรรมขั้นสูงสุดอีกด้วย

หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี
หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เล่าว่า เวลาฟังท่านพระอาจารย์มั่นสนทนากับหลวงปู่ชอบ เกี่ยวกับเรื่องกายทิพย์ เรื่องเทวดา ภูติผีทั้งหลายที่มาขอพึ่งบารมี มาฟังธรรมและถามปัญหาธรรม บรรดาพระเณรที่ฟังอยู่ด้วยกัน ต่างรู้สึกเพลิดเพลิน ตื่นตาตื่นใจ ไม่อยากให้การสนทนาจบลงเลย ท่านทั้งสององค์พูดสอดคล้องกัน เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ราวกับอยู่ในเหตุการณ์ด้วยกัน

กล่าวถึงหลวงปู่ชอบ ท่านเองก็มีเทวดามาเยี่ยมเพื่อขอฟังธรรมอยู่เสมอ ๆ ในระหว่างที่ท่านธุดงค์อยู่ในป่าลึก จะมีพวกกายทิพย์เข้ามานิมนต์ให้อยู่โปรดพวกเขา

เมื่อครั้งที่หลวงปู่ชอบ ออกธุดงค์สมัยแรก ๆ เรื่องราวความมหัศจรรย์ต่าง ๆ เกี่ยวกับท่านยังไม่เป็นที่เปิดเผย คงทราบกันเฉพาะในหมู่เพื่อนพระที่ออกธุดงค์ด้วยกัน เช่น หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจินโณ เป็นต้น  มาในระยะหลัง เมื่อหลวงปู่ท่านยอมให้ศิษย์ติดตาม จึงเปิดโอกาสให้ได้รู้ได้เห็นมากขึ้น


ครั้งหนึ่ง ราวปี พ.ศ. 2490 หลวงปู่ชอบไปวิเวกที่ปางยางหนาด อยู่ห่างจากภูผาแด่นไปทางทิศตะวันตกราว 3 กิโลเมตร มีสามเณรชื่อเลื่อนกับผ้าขาวชื่อสมผล ติดตามไปด้วย  ที่ปางยางหนาดนั้น หลวงปู่ชอบไม่ค่อยได้ออกบิณฑบาต ท่านอดอาหารติดต่อกันครั้งละ 7 วันบ้าง 15 วันบ้าง สามเณรและผ้าขาวจึงต้องออกหาอาหารกินเอง

คืนหนึ่ง สามเณรกับผ้าขาวมองเห็นกุฏิของหลวงปู่ชอบมีแสงสว่างแดงจ้าไปทั้งกุฏิ ก็ตกใจนึกว่าเกิดเพลิงไหม้ พากันวิ่งไปดู เมื่อไปถึงกุฏิ กลับมีแต่ความมืด ไม่เห็นแสงอะไร แต่พอกลับออกมา ก็เห็นแสงสว่างจ้าขึ้นอีก วิ่งกลับไปกลับมาอยู่หลายเที่ยว จะว่าตาฝาดก็เห็นเหมือนกันทั้งคู่

วันรุ่งขึ้น เมื่อมีโอกาสจึงได้กราบเรียนถามหลวงปู่ชอบว่าเกิดอะไรขึ้น หลวงปู่บอกว่า "เมื่อคืนมีเทวดามาเต็มไปหมด มาขอฟังเทศน์" หลวงปู่บอกต่อว่า "เฮาเทศน์เรื่องพระไตรสรณาคมน์ให้ฟัง"

พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ
วัดเจติยาคีรีวิหาร (ภูทอก)  บึงกาฬ
เมื่อครั้งที่หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เดินทางไปเยี่ยมพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ที่วัดเจติยาคีรีวิหาร หรือ ภูทอก ในปี พ.ศ. 2517 ท่านพระอาจารย์จวนได้จัดที่พักถวายหลวงปู่ชอบ เป็นเงื้อมถ้ำอยู่ด้านล่างของภูทอก 

ท่านครูบาดม พระอุปัฏฐากของหลวงปู่ชอบในขณะนั้นเล่าว่า รู้สึกตัวตื่นขึ้นมากลางดึก ต้องประหลาดใจมากที่เห็นบริเวณรอบ ๆ เงื้อมถ้ำมีแสงสว่างไปทั่ว เหมือนใครมาจุดตะเกียงเจ้าพายุที่มีความสว่างมากในที่นั้น และศูนย์กลางของแสงสว่างอยู่ตรงกลดของหลวงปู่ชอบ แสงมีความสว่างไสวจนสามารถมองทะลุเข้าไปในมุ้งกลด เห็นหลวงปู่นั่งอยู่ภายในอย่างชัดเจน

ครูบาดมเก็บความประหลาดใจไม่ไหว จึงค่อย ๆ คลานไปหาหลวงปู่ซามา อจุตฺโต (วัดป่าอัมพวัน จังหวัดเลย) ซึ่งร่วมคณะไปด้วย ก็พบว่าหลวงปู่ซามากำลังเฝ้าดูเหตุการณ์ประหลาดอยู่แล้ว และเห็นทุกอย่างเช่นเดียวกับที่ครูบาดมเห็น

ทั้งหลวงปู่ซามาและครูบาดม จึงพากันคลานเข้าไปใกล้ ๆ เพื่อดูให้แน่ใจ ปรากฏว่า ยิ่งเข้าไปใกล้มุ้งกลดของหลวงปู่ แสงสว่างกลับค่อย ๆ หรี่ลง เมื่อเข้าไปถึงกลดของหลวงปู่ชอบ ความสว่างก็หายไป เมื่อเลิกมุ้งกลดขึ้นดู ก็เห็นหลวงปู่ชอบท่านนอนหลับนิ่งอยู่ ทั้งสององค์จึงปิดมุ้งกลดแล้วคลานกลับที่เดิม เมื่อห่างออกไปประมาณ 2 เมตร แสงก็กลับสว่างขึ้นอีก ยิ่งถอยห่างออกไป แสงก็ยิ่งเพิ่มความสว่างนวลมากขึ้น และเห็นหลวงปู่ชอบนั่งยิ้มอยู่ภายในมุ้งกลดอย่างชัดเจน

หลวงปู่ซามาและครูบาดม จึงคลานกลับไปที่กลดของหลวงปู่ชอบเป็นคำรบสองด้วยความสงสัย ก็ปรากฏเหตุการณ์ประหลาดเหมือนเดิม คือ ความสว่างค่อย ๆ หรี่ลงเรื่อย ๆ และเมื่อเลิกมุ้งกลดขึ้นดู ก็ยังคงเห็นหลวงปู่ชอบนอนหลับอยู่ในท่าเดิม ท่านหายใจแรงและมีเสียงกรนแผ่ว ๆ พอบอกให้รู้ว่ากำลังหลับลึก

หลวงปู่ซามาจึงชวนครูบาดมคลานถอยห่างออกไป ด้วยเชื่อว่า หลวงปู่ชอบกำลังแสดงธรรมโปรดเทวดาที่ภูทอกอยู่ ไม่สมควรไปรบกวนท่านขณะแสดงธรรม


หลวงปู่ชอบกล่าวว่า เทวดาทั้งหลายก็เคยเป็นมนุษย์มาก่อน มีจิตฝักใฝ่ในบุญกุศล พอตายจากโลกนี้ ก็ไปจุติในสวรรค์ชั้นต่าง ๆ สูงบ้างต่ำบ้าง ขึ้นอยู่กับบุญกุศลที่ตนได้สั่งสมมา  แม้ในขณะที่ยังเป็นเทวดาอยู่ก็ตาม จิตของพวกเขาก็ยังผูกพันอยู่กับบุญกุศล เมื่อได้ยินหรือได้เห็นผู้ใดประกอบคุณงามความดี ก็จะพากันมาร่วมอนุโมทนาด้วย หากว่าเรามีสมาธิจิตที่ละเอียด ก็สามารถมองเห็น หรืออย่างหยาบ ๆ ก็พอจะสัมผัสได้ด้วยความรู้สึกขนลุกขนชัน

พระธรรมสิงหบุราจารย์
หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี
หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม วัดอัมพวัน สิงห์บุรี เคยเทศน์สอนญาติโยมเช่นกันว่า บ้านไหนจัดที่บูชา มีโต๊ะหมู่ มีพระพุทธรูปตั้งไว้ แล้วเจ้าของบ้านสวดมนต์ เทวดาก็จะมาร่วมสวดมนต์ด้วย  ส่วนบ้านไหนมีพระพุทธรูปไว้เพียงตั้งโชว์ ร้อยวันพันปีไม่เคยทำวัตรสวดมนต์ เทวดาก็ไม่มา


เมื่อครั้งองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงดำรงพระชนมชีพอยู่นั้น พุทธกิจที่พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญเป็นประจำในแต่ละวันมี 5 อย่าง คือ

1.  เวลาเช้า เสด็จบิณฑบาต
2.  เวลาเย็น ทรงแสดงธรรมโปรดมหาชน
3.  เวลาค่ำ ทรงประทานโอวาทแก่เหล่าภิกษุ
4.  เที่ยงคืน ทรงตอบปัญหาเทวดา
5.  จวนสว่าง ทรงตรวจดูสัตว์โลกที่สามารถและยังไม่สามารถบรรลุธรรมอันควรเสด็จไปโปรด

การแสดงธรรมโปรดเทวดานี้ จึงมีมาแต่ครั้งพุทธกาล เมื่อภิกษุทั้งหลายได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อทูลถามปัญหาบ้าง ทูลขอกรรมฐานบ้าง หรือทูลขอฟังธรรมแล้ว ครั้นได้เวลาอันควร ก็ถวายบังคมลา จากนั้น ก็เป็นโอกาสของเหล่าเทวดาในหมื่นโลกธาตุจะพากันเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทูลถามปัญหาต่าง ๆ ตามที่ได้เตรียมมา และพระพุทธองค์ก็จะทรงตอบปัญหาแก่เทวดาเหล่านั้น

เทวดาที่เสวยสุขอยู่บนสวรรค์ชั้นฉกามาพจร หรือสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น (จาตุมหาราชิก ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี) ถึงแม้จะมีทิพยสมบัติมากมาย แต่ก็ยังมีความหวาดกลัวต่อมรณภัย กลัวว่าเมื่ออายุขัยแห่งเทวดาของตนหมดลงแล้ว จะไปเกิดในนรก บ้างก็เป็นทุกข์ที่จะต้องพลัดพรากจากสมบัติอันเป็นทิพย์ จึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า หวังเป็นที่พึ่งเพื่อช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ให้แก่ตน


บ้างก็เกิดความสงสัยใคร่รู้ในธรรม เช่นเมื่อครั้งที่เทวดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ประชุมกันแล้วตั้งปัญหาขึ้น 4 ข้อ คือ (1) บรรดาทานทั้งหลาย ทานชนิดไหน บัณฑิตกล่าวว่าเยี่ยม (2) บรรดารสทั้งหลาย รสชนิดไหน บัณฑิตกล่าวว่ายอด (3) บรรดาความยินดีทั้งหลาย ความยินดีชนิดไหน บัณฑิตกล่าวว่าเลิศ  (4) ความสิ้นไปแห่งตัณหา บัณฑิตกล่าวว่าประเสริฐสุด เพราะเหตุไร  

ป้ญหาทั้งสี่ข้อนี้ เทวดาในหมื่นจักรวาล ไม่มีผู้ใดตอบได้ ท้าวสักกะ (พระอินทร์) พร้อมด้วยเหล่าเทวดา จึงพากันเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่ออาศัยปัญญาบารมีของพระองค์เป็นผู้ตอบปัญหา พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า

บรรดาทานทุกชนิด ธรรมทานเป็นเยี่ยม
บรรดารสทุกชนิด รสแห่งพระธรรมเป็นยอด 
บรรดาความยินดีทุกชนิด ความยินดีในธรรมประเสริฐ 
ความสิ้นไปแห่งตัณหาประเสริฐที่สุดแท้ เพราะเป็นเหตุให้สัตว์บรรลุพระอรหัต

ดังกล่าวนี้แล้ว ตรัสพระคาถาว่า

"สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ 
สพฺพรสํ ธมฺมรโส ชินาติ 
สพฺพรตึ ธมฺมรติ ชินาติ 
ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ"


พระสูตรจำนวนไม่น้อย กล่าวถึงเรื่องราวที่เทวดาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อทูลถามปัญหา เช่น มงคลสูตร กล่าวถึงเทวดาตนหนึ่ง รับมอบหมายจากท้าวสักกเทวราช ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าขณะประทับอยู่ที่พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ทูลถามปัญหาว่า เทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก ผู้หวังความสวัสดี พากันคิดถึงมงคลคือเหตุให้ถึงความเจริญทั้งหลาย ขอพระพุทธองค์ตรัสบอกมงคลอันสูงสุดด้วยเถิด

พระพุทธเจ้าตรัสตอบมงคล 38 ประการ ดังนี้...

(1) ไม่คบคนพาล 
(2) คบบัณฑิต 
(3) บูชาคนที่ควรบูชา 
(4) อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม 
(5) การได้สร้างบุญไว้ในกาลก่อน 
(6) ตั้งตนไว้โดยชอบ 
(7) เป็นผู้เรียนรู้มาก 
(8) เป็นผู้มีศิลปะวิทยา 
(9) มีระเบียบวินัยดี 
(10) พูดแต่วาจาที่ดี 
(11) บำรุงบิดามารดา 
(12) สงเคราะห์บุตร 
(13) สงเคราะห์ภรรยา 
(14) ทำการงานไม่คั่งค้าง 
(15) ให้ทาน 
(16) ประพฤติธรรม คือกุศลกรรมบท 10  
(17) สงเคราะห์ญาติ 
(18) ทำการงานที่ปราศจากโทษ 
(19) งดเว้นความชั่ว 
(20) เว้นจากการดื่มน้ำเมา 
(21) ไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย 
(22) มีสัมมาคารวะ 
(23) อ่อนน้อมถ่อมตน 
(24) มีความสันโดษ 
(25) มีความกตัญญู 
(26) ฟังธรรมตามกาล 
(27) มีความอดทน 
(28) เป็นผู้ว่านอนสอนง่าย 
(29) การได้พบเห็นสมณะ 
(30) สนทนาธรรมตามกาล 
(31) มีความเพียรเผากิเลศ 
(32) ประพฤติพรหมจรรย์ 
(33) เห็นอริยสัจทั้งหลาย 
(34) ทำพระนิพพานให้แจ้ง 
(35) จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรมทั้งแปด 
(36) จิตไม่เศร้าโศก 
(37) จิตปราศจากธุลีคือกิเลส 
(38) จิตถึงความเกษมคือปลอดจากโยคะกิเลสทั้งปวง

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสบอกมงคล 38 ประการแล้ว ได้ตรัสสรุปอานิสงส์ของการปฏิบัติมงคลธรรมของมนุษย์และเทวดาว่า เป็นผู้ไม่พ่ายแพ้ข้าศึกทั้งปวง ย่อมถึงความสุขสวัสดีในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ

มงคลสูตรนี้ เป็นพระสูตรหนึ่งที่พระสงฆ์นำมาใช้สวดเจริญพระพุทธมนต์ ขึ้นต้นว่า "อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา ..."


แม้แต่พรหมที่สถิตอยู่บนพรหมโลก เมื่อมีข้อขัดข้องสงสัย ก็จะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเช่นกัน โดยปรกติแล้ว พรหมเป็นผู้มีคุณธรรมสูงกว่าเทวดาในสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น ปัญหาของพรหมจึงไม่มากเหมือนปัญหาของเทวดา การเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า จะเป็นไปเพื่อกราบทูลให้แสดงธรรมโปรดสัตว์ทั้งหลาย เช่นเมื่อท้าวสหัมบดีพรหม ชักชวนหมู่พรหมและเทพยดาบนสวรรค์ มาชุมนุมต่อหน้าพระพักตร์พระบรมศาสดา แล้วกล่าวคำอาราธนาให้ทรงแสดงธรรม

ในกาลต่อมา เมื่อพุทธบริษัท ประสงค์จะอาราธนาพระสงฆ์ให้แสดงธรรม ก็จะใช้คำอาราธนาว่า  

"พฺรหฺมา จ โลกาธิปตี สหมฺปติ 
กตฺอญฺชลี อนฺธิวรํ อยาจถ
สนฺตีธ สตฺตาปฺปรชกฺขชาติกา 
เทเสตุ ธมฺมํ อนุกมฺปิมํ ปชํฯ" 

แปลว่า "ท้าวสหัมบดีพรหม ผู้เป็นใหญ่แห่งโลก ได้กระทำอัญชลี ทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงคุณอันประเสริฐว่า สัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลี คือกิเลสในดวงตาเบาบาง ยังมีอยู่ในโลกนี้ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดแสดงธรรมอนุเคราะห์แก่หมู่สัตว์นี้ด้วยเถิด"

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
วัดบูรพาราม สุรินทร์
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์ ได้รับการยกย่องในหมู่ผู้ปฏิบัติกรรมฐาน ทั้งพระภิกษุและฆราวาส ว่าเป็นผู้มีความรู้ลึกซึ้งในเรื่องของจิต  โดยปรกติ ท่านจะพูดแต่เรื่องภายในคือเรื่องของจิตเป็นส่วนใหญ่ มีบ้างนาน ๆ ครั้งจึงจะพูดถึงสิ่งภายนอก เช่น เรื่องเกี่ยวกับภูติผีปีศาจ กายทิพย์ โอปปาติกะ (ผู้เกิดผุดขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยพ่อแม่ อาศัยอดีตกรรม ได้แก่เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต อสุรกาย)

คราวหนึ่ง ท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณ (ผู้เป็นพระอุปัฏฐากหลวงปู่ดูลย์อย่างใกล้ชิดตั้งแต่บวชเป็นสามเณรจนกระทั่งหลวงปู่มรณภาพ ต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาสี่สิบกว่าปี) กราบนมัสการถามหลวงปู่ดูลย์ แบบทีเล่นทีจริงว่า "ตามตำราบอกว่าเทวดามาฟังธรรมของพระพุทธเจ้าครั้งละหลายโกฏินั้น จะมีศาลาโรงธรรมที่ไหนให้นั่งได้หมด ?"  คำตอบของหลวงปู่ ทำให้ทุกคนถึงกับอึ้ง เพราะไม่เคยได้ยินได้ฟัง และไม่เคยพบในตำราเล่มใดมาก่อน เมื่อหลวงปู่ตอบว่า "ในเนื้อที่หนึ่งปรมาณู เทวดาอยู่ได้แปดองค์"


ในช่วงท้ายชีวิตของหลวงปู่ดูลย์ มีผู้สังเกตว่า หลวงปู่ท่านมักจะพูดธรรมะชั้นสูง เกี่ยวกับการเข้าฌาณออกฌาณ บางช่วงท่านก็อยู่เฉย ๆ นิ่ง ๆ คล้ายกับเข้าสมาธิหรือพิจารณากัมมัฏฐานข้อใดข้อหนึ่ง นิ่งไปสักพักหนึ่ง แล้วก็ปรารภธรรมบทใดบทหนึ่งต่อทันที

ตอนที่หลวงปู่ไปพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ก็มีเหตุการณ์แปลก ๆ คล้ายกับว่าท่านกำลังพูดคุยหรือเทศน์ให้ใครฟัง ทำให้พระเณรที่อยู่พยาบาลเชื่อว่า ท่านมีปฏิสันถารกับใครอย่างใดอย่างหนึ่งในเวลาดึกสงัด  เมื่อถามภายหลังว่า ทำไมหลวงปู่จึงสวดยถาให้พร ทำไมจึงกล่าวอรรถกถาธรรมข้อใดข้อหนึ่งระหว่างนั้น จนผู้อยู่เฝ้าพยาบาลได้ยิน ก็ได้รับคำตอบที่ไม่ชัดเจน แต่ก็ยืนยันกันได้ว่า ท่านแสดงกิริยาอย่างนั้นโดยที่สติสัมปชัญญะยังสมบูรณ์ดีทุกประการ

มีอยู่คืนหนึ่ง เวลาตีสอง หลวงปู่ตื่นขึ้นกลางดึก บอกให้พระจุดเทียนต้อนรับเทวดาที่มาหา  ท่านพระอาจารย์เยื้อน ขนฺติพโล (วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร จังหวัดสุรินทร์) บอกหลวงปู่ว่า ไฟเปิดอยู่แล้ว หลวงปู่ก็ไม่ว่าอะไร ตกลงไม่จุดเทียน หลวงปู่ก็สวดมนต์เจริญพระคาถา นั่งสมาธิพักใหญ่ จึงเอนตัวลงนอนต่อ  ในวันต่อมา มีผู้ถามหลวงปู่เรื่องเทวดา หลวงปู่ก็ตอบว่า "ไม่ใช่เรื่องของการปฏิบัติภาวนา" 

ต่อมาเมื่อมีโอกาสเหมาะ มีผู้ถามหลวงปู่ว่า "เทวดาที่มาหาหลวงปู่ พวกเขาแต่งกายแบบลิเก หรือแบบไหนครับ"  หลวงปู่ตอบว่า "แต่งกายแบบนี้แหละ" ท่านว่า "ที่อยู่ของพวกพรหมนั้น เขาอยู่ห่างไกลจากโลกมนุษย์มาก"

หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร
วัดถ้ำผาปล่อง เชียงใหม่
เรื่องปิดท้าย นำมาจากหนังสือ "อิทธิฤทธิ์หรือความบังเอิญ ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ" บันทึกโดยท่าน พ.ต.อ. อรรณพ กอวัฒนา ได้เล่าถึงประสบการณ์เมื่อครั้งที่เดินทางไปกราบนมัสการ พระญาณสิทธาจารย์ หรือ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

หลวงปู่สิมเป็นศิษย์รุ่นอาวุโสของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน เป็นพระเถระที่มีจริยาวัตรงดงามเสมอต้นเสมอปลายตลอดชีวิตการเป็นนักบวชของท่าน

หลวงปู่มั่นเคยพูดถึงหลวงปู่สิม สมัยยังเป็นพระหนุ่มต่อหน้าพระเถระหลายรูป ในเชิงพยากรณ์ด้วยความชื่นชมว่า "..ท่านสิม เป็นดอกบัวที่ยังตูมอยู่ เบ่งบานเมื่อใดจะหอมกว่าหมู่.."

ท่าน พ.ต.อ. อรรณพ เล่าว่า หลังจากที่ได้สนทนาธรรมกับหลวงปู่สิมอย่างใกล้ชิดจนดึก หลวงปู่ท่านก็เมตตาจัดให้ท่านและลูกน้องพักผ่อนหลับนอนในถ้ำที่ท่านจำวัดอยู่ หลวงปู่บอกว่า ".. โยมนอนเสียเถอะ หลับให้สบาย ไม่ต้องกลัวอะไร เหนื่อยมามาก นอนอยู่กับหลวงพ่อนี่เย็นใจสบายใจ เก็บปืนเสีย ไม่ต้องใช้ หลวงพ่อจะเจริญพระกรรมฐาน มีอะไรเกิดขึ้นในถ้ำนี้ไม่ใช่กิจของโยม เป็นเรื่องของอาตมา หลับเถอะ หลับให้สบาย.." 

สิ้นเสียงของหลวงปู่ ท่านกับลูกน้องก็หลับปุ๋ยไปโดยพลัน เหมือนโดนยานอนหลับ  มารู้สึกตัวตื่นราว ๆ ตีสอง ที่ทราบเวลาเพราะตื่นปุ๊บก็ดูนาฬิกาปั๊บ มองไม่เห็นหลวงปู่สิมบนที่ ๆ ท่านนอน แต่เมื่อเหลือบไปอีกที ต้องตกใจเพราะเห็นคนเต็มถ้ำจนเรียกว่าแออัด รูปร่างเหมือนคนแต่ตัวโปร่งใส แต่งตัวเหมือนพวกเล่นลิเก ทุกคนสำรวมและเคร่งขรึม เห็นหลวงปู่สิมนั่งอยู่บนอาสนะกลางถ้ำ ท่าทางเหมือนกำลังเทศน์ เพราะนุ่งห่มจีวรและพาดสังฆาฏิเรียบร้อย

พอท่าน พ.ต.อ. อรรณพลุกขึ้นนั่ง คนตัวใส ๆ เหล่านั้นก็หันมามองเป็นตาเดียว ทุกคนที่มองมามีพลังสื่อให้รับรู้ได้ว่า พวกเขากำลังไม่สบายใจและขอโทษที่ทำให้ตื่น  พอท่านเริ่มจะตื่นเต็มตัวและอยากลุกขึ้นมาเพื่อพูดจาด้วย ก็ได้ยินเสียงของหลวงปู่สิมลอยมาว่า "โยม นอนเสียเถอะ นอนให้สบาย ไม่ต้องกังวล ที่นี่ปลอดภัย ไม่ต้องสงสัย ไม่ใช่กิจของโยม นอนเสียเถอะ อาตมาดูแลเอง"


อ้างอิง        -  ประวัติ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต - หลวงตามหาบัว และ พระอาจารย์วิริยังค์
                  -  หนังสือ บูรพาจารย์ - รศ.ดร. ปฐม นิคมานนท์ 

ขอบพระคุณ  ท่านเจ้าของภาพถ่ายในอินเทอร์เน็ตทุก ๆ ท่าน ที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบเป็นวิทยาทาน