วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ภาพเก่าเล่าเรื่อง 'ภูมิพโลภิกขุ' ...เมื่อในหลวงทรงผนวช


พระราชฉายาบัฏ
ที่ 1582

เมื่อปี 2499 แต่ปรินิพพานแห่งพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ล่วงไปแล้ว
ในปีปัจจุบันที่ 2500 เมื่อ ณ วันจันทร์ สุรทินที่ 22 ตุลาคมมาส วัสสานฤดู
ล่วงเวลา 4 นาฬิกา 23 นาที แต่เที่ยง
ภิกษุ พระนามว่า ภูมิพละ อุปสมบทแล้วในพัทธสีมาแห่งวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ครั้นล่วงเวลา 5 นาฬิกา 43 นาที แต่เที่ยง
ทำทัฬหิกรรม ณ พัทธสีมาแห่งพระพุทธรัตนสถาน
มีท่านสุจิตตะ เป็นพระอุปัชฌายะ
ท่านอุฏฐายี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ฯ

ขอภูมิพลภิกษุนั้น จงทรงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในพระธรรมวินัย
ที่พระตถาคตเจ้าทรงประกาศแล้ว

อนึ่ง ขอภูมิพลภิกษุนั้น ทรงดำรงอยู่ในความเป็นอัครพุทธศาสนูปถัมภก์
จงทรงอุปถัมภ์จัดแจงทะนุบำรุงเพื่อความงอกงามไพบูลย์แห่งพระพุทธศาสนา เทอญ ฯ

สมเด็จพระราชชนนี ทรงจรดพระกรรไกร หลังพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม 
วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2499

ทรงเครื่องตามแบบผู้แสวงอุปสมบท เสด็จฯ เข้าสู่พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม 
วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2499

ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระสัมพุทธพรรณี
พระพุทธรูปฉลองพระองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก 
พระพุทธรูปฉลองพระองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย 
เป็นการส่วนพระองค์ตามราชประเพณี

สมเด็จพระราชชนนี ถวายผ้าไตรเพื่อทรงขอบรรพชา ในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงถือไตรเข้าไปขอบรรพชาในท่ามกลางสงฆ์ต่อสมเด็จพระสังฆราช

สมเด็จพระสังฆราชถวายโอวาทสำหรับบรรพชา และถวายผ้ากาสายะ เพื่อได้ทรงครองอุปสมบท

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ กลับเข้าในพระฉาก ทรงครองกาสาวพัสตร์ตามเพศบรรพชิต 
พระโศภนคณาภรณ์ (เจริญ สุวฑฺฒโน ป.9) แต่งพระองค์ถวาย

เสด็จฯ ออกจากพระฉากเข้าสู่พระอุโบสถ รับสรณคมน์และศีลต่อสมเด็จพระสังฆราช  
สำเร็จบรรพชากิจเป็นสามเณรแล้ว ทรงขอนิสัยสมเด็จพระสังฆราชเป็นพระราชอุปัธยาจารย์ 
ถวายพระสมณนามว่า ภูมิพโล ทรงขออุปสมบท

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงพระบรรพชา ประทับที่พระแท่นท้ายอาสนสงฆ์  
สมเด็จพระราชชนนี ถวายบาตรสำหรับพระราชพิธีอุปสมบทกรรม

พระสงฆ์ถวายการอุปสมบท โดยมี สมเด็จพระสังฆราช 
(หม่อมราชวงศ์ชื่น นพวงศ์ ฉายา สุจิตฺโต ป.7)  วัดบวรนิเวศวิหาร  
เป็นพระราชอุปัธยาจารย์

พระศาสนโศภน (จวน อุฏฐายี ป.9) วัดมกุฏกษัตริยาราม 
เป็นพระราชกรรมวาจาจารย์ 
ทูลซักถามอันตรายิกธรรม

เมื่อทรงรับอุปสมบทเสร็จเป็นอันทรงดำรงภิกขุภาวะโดยสมบูรณ์แล้ว 
สมเด็จพระวันรัต (ปลด กิตฺติโสภโณ ป.9) วัดเบญจมบพิตร 
พระอนุศาสนาจารย์ ถวายอนุศาสน์

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ถวายเครื่องบริขาร 

พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย
พระโศภนคณาภรณ์ (เจริญ สุวฑฺฒโน ป.9) วัดบวรนิเวศวิหาร 
เสด็จฯ ทางหลังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงรถยนต์พระที่นั่งเข้าไปสู่พระพุทธรัตนสถาน

ทรงประกอบพิธีตามราชประเพณี มีพระเถระฝ่ายธรรมยุตนั่งหัตถบาส 15 รูป 
เมื่อเสร็จอุปสมบทกรรมเวลา 17:43 น. แล้ว เสด็จทรงรถยนต์พระที่นั่ง
พร้อมด้วยสมเด็จพระสังฆราช พระราชอุปัธยาจารย์ สู่วัดบวรนิเวศวิหาร

รถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนจากพระบรมมหาราชวังไปยังวัดบวรนิเวศวิหาร ผ่านถนนราชดำเนิน
มีประชาชนเฝ้าฯ ตลอดสองข้างทาง ทำให้ขบวนรถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนที่ไปได้อย่างช้า ๆ

ประชาชนปักหลักรอเฝ้าฯ รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงพระผนวช 
ที่ลานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตั้งแต่เช้าจนค่ำ

เสด็จฯ ถึงวัดบวรนิเวศวิหาร เวลา 19 นาฬิกาเศษ 
ใช้เวลาจากวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง กว่าสองชั่วโมงเศษ 
ยังคงมีประชาชนจำนวนมากรอเฝ้าฯ รับเสด็จที่หน้าประตูวัด 
และภายในบริเวณที่จะเสด็จเข้าสู่พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร

พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงวิกัปป์จีวร 
บนพระตำหนักทรงพรต วัดบวรนิเวศวิหาร
โดยมีพระโศภนคณาภรณ์ (สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 19)
เป็นพระพี่เลี้ยง

เสด็จฯ ไปเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช ณ พระตำหนักบัญจบเบญจมา 
ทรงถวายดอกไม้ธูปเทียนและทรงสดับพระโอวาท

ทรงสดับพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ณ พระตำหนักปั้นหย่า 
ในการพระราชกุศลขึ้นพระตำหนัก ซึ่งเป็นที่ประทับในขณะทรงครองสมณเพศ 


ทรงทำวัตรในพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร


สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ 
เสด็จฯ พระราชทานกฐิน ในพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร 
วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2499


ทรงรับบาตร ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต 
วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2499


สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ เฝ้าฯ ในพระราชวังดุสิต 
วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2499


เสด็จฯ ไปถวายดอกไม้ธูปเทียนพระศาสนโศภน (จวน อุฏฐายี ป.9)
 พระกรรมวาจาจารย์  ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม  
พระศาสนโศภนถวายหนังสือพระวินัยมุนีฯ ถวายพระสีวลีที่ได้จากพม่าพร้อมด้วยตะลุ่มมุกเล็ก ๆ 
วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2499


เสด็จฯ ไปถวายดอกไม้ธูปเทียน สมเด็จพระวันรัต (ปลด กิตฺติโสภโณ ป.9) 
พระอนุศาสนาจารย์ ที่วัดเบญจมบพิตร 
สมเด็จพระวันรัต ถวายหนังสือ
วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2499

ทรงรับอัฏฐบริขารของ พณฯ ประธานาธิบดีแห่งประเทศพม่า 
ที่พระตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศวิหาร 
วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2499

เสด็จฯ วังสระปทุม  ทรงรับอาหารบิณฑบาตจากสมเด็จพระราชชนนี 
วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2499

ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับสมเด็จพระราชชนนี
ในระหว่างประทับพักที่พระเก้าอี้
วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2499

เสด็จฯ ลงพระตำหนักเพชร โปรดให้พระเถรานุเถระ ชั้นราชขึ้นไป และบรรพชิตจีน ญวน 
เฝ้าฯ ถวายอนุโมทนาและถวายพระพร
วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2499

ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับพระเถรานุเถระ 
หน้าพระตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศวิหาร
วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2499

เสด็จฯ นมัสการพระอัฐิ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
ณ วัดราชบพิธ
วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2499

เสด็จฯ ทรงอุทิศพระราชกุศลถวายสมเด็จพระราชบิดา 
ณ อนุสสรณี รังษีวัฒนา วัดราชบพิธ
วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2499

จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและภรรยา เฝ้าฯ ถวายดอกไม้ธูปเทียน 
ที่พระตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศวิหาร
วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2499

เจ้าจอมในรัชกาลก่อน ๆ เฝ้าฯ ถวายดอกไม้ธูปเทียน ที่วัดบวรนิเวศวิหาร 
วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2499

ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ ร่วมกับพระพรหมมุนี รองเจ้าอาวาส
และพระสงฆ์ วัดบวรนิเวศวิหาร
ที่หน้าพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร
วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2499

เสด็จฯ รับบาตรที่ทำเนียบรัฐบาล  
วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2499

ทรงรับอาหารบิณฑบาตจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี
วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2499

ทรงรับอาหารบิณฑบาตจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารบก
วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2499

พณฯ อานันท์โมหันสหาย เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย
เข้าเฝ้าฯ หน้าพระอุโบสถ และกราบบังคมทูลแสดงความปิติโสมนัสในนามชาวอินเดีย
ในโอกาสที่พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบรรพชาอุปสมบท
วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

เสด็จฯ ไปถวายสักการะพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม
เสด็จฯ สักการะพระร่วงโรจนฤทธิ์แล้ว เสด็จฯ เข้าพระวิหาร ถวายสักการะพระบรมสารีริกธาตุ
ทำวัตรแล้ว เสด็จฯ กระทำประทักษิณพระเจดีย์รอบบน (รอบละ 300 เมตร) 1 รอบ
วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

เสด็จฯ ลงพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร
มีประชาชนมารอเฝ้าฯ เป็นจำนวนมาก

ทรงรับดอกไม้ธูปเทียนจากประชาชน

ทรงเป็นประธานแทนสมเด็จพระสังฆราช ในพิธีหล่อพระพุทธชินสีห์จำลอง
สำหรับงานทรงบำเพ็ญกุศล ฉลองพระชนมายุ 84 พรรษา
ของสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช
ณ บริเวณพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร
วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

ทรงสดับพระปาฏิโมกข์ ในพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร 
วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

ทรงทูลลาผนวชต่อสมเด็จพระราชอุปัธยาจารย์ และทรงสดับพระโอวาท 
บนพระตำหนักบัญจบเบญจมา
วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

 
เสด็จฯ ออกบิณฑบาตในถนนหลวง โดยไม่มีหมายกำหนดการ 
วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

อาหารที่ทรงบิณฑบาตได้จากประชาชน วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 
มีเครื่องในไก่ผัดขิง 1 ห่อ ผัดถั่วฝักยาว 1 ห่อ กุนเชียงผัดหอมใหญ่กับหมู เนื้อทอด 
ปลาสลิดเค็มทอด ปลาทูทอด รวมอาหารคาว 7 ห่อ 
ของหวาน ขนมครก ถั่วแปบ ขนมบ้าบิ่น 
ส้มเขียวหวาน กล้วยหอม กล้วยไข่ โรตี เค็ก ขนมปังปิ้งทาเนย รวม 9 อย่าง

ประทับในพระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศวิหาร 
โปรดเกล้าฯ ให้ฉายพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมด้วยเครื่องบริขาร
วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499


ทรงปลูกต้นสัก 1 ต้น ที่บริเวณข้างพระตำหนักปั้นหย่า 
แล้วทรงปลูกต้นสนฉัตร 2 ต้น ที่บริเวณหน้าพระตำหนักทรงพรต
วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ แล้วทรงประกาศลาสิกขาต่อพระสงฆ์ เวลา 10:23 น.
บนพระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศวิหาร
วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499


ในการทรงลาผนวช 
วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

ทรงจุดธูปเทียนเครื่องสักการะ 
ทูลลาพระอัฐิ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์
พระอัฐิ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
ณ พระตำหนักใหญ่ วัดบวรนิเวศวิหาร
วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะ
ถวายบังคมพระบรมอัฐิ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4
ณ พระตำหนักใหญ่ วัดบวรนิเวศวิหาร
วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

ทรงแถลงการลาผนวช ณ พระตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศวิหาร 
วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499


เสด็จฯ ไปยังพระตำหนักบัญจบเบญจมา ทูลลาสมเด็จฯ พระราชอุปัธยาจารย์ 
สมเด็จฯ ถวายสรงน้ำพระพุทธมนต์ ถวายพระพร
วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

บนที่ประทับพระตำหนักทรงพรต วัดบวรนิเวศวิหาร ภายหลังทรงลาผนวชแล้ว 
วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระดำเนินลงจากพระตำหนักปั้นหย่า
เสด็จฯ ออกจากวัดบวรนิเวศวิหาร ไปยังพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต
วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

พระที่นั่งอัมพรสถาน 
วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

ก่อนหน้าพระราชพิธีทรงผนวชเพียงวันเดียว คือวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2499 อาการประชวรของสมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรุดหนักลงอย่างน่าวิตก มีพระอาการไข้สูงจนถึงไม่รู้สึกพระองค์ ปรอทขึ้นถึง 40 องศาเซลเซียสเศษ เป็นที่กังวลห่วงใยกันทั่วไปว่าจะไม่สามารถเสด็จไปทรงปฏิบัติหน้าที่พระราชอุปัธยาจารย์ในวันรุ่งขึ้น  ครั้นถึงวันทรงผนวช สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากลับทรงฟื้นขึ้นเป็นปรกติอย่างน่าอัศจรรย์ และเสด็จไปทรงปฏิบัติหน้าที่พระราชอุปัธยาจารย์ได้ครบถ้วน  แม้ว่าพระองค์จะต้องประทับอยู่ในพระราชพิธี ตั้งแต่เวลา 14:30 น. จนกระทั่งถึงเวลา 19:30 น. จึงเสด็จกลับถึงวัดบวรนิเวศวิหารพร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฝ่ามหาชนซึ่งแวดล้อมแน่นขนัดมาได้โดยเรียบร้อย รวมเป็นเวลาถึงห้าชั่วโมงก็ตาม ก็มิได้ทรงมีพระอาการผิดปรกติแต่อย่างใด แสดงให้เห็นถึงพระทัยอันเด็ดเดี่ยวเข้มแข็งของพระองค์ในอันที่จะทรงปฏิบัติพระกรณียะอันสำคัญนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปให้จงได้ ทั้งนับได้ว่า เป็นพระบุญญาภินิหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยแท้

ขณะประทับรถยนต์พระที่นั่งกับพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจากพระบรมมหาราชวังถึงวัดบวรนิเวศวิหาร ได้มีการจัดรถหมอให้แล่นตามหลังรถพระที่นั่งและให้คอยสังเกตองค์สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ถ้าเห็นพระเศียรฟุบก็ให้รีบเข้าไปแก้ไขทันที และครั้งหนึ่งได้เห็นพระเศียรฟุบลง รถหมอจะแทรกเข้าไปอยู่แล้ว ก็พอดีเห็นเงยพระเศียรขึ้นเป็นปกติเลยไม่เกิดอลหม่าน ทราบกันภายหลังว่า ทรงก้มลงหยิบอะไรบางอย่างที่ตกลงไป


เนื่องในการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกทรงผนวชครั้งนี้ ได้ทรงพระอนุสรณ์คำนึงถึงพระคุณูปการอันอเนกของสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ พระสังฆราช ผู้ได้ทรงปฏิบัติหน้าที่พระราชอุปัธยาจารย์ ทั้ง ๆ ที่มีพระอาการประชวรทุพพลภาพ ได้เอาพระทัยใส่ในอันที่จะถวายความรู้ทางพุทธศาสนาและถวายโอกาสให้ได้ทรงปฏิบัติสมณกิจให้ได้ผลเต็มตามภิกขุภาวะเป็นนานับปการ จึงได้มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีสถาปนาพระอิสริยศ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ขึ้น ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2499

ในโอกาสเดียวกันนี้ ยังมีพระเถรานุเถระที่ได้ปฏิบัติการสนองพระเดชพระคุณเป็นพิเศษ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา คือ

สมเด็จพระวันรัต (ปลด กิตฺติโสภโณ) สังฆนายก เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร พระอนุศาสนาจารย์ ดำรงสมณศักดิ์สุดขีดอยู่แล้ว  ต่อมาเมื่อวันพระราชพิธีฉัตรมงคล  4 พฤษภาคม พ.ศ. 2503 ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก  เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 14 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

พระศาสนโศภน (จวน อุฏฐายี) เจ้าอาวาสวัดมกุฏกษัตริยาราม พระกรรมวาจาจารย์ โปรดให้เป็น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์  ต่อมาในวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2508 ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 16 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

พระพรหมมุนี วัดบวรนิเวศวิหาร ทำหน้าที่รับเสด็จดูแลแทนเจ้าอาวาสเป็นครั้งคราวที่เจ้าอาวาสประชวร แต่ดำรงสมณศักดิ์สูงอยู่แล้ว


พระโศภณคณาภรณ์ (เจริญ สุวฑฺฒโน ป.9)  วัดบวรนิเวศวิหาร พระพี่เลี้ยงฉลองพระเดชพระคุณใกล้ชิดตลอดเวลา เป็นพระธรรมวราภรณ์ พระราชาคณะชั้นธรรม  ต่อมาในปี พ.ศ. 2515 ได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระญาณสังวร และในวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2532 ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก คือสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ปัจจุบัน นับเป็นพระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ส่วนพระราชาคณะในวัดบวรนิเวศวิหารรูปอื่น ๆ ก็ได้มีหน้าที่ถวายการสั่งสอนหรือสนองพระเดชพระคุณใกล้ชิดอย่างอื่น ๆ อีก ทุกรูปที่มีทางเลื่อนสมณศักดิ์ได้ก็โปรดพระราชทานเลื่อนขึ้นเป็นพิเศษในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาศก 2499 แล้วเหมือนกัน


อ้างอิง     พระราชพิธีและพระราชกรณียกิจในการทรงพระผนวช  22 ตุลาคม - 5 พฤศจิกายน 2499
              คณะกรรมการโครงการบูรณปฏิสังขรณ์วัดบวรนิเวศวิหารในพระบรมราชูปถัมภ์
              จัดพิมพ์เนื่องในมหามงคลทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

4 ความคิดเห็น:

  1. อนุโมทนาบุญ สาธุๆๆ

    ตอบลบ
  2. ขออนุโมทนาบุญด้วยนะครับ

    ตอบลบ
  3. ขออนุโมทนาบุญกับพระองค์ท่านด้วยครับ สาธุ...

    ตอบลบ