วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

พระพุทธนาราวันตบพิตร อนุสรณ์ในหลวงทรงผนวช


พระพุทธนาราวันตบพิตร เป็นพระพุทธรูปศิลปะรัตนโกสินทร์ ปางห้ามสมุทร ประดิษฐานบนฐานรูปกลีบบัวคว่ำบัวหงาย ซึ่งประดับอยู่เหนือฐานสิงห์ทรงกลม ฐานส่วนล่างสุดเป็นฐานบัทม์แปดเหลี่ยม จารึกประวัติการสร้างไว้ที่ท้องไม้ เนื้อพระพุทธรูปและฐานทั้งสามชั้นทำด้วยโลหะผสมทอง สูงจากพระรัศมีถึงพระบาท 15.5 นิ้ว ฐานกลีบบัวและฐานสิงห์สูงรวม 4 นิ้ว ฐานบัทม์สูง 3.5 นิ้ว

พระพุทธรูปองค์นี้ เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระราชพิธีทรงพระผนวชของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 แต่ไม่มีใครเรียกว่า "พระพุทธรูปทรงผนวช" ต่างจากเหรียญที่ระลึกในพระราชพิธีจาตุรงคมงคล จัดสร้างโดยวัดบวรนิเวศเมื่อปี พ.ศ. 2508 ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับพระราชพิธีทรงผนวชเลยแม้แต่น้อย แต่ผู้คนทั่วไปกลับเข้าใจว่าสร้างเป็นที่ระลึกในคราวทรงพระผนวชและนิยมเรียกขานกันว่า "เหรียญทรงผนวช"

พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม ถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 เมื่อทรงลาผนวชแล้ว โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง "พระพุทธนาราวันตบพิตร" พระพุทธรูปปางห้ามสมุทร เพื่อเป็นอนุสรณ์ เสด็จพระราชดำเนินทรงเททองหล่อพระพุทธรูปเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2499 ณ พระที่นั่งราชฤดี ในพระบรมมหาราชวัง และโปรดให้จารึกที่ส่วนท้องไม้ของฐานชั้นล่างว่า

"พระพุทธนาราวันตบพิตร ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนากาลล่วงแล้ว ๒๔๙๙ พรรษา วันที่ ๒๒ ตุลาคมมาส พระบาทสมเด็จพระประมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ทรงพระราชศรัทธาในพระบวรพระพุทธศาสนา ได้เสด็จออกทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และเสด็จมาประทับบำเพ็ญสมณปฏิบัติ ณ พระปั้นหยาวัดบวรนิเวศวิหาร ได้ทรงสถาปนาพระพุทธปฏิมาพระองค์นี้ขึ้นไว้ในพระบวรพุทธศาสนา เมื่อ ณ วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๙  สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ได้ถวายพระนามว่า พระพุทธนาราวันตบพิตร เชิญขึ้นประดิษฐานไว้ ณ พระปั้นหยาเป็นพระราชกุศลสืบไป"

พระพุทธนาราวันตบพิตร

พระพุทธนาราวันตบพิตรประดิษฐานอยู่ที่พระตำหนักปั้นหย่า จนถึง พ.ศ.2507 ได้หายไป ทางวัดฯ ได้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท  แต่ต่อมาด้วยเดชะพระบารมีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระพุทธนาราวันตบพิตรได้กลับมาสู่วัดบวรนิเวศวิหารดังปาฏิหาริย์ กล่าวคือ ในคืนวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2507 ได้มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งนำห่อของสองห่อมาฝากพระภิกษุในวัด ขอให้ถวายเจ้าอาวาส เมื่อเจ้าอาวาสแก้ห่อออกมา ปรากฏว่าเป็นพระพุทธนาราวันตบพิตรและฐานที่หายไป จึงเป็นที่ยินดีและเป็นที่ประหลาดใจของวัดและผู้เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ทั่วกัน ฉะนั้น ทางวัดจึงได้กราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตฉลองพระพุทธนาราวันตบพิตร ในคราวเดียวกับการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระรูปสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2507

(ซ้าย) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงบรรพชาเป็นสามเณร
(ขวา) พระสมุทรนินนาท

พระราชประเพณีการสร้างพระพุทธรูปเพื่อเป็นอนุสรณ์ในการที่ได้ทรงผนวชในพระพุทธศาสนานั้น เริ่มมาแต่ครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อทรงบรรพชาเป็นสามเณร ประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร พ.ศ. 2409 โปรดเกล้าฯ ให้หล่อ "พระสมุทรนินนาท" พระพุทธรูปปางห้ามสมุทร สูง 19.7 นิ้ว ด้วยทองสำริดขัดเกลี้ยง อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่พระปั้นหย่า อันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ครั้นเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว มีพระบรมราชโองการให้อัญเชิญพระสมุทรนินนาทไปกะไหล่ทองแล้วอัญเชิญกลับมาประดิษฐานตามเดิม ต่อมาอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ อาคารพิพิธภัณฑ์ ภปร ภายในวัดบวรนิเวศวิหาร จนถึงปัจจุบัน

(ซ้าย) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงผนวชเป็นพระภิกษุ
(ขวา) พระมหานาคชินะ

เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ขณะดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วเสด็จประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร พ.ศ. 2447 โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง "พระมหานาคชินะ" ประดิษฐานไว้ที่วัดบวรนิเวศวิหารเพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์

พระมหานาคชินะ เป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก เนื้อโลหะ หน้าตักกว้าง 5 นิ้ว สามารถแยกชิ้นส่วนออกได้เป็น 3 ส่วน คือ ส่วนองค์พระพุทธรูปประดิษฐานอยู่บนฐานกลีบบัว ส่วนนาคปรก และส่วนฐานเป็นฐานสี่เหลี่ยมย่อมุม จารึกประวัติการสร้าง

(ซ้าย) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงผนวชเป็นพระภิกษุ
(ขวา) พระพุทธธรรมาธิปกบพิตร

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ขณะดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ได้ทรงผนวชเป็นพระภิกษุและประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อ พ.ศ. 2460 

ในปี พ.ศ. 2516 สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 โปรดให้สร้าง "พระพุทธธรรมาธิปกบพิตร" พระพุทธรูปปางอุ้มบาตร เนื้อโลหะ สูง 20 นิ้ว เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์ทรงผนวช


ปี พ.ศ. 2542 ในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุ 72 พรรษา ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้างพระพุทธนาราวันตบพิตร ให้พสกนิกรได้สักการะบูชา เพื่อนำรายได้สมทบมูลนิธิชัยพัฒนา

พระพุทธนาราวันตบพิตรที่จัดสร้างขึ้นนี้ เป็นพระเนื้อผง ขนาดสูง 3.2 เซนติเมตร เนื้อพระประกอบด้วยมวลสารจากสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน ในประเทศเนปาลและอินเดีย และจากวัดสำคัญและเก่าแก่หลายแห่งในประเทศศรีลังกา จีน และญี่ปุ่น รวมทั้งมวลสารจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และวัดสำคัญ ๆ ทั่วประเทศ  ผงพุทธคุณจากพระคณาจารย์ที่เคารพบูชาทั่วพระราชอาณาจักร  ที่สำคัญยิ่งคือ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าฯ พระราชทานเส้นพระเจ้า (เส้นผม) พระจีวร และมวลสารส่วนพระองค์ (ผงจิตรลดา) โดยพระราชทานผ่านสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก อัญเชิญมาผสมอยู่ในเนื้อพระพุทธนาราวันตบพิตรนี้ด้วย

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ทรงเป็นประธานในพิธีพุทธาภิเษก ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีพระเกจิอาจารย์ทั่วประเทศนั่งปรกอธิษฐานจิตปลุกเสก


อ้างอิง        พระพุทธรูปสำคัญ กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร
ขอขอบคุณ   เจ้าของภาพถ่ายในอินเทอร์เน็ตทุกท่าน ที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบเป็นวิทยาทาน 

วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เหรียญทรงผนวช - ที่ระลึกพระราชพิธี 'จาตุรงคมงคล'


พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งฉายไว้ในขณะทรงผนวชเมื่อปี พ.ศ. 2499 นั้น ได้ถูกอัญเชิญมาประดิษฐานบนเหรียญที่ระลึกหลายวาระ  เหรียญหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงมากและเป็นที่แสวงหาของนักสะสมเหรียญรวมถึงนักนิยมพระเครื่อง คือ เหรียญที่ออกโดยวัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อปี พ.ศ. 2508 รู้จักกันในนาม เหรียญทรงผนวช

ความจริงแล้ว เหรียญทรงผนวช ไม่ใช่เหรียญที่จัดสร้างเพื่อเป็นที่ระลึกเมื่อครั้งทรงผนวชโดยตรง ด้วยจัดสร้างขึ้นภายหลังจากที่ทรงลาผนวชแล้วถึงเก้าปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงผนวชในปี พ.ศ. 2499  แต่ "เหรียญทรงผนวช" สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2508 เพื่อเป็นที่ระลึกในการเสด็จฯ พระราชกุศล จาตุรงคมงคล
 
เหรียญทรงผนวช วัดบวรนิเวศวิหารสร้าง ปี พ.ศ. 2508
ที่ระลึกพระราชพิธี "จาตุรงคมงคล"

ประวัติความเป็นมาของการสร้าง เหรียญทรงผนวช มีอยู่ว่า ในปี พ.ศ. 2508 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมายุ 38 พรรษา เสมอสมเด็จพระราชบิดา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ บำเพ็ญพระราชกุศล ณ วัดบวรนิเวศวิหาร และในวโรกาสเดียวกันนี้ ได้ทรงประกอบพระราชพิธีสำคัญอีก 3 ประการต่อเนื่องกันไป เมื่อประมวลพระราชกรณียกิจที่ทรงบำเพ็ญในคราวเดียวกันถึง 4 อย่าง ระหว่างวันที่ 27 ถึงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2508 จึงเรียกมหามงคลสมัยนี้ว่า จาตุรงคมงคล

จาตุรงคมงคล หรือการพระราชพิธีอันเป็นมงคล 4 ประการมีดังนี้

1.  พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระชนมายุเสมอสมเด็จพระราชบิดา สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
ประสูติ 1 มกราคม พ.ศ. 2434
สวรรคต 24 กันยายน พ.ศ. 2472

พิธีจัดขึ้น ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร ในวันเสาร์ที่ 28 และวันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2508 ทรงทอดผ้าพระสงฆ์ 38 รูป ทรงประเคนผ้าไตร ย่าม และพัดที่ระลึกแก่พระสงฆ์ 38 รูปเท่าพระชนม์สมเด็จพระราชบิดา
  
ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ณ วัดบวรนิเวศวิหาร
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจริญพระชนมายุเสมอสมเด็จพระราชบิดา

2.  พระราชพิธีหล่อพระพุทธรูปปางประทานพร มีพระปรมาภิไธย ภปร ประดับผ้าทิพย์  พิธีบวงสรวงและพุทธาภิเษกแผ่นโลหะที่จะผสมหล่อพระพุทธรูป จัดขึ้น ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ในวันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2508  สำหรับพิธีเททองหล่อพระพุทธรูป จัดขึ้น ณ มณฑลพิธี สนามโรงเรียนวัดบวรนิเวศ ในวันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2508


3.  พระราชพิธีฉลองสมโภชพระเจดีย์  ในวันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2508 เมื่อทรงเททองหล่อพระพุทธรูปปางประทานพรมีพระปรมาภิไธย ภปร ประดับผ้าทิพย์แล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระเจดีย์ทองหลังพระอุโบสถพระพุทธชินสีห์ ทรงประกอบพิธียกลูกแก้วขึ้นประดิษฐานยอดพระเจดีย์ เสด็จฯ ขึ้นสู่ภายในองค์พระเจดีย์ บูชาพระบรมสารีริกธาตุ ทรงปิดทองพระไพรีพินาศ และทรงเจิมพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


พระเจดีย์นี้ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในรัชกาลที่ 3 ได้เริ่มสร้างขึ้นพร้อมกับวัดบวรนิเวศวิหาร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ได้ทรงสร้างต่อสมัยที่ยังทรงผนวชอยู่และเสด็จมาครองวัดนี้  ในปี พ.ศ. 2498 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ โปรดให้ปฏิสังขรณ์โดยโบกปูนใหม่และขัดผิว  ต่อมาผิวองค์พระเจดีย์หมองคล้ำไปมากและร่วงหลุดชำรุด ทางวัดฯ ได้บูรณะองค์พระเจดีย์อีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2507 โดยฉาบปูนใหม่และประดับกระเบื้องสีทอง แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2508

4.  พระราชพิธีอันเป็นมงคลประการที่สี่ ซึ่งเป็นลำดับสุดท้ายใน "จาตุรงคมงคล" คือ เมื่อเสร็จพระราชพิธีสมโภชพระเจดีย์แล้ว เสด็จพระราชดำเนินต่อไปยังพระอุโบสถ ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิมศิลาแผ่นแรกที่จะผนึกผนังพระอุโบสถ เป็นปฐมฤกษ์ที่จะผนึกเปลี่ยนผนังพระอุโบสถในกาลต่อไป 


แผ่นศิลาปฐมฤกษ์ผนึกเปลี่ยนผนังพระอุโบสถนี้ จารึกข้อความว่า "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินทรงพระสุหร่าย ทรงเจิมแผ่นศิลาปฐมฤกษ์ ผนึกเปลี่ยนผนังพระอุโบสถนี้ ในมหามงคลสมัย มีพระชนมายุเสมอด้วยสมเด็จพระราชบิดา วันอาทิตย์ที่ ๒๙ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๐๘"

แผ่นศิลาปฐมฤกษ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจิม
ประดิษฐานหน้าพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร

เนื่องใน "จาตุรงคมงคลสมัย" ดังกล่าวมาข้างต้น วัดบวรนิเวศวิหารได้จัดสร้างเหรียญที่ระลึก ด้านหนึ่งมีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขณะทรงผนวช ขอบเหรียญด้านบนมีข้อความว่า "ทรงผนวช ๒๔๙๙" มีพระปรมาภิไธยว่า "ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ภูมิพโล" ซึ่งถ่ายจากลายพระหัตถเลขาในสมุดทะเบียนของวัดในขณะทรงผนวช  อีกด้านหนึ่งมีรูปพระเจดีย์วัดบวรนิเวศวิหาร มีข้อความโค้งตามขอบเหรียญว่า "เสด็จฯ สมโภชพระเจดีย์ทองบวรนิเวศ ๒๙ สิงห์ ๒๕๐๘ ในมงคลสมัยพระชนมายุเสมอสมเด็จพระราชบิดา" ความเป็นมาของ "เหรียญทรงผนวช" จึงมีด้วยประการฉะนี้

ในปี พ.ศ. 2550  วัดบวรนิเวศวิหารได้จัดสร้าง "เหรียญทรงผนวช" อีกครั้ง เพื่อเป็นอนุสรณ์และสมนาคุณผู้บริจาคสมทบในการบูรณปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ทองที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และเป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 80 พรรษา 5 ธันวาคม พ.ศ. 2550

เหรียญทรงผนวช วัดบวรนิเวศวิหารสร้าง ปี พ.ศ. 2550

เหรียญทรงผนวช ปี พ.ศ. 2550 นี้ มีรูปลักษณะคล้ายกับเหรียญทรงผนวชที่สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2508 ต่างกันตรงที่ เหรียญทรงผนวชปี พ.ศ. 2550 เป็นเหรียญกลมไม่มีห่วง (หายห่วง) และจารึกข้อความบนขอบเหรียญด้านหลังว่า "บูรณะพระเจดีย์ วัดบวรนิเวศวิหาร ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระขนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐"


อ้างอิง         ตำนานวัดบวรนิเวศวิหาร
ขอขอบคุณ   ท่านเจ้าของภาพถ่ายในอินเทอร์เน็ตทุกท่าน ที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบเป็นวิทยาทาน





วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ภาพเก่าเล่าเรื่อง 'ภูมิพโลภิกขุ' ...เมื่อในหลวงทรงผนวช


พระราชฉายาบัฏ
ที่ 1582

เมื่อปี 2499 แต่ปรินิพพานแห่งพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ล่วงไปแล้ว
ในปีปัจจุบันที่ 2500 เมื่อ ณ วันจันทร์ สุรทินที่ 22 ตุลาคมมาส วัสสานฤดู
ล่วงเวลา 4 นาฬิกา 23 นาที แต่เที่ยง
ภิกษุ พระนามว่า ภูมิพละ อุปสมบทแล้วในพัทธสีมาแห่งวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ครั้นล่วงเวลา 5 นาฬิกา 43 นาที แต่เที่ยง
ทำทัฬหิกรรม ณ พัทธสีมาแห่งพระพุทธรัตนสถาน
มีท่านสุจิตตะ เป็นพระอุปัชฌายะ
ท่านอุฏฐายี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ฯ

ขอภูมิพลภิกษุนั้น จงทรงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในพระธรรมวินัย
ที่พระตถาคตเจ้าทรงประกาศแล้ว

อนึ่ง ขอภูมิพลภิกษุนั้น ทรงดำรงอยู่ในความเป็นอัครพุทธศาสนูปถัมภก์
จงทรงอุปถัมภ์จัดแจงทะนุบำรุงเพื่อความงอกงามไพบูลย์แห่งพระพุทธศาสนา เทอญ ฯ

สมเด็จพระราชชนนี ทรงจรดพระกรรไกร 
หลังพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2499

ทรงเครื่องตามแบบผู้แสวงอุปสมบท
เสด็จฯ เข้าสู่พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม 
วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2499

ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชา
พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร
พระสัมพุทธพรรณี
พระพุทธรูปฉลองพระองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก 
พระพุทธรูปฉลองพระองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย 
เป็นการส่วนพระองค์ตามราชประเพณี

สมเด็จพระราชชนนี ถวายผ้าไตรเพื่อทรงขอบรรพชา
ในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงถือไตรเข้าไปขอบรรพชา
ในท่ามกลางสงฆ์ต่อสมเด็จพระสังฆราช

สมเด็จพระสังฆราชถวายโอวาทสำหรับบรรพชา
และถวายผ้ากาสายะ เพื่อได้ทรงครองอุปสมบท

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ กลับเข้าในพระฉาก
ทรงครองกาสาวพัสตร์ตามเพศบรรพชิต 
พระโศภนคณาภรณ์ (เจริญ สุวฑฺฒโน ป.9) แต่งพระองค์ถวาย

เสด็จฯ ออกจากพระฉากเข้าสู่พระอุโบสถ
รับสรณคมน์และศีลต่อสมเด็จพระสังฆราช
สำเร็จบรรพชากิจเป็นสามเณรแล้ว
 ทรงขอนิสัย สมเด็จพระสังฆราชเป็นพระราชอุปัธยาจารย์ 
ถวายพระสมณนามว่า ภูมิพโล ทรงขออุปสมบท

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงพระบรรพชา
ประทับที่พระแท่นท้ายอาสนสงฆ์  
สมเด็จพระราชชนนี ถวายบาตรสำหรับพระราชพิธีอุปสมบทกรรม

พระสงฆ์ถวายการอุปสมบท 
สมเด็จพระสังฆราช (หม่อมราชวงศ์ชื่น นพวงศ์ ฉายา สุจิตฺโต ป.7)
วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ
เป็นพระราชอุปัธยาจารย์

พระศาสนโศภน (จวน อุฏฐายี ป.9) 
วัดมกุฎกษัตริยาราม กรุงเทพฯ
เป็นพระราชกรรมวาจาจารย์ 
ทูลซักถามอันตรายิกธรรม

เมื่อทรงรับอุปสมบทเสร็จเป็นอันทรงดำรงภิกขุภาวะโดยสมบูรณ์แล้ว 
สมเด็จพระวันรัต (ปลด กิตฺติโสภโณ ป.9) 
วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพฯ 
พระอนุศาสนาจารย์ ถวายอนุศาสน์

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ 
ถวายเครื่องบริขาร 

พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย
พระโศภนคณาภรณ์ (เจริญ สุวฑฺฒโน ป.9) วัดบวรนิเวศวิหาร 
เสด็จฯ ทางหลังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม 
ทรงรถยนต์พระที่นั่งเข้าไปสู่พระพุทธรัตนสถาน

ทรงประกอบพิธีตามราชประเพณี มีพระเถระฝ่ายธรรมยุตนั่งหัตถบาส 15 รูป 
เมื่อเสร็จอุปสมบทกรรมเวลา 17:43 น. แล้ว เสด็จทรงรถยนต์พระที่นั่ง
พร้อมด้วยสมเด็จพระสังฆราช พระราชอุปัธยาจารย์ สู่วัดบวรนิเวศวิหาร

รถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนจากพระบรมมหาราชวังไปยังวัดบวรนิเวศวิหาร 
ผ่านถนนราชดำเนิน มีประชาชนเฝ้าฯ ตลอดสองข้างทาง
ทำให้ขบวนรถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนที่ไปได้อย่างช้า ๆ

ประชาชนปักหลักรอเฝ้าฯ รับเสด็จ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงพระผนวช 
ที่ลานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ

เสด็จฯ ถึงวัดบวรนิเวศวิหาร เวลา 19 นาฬิกาเศษ 
ใช้เวลาจากวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง กว่าสองชั่วโมงเศษ 
ยังคงมีประชาชนจำนวนมากรอเฝ้าฯ รับเสด็จที่หน้าประตูวัด 
และภายในบริเวณที่จะเสด็จเข้าสู่พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร

พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงวิกัปจีวร 
บนพระตำหนักทรงพรต วัดบวรนิเวศวิหาร
โดยมีพระโศภนคณาภรณ์ (เจริญ สุวฑฺฒโน ป.9) เป็นพระพี่เลี้ยง

เสด็จฯ ไปเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช ณ พระตำหนักบัญจบเบญจมา 
ทรงถวายดอกไม้ธูปเทียนและทรงสดับพระโอวาท

ทรงสดับพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ณ พระตำหนักปั้นหย่า 
ในการพระราชกุศลขึ้นพระตำหนัก ซึ่งเป็นที่ประทับในขณะทรงครองสมณเพศ 


ทรงทำวัตรในพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร


สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ 
เสด็จฯ พระราชทานกฐิน ในพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร 
วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2499


ทรงรับบาตร ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต 
วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2499


สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ 
เฝ้าฯ ในพระราชวังดุสิต 
วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2499


เสด็จฯ ไปถวายดอกไม้ธูปเทียนพระศาสนโศภน (จวน อุฏฐายี ป.9)
 พระราชกรรมวาจาจารย์  ที่วัดมกุฎกษัตริยาราม  
พระศาสนโศภนถวายหนังสือพระวินัยมุนีฯ 
ถวายพระสีวลีที่ได้จากพม่าพร้อมด้วยตะลุ่มมุกเล็ก ๆ 
วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2499


เสด็จฯ ไปถวายดอกไม้ธูปเทียน สมเด็จพระวันรัต (ปลด กิตฺติโสภโณ ป.9) 
พระอนุศาสนาจารย์ ที่วัดเบญจมบพิตร 
สมเด็จพระวันรัต ถวายหนังสือ
วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2499

ทรงรับอัฐบริขารของ พณฯ ประธานาธิบดีแห่งประเทศพม่า 
ที่พระตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศวิหาร 
วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2499

เสด็จฯ วังสระปทุม  ทรงรับอาหารบิณฑบาตจากสมเด็จพระราชชนนี 
วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2499

ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับสมเด็จพระราชชนนี
ในระหว่างประทับพักที่พระเก้าอี้
วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2499

เสด็จฯ ลงพระตำหนักเพชร โปรดให้พระเถรานุเถระ ชั้นราชขึ้นไป 
และบรรพชิตจีน ญวน เฝ้าฯ ถวายอนุโมทนาและถวายพระพร
วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2499

ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับพระเถรานุเถระ 
หน้าพระตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศวิหาร
วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2499

เสด็จฯ นมัสการพระอัฐิ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
ณ วัดราชบพิธ
วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2499

เสด็จฯ ทรงอุทิศพระราชกุศลถวายสมเด็จพระราชบิดา 
ณ อนุสสรณี รังษีวัฒนา วัดราชบพิธ
วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2499

จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและภริยา เฝ้าฯ ถวายดอกไม้ธูปเทียน 
ที่พระตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศวิหาร
วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2499

เจ้าจอมในรัชกาลก่อน ๆ เฝ้าฯ ถวายดอกไม้ธูปเทียน 
ที่วัดบวรนิเวศวิหาร 
วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2499

ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ ร่วมกับพระพรหมมุนี รองเจ้าอาวาส
และพระสงฆ์ วัดบวรนิเวศวิหาร
ที่หน้าพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร
วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2499

เสด็จฯ รับบาตรที่ทำเนียบรัฐบาล  
วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2499

ทรงรับอาหารบิณฑบาตจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี
วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2499

ทรงรับอาหารบิณฑบาตจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารบก
วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2499

พณฯ อานันท์โมหันสหาย เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย
เข้าเฝ้าฯ หน้าพระอุโบสถ และกราบบังคมทูล
แสดงความปิติโสมนัสในนามชาวอินเดีย
ในโอกาสที่พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบรรพชาอุปสมบท
วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

เสด็จฯ ไปถวายสักการะพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม
เสด็จฯ สักการะพระร่วงโรจนฤทธิ์แล้ว เสด็จฯ เข้าพระวิหาร
ถวายสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ทำวัตรแล้ว 
เสด็จฯ กระทำประทักษิณพระเจดีย์รอบบน (รอบละ 300 เมตร) 1 รอบ
วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

เสด็จฯ ลงพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร
มีประชาชนมารอเฝ้าฯ เป็นจำนวนมาก

ทรงรับดอกไม้ธูปเทียนจากประชาชน

ทรงเป็นประธานแทนสมเด็จพระสังฆราช ในพิธีหล่อพระพุทธชินสีห์จำลอง
สำหรับงานทรงบำเพ็ญกุศล ฉลองพระชนมายุ 84 พรรษา
ของสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช
ณ บริเวณพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร
วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

ทรงสดับพระปาฏิโมกข์ ในพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร 
วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

ทรงทูลลาผนวชต่อสมเด็จพระราชอุปัธยาจารย์ 
และทรงสดับพระโอวาท บนพระตำหนักบัญจบเบญจมา
วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

เสด็จฯ ออกบิณฑบาตในถนนหลวง โดยไม่มีหมายกำหนดการ 
วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

อาหารที่ทรงบิณฑบาตได้จากประชาชน วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 
มีเครื่องในไก่ผัดขิง 1 ห่อ ผัดถั่วฝักยาว 1 ห่อ กุนเชียง ผัดหอมใหญ่กับหมู 
เนื้อทอด ปลาสลิดเค็มทอด ปลาทูทอด รวมอาหารคาว 7 ห่อ 
ของหวาน ขนมครก ถั่วแปบ ขนมบ้าบิ่น 
ส้มเขียวหวาน กล้วยหอม กล้วยไข่ โรตี เค็ก ขนมปังปิ้งทาเนย รวม 9 อย่าง

ประทับในพระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศวิหาร 
โปรดเกล้าฯ ให้ฉายพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมด้วยเครื่องบริขาร
วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499


ทรงปลูกต้นสัก 1 ต้น ที่บริเวณข้างพระตำหนักปั้นหย่า 
แล้วทรงปลูกต้นสนฉัตร 2 ต้น ที่บริเวณหน้าพระตำหนักทรงพรต
วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ 
แล้วทรงประกาศลาสิกขาต่อพระสงฆ์ เวลา 10:23 น.
บนพระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศวิหาร
วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499


ในการทรงลาผนวช 
วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

ทรงจุดธูปเทียนเครื่องสักการะ 
ทูลลาพระอัฐิ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์
พระอัฐิ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
ณ พระตำหนักใหญ่ วัดบวรนิเวศวิหาร
วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะ
ถวายบังคมพระบรมอัฐิ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4
ณ พระตำหนักใหญ่ วัดบวรนิเวศวิหาร
วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

ทรงแถลงการลาผนวช ณ พระตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศวิหาร 
วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499


เสด็จฯ ไปยังพระตำหนักบัญจบเบญจมา 
ทูลลาสมเด็จฯ พระราชอุปัธยาจารย์ 
สมเด็จฯ ถวายสรงน้ำพระพุทธมนต์ ถวายพระพร
วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

บนที่ประทับพระตำหนักทรงพรต วัดบวรนิเวศวิหาร 
ภายหลังทรงลาผนวชแล้ว 
วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระดำเนินลงจากพระตำหนักปั้นหย่า
เสด็จฯ ออกจากวัดบวรนิเวศวิหาร ไปยังพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต
วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

พระที่นั่งอัมพรสถาน 
วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

ก่อนหน้าพระราชพิธีทรงผนวชเพียงวันเดียว คือวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2499 อาการประชวรของสมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรุดหนักลงอย่างน่าวิตก มีพระอาการไข้สูงจนถึงไม่รู้สึกพระองค์ ปรอทขึ้นถึง 40 องศาเซลเซียสเศษ เป็นที่กังวลห่วงใยกันทั่วไปว่าจะไม่สามารถเสด็จไปทรงปฏิบัติหน้าที่พระราชอุปัธยาจารย์ในวันรุ่งขึ้น  ครั้นถึงวันทรงผนวช สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากลับทรงฟื้นขึ้นเป็นปรกติอย่างน่าอัศจรรย์ และเสด็จไปทรงปฏิบัติหน้าที่พระราชอุปัธยาจารย์ได้ครบถ้วน  แม้ว่าพระองค์จะต้องประทับอยู่ในพระราชพิธี ตั้งแต่เวลา 14:30 น. จนกระทั่งถึงเวลา 19:30 น. จึงเสด็จกลับถึงวัดบวรนิเวศวิหารพร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฝ่ามหาชนซึ่งแวดล้อมแน่นขนัดมาได้โดยเรียบร้อย รวมเป็นเวลาถึงห้าชั่วโมงก็ตาม ก็มิได้ทรงมีพระอาการผิดปรกติแต่อย่างใด แสดงให้เห็นถึงพระทัยอันเด็ดเดี่ยวเข้มแข็งของพระองค์ในอันที่จะทรงปฏิบัติพระกรณียะอันสำคัญนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปให้จงได้ ทั้งนับได้ว่า เป็นพระบุญญาภินิหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยแท้

ขณะประทับรถยนต์พระที่นั่งกับพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจากพระบรมมหาราชวังถึงวัดบวรนิเวศวิหาร ได้มีการจัดรถหมอให้แล่นตามหลังรถพระที่นั่งและให้คอยสังเกตองค์สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ถ้าเห็นพระเศียรฟุบก็ให้รีบเข้าไปแก้ไขทันที และครั้งหนึ่งได้เห็นพระเศียรฟุบลง รถหมอจะแทรกเข้าไปอยู่แล้ว ก็พอดีเห็นเงยพระเศียรขึ้นเป็นปกติเลยไม่เกิดอลหม่าน ทราบกันภายหลังว่า ทรงก้มลงหยิบอะไรบางอย่างที่ตกลงไป


เนื่องในการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกทรงผนวชครั้งนี้ ได้ทรงพระอนุสรณ์คำนึงถึงพระคุณูปการอันอเนกของสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ พระสังฆราช ผู้ได้ทรงปฏิบัติหน้าที่พระราชอุปัธยาจารย์ ทั้ง ๆ ที่มีพระอาการประชวรทุพพลภาพ ได้เอาพระทัยใส่ในอันที่จะถวายความรู้ทางพุทธศาสนาและถวายโอกาสให้ได้ทรงปฏิบัติสมณกิจให้ได้ผลเต็มตามภิกขุภาวะเป็นนานับปการ จึงได้มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีสถาปนาพระอิสริยศ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ขึ้น ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2499

ในโอกาสเดียวกันนี้ ยังมีพระเถรานุเถระที่ได้ปฏิบัติการสนองพระเดชพระคุณเป็นพิเศษ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา คือ


สมเด็จพระวันรัต (ปลด กิตฺติโสภโณ) สังฆนายก เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร พระอนุศาสนาจารย์ ดำรงสมณศักดิ์สุดขีดอยู่แล้ว  ต่อมาเมื่อวันพระราชพิธีฉัตรมงคล  4 พฤษภาคม พ.ศ. 2503 ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก  เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 14 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์


พระศาสนโศภน (จวน อุฏฐายี) เจ้าอาวาสวัดมกุฎกษัตริยาราม พระราชกรรมวาจาจารย์ โปรดให้เป็น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์  ต่อมาในวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2508 ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 16 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์


พระพรหมมุนี
วัดบวรนิเวศวิหาร ทำหน้าที่รับเสด็จดูแลแทนเจ้าอาวาสเป็นครั้งคราวที่เจ้าอาวาสประชวร แต่ดำรงสมณศักดิ์สูงอยู่แล้ว



พระโศภณคณาภรณ์ (เจริญ สุวฑฺฒโน ป.9)  วัดบวรนิเวศวิหาร พระพี่เลี้ยงฉลองพระเดชพระคุณใกล้ชิดตลอดเวลา เป็นพระธรรมวราภรณ์ พระราชาคณะชั้นธรรม  ต่อมาในปี พ.ศ. 2515 ได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระญาณสังวร และในวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2532 ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก คือสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ปัจจุบัน นับเป็นพระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ส่วนพระราชาคณะในวัดบวรนิเวศวิหารรูปอื่น ๆ ก็ได้มีหน้าที่ถวายการสั่งสอนหรือสนองพระเดชพระคุณใกล้ชิดอย่างอื่น ๆ อีก ทุกรูปที่มีทางเลื่อนสมณศักดิ์ได้ก็โปรดพระราชทานเลื่อนขึ้นเป็นพิเศษในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาศก 2499 แล้วเหมือนกัน


อ้างอิง     พระราชพิธีและพระราชกรณียกิจในการทรงพระผนวช  22 ตุลาคม - 5 พฤศจิกายน 2499
              คณะกรรมการโครงการบูรณปฏิสังขรณ์วัดบวรนิเวศวิหารในพระบรมราชูปถัมภ์
              จัดพิมพ์เนื่องในมหามงคลทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี