วันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

พระพ่อแม่ธรณีปฐวีธาตุและพระเครื่องเจ้าคุณนรฯ


เมื่อท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุ หรือพระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต วัดเทพศิรินทราวาส ใกล้จะมรณภาพนั้น ท่านได้ให้หลานชายของท่าน คือ คุณโกศล ปัทมะสุนทร ไปเก็บก้อนกรวดที่อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อท่านจะอธิษฐานจิตเสกเป็นก้อนกรวดศักดิ์สิทธิ์ เรียกว่า พระพ่อแม่ธรณีปฐวีธาตุ

ท่านเจาะจงว่า ต้องเป็นก้อนกรวดจากอำเภอบางบ่อเท่านั้น ท่านอธิบายว่า บางบ่อ เป็นเสมือนบ่อเพชร บ่อเงิน บ่อทอง และชื่อจังหวัดสมุทรปราการ ก็เป็นชื่อที่ไพเราะ และคำว่า ปราการ เปรียบเสมือนเกราะป้องกันภยันตรายต่าง ๆ

ก้อนกรวดพระพ่อแม่ธรณีปฐวีธาตุ เก็บมาจากอำเภอบางบ่อรวม 2 ครั้ง ครั้งแรกได้มาหนึ่งถุง ท่านได้อธิษฐานจิตเสกให้ก่อน 9 ก้อน เรียกว่า ปลุกธาตุ เมื่อวันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2514 ส่วนที่เหลือในถุง ท่านอธิษฐานจิตเสกในวันรุ่งขึ้น คือวันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2514 ครั้งที่สองได้มาอีกหนึ่งถุงซึ่งท่านได้อธิษฐานจิตเสกให้ในวันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2514 รวมอธิษฐานจิตเสกให้ 3 ครั้ง รวม 2 ถุงใหญ่ คาดว่าน่าจะมีก้อนกรวดพระพ่อแม่ธรณีปฐวีธาตุไม่เกิน 1,500 องค์

พระพ่อแม่ธรณีปฐวีธาตุ
บรรจุในถุงพลาสติกและถาดใบเดิมที่ท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุเสกให้

ท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุอธิบายว่า ก้อนกรวดนี้เป็นของศักดิ์สิทธิ์มาก เรียกว่า พระพ่อแม่ธรณีปฐวีธาตุ หมายความว่า ก้อนกรวดนี้มีจิตเมตตา ถึงใครจะเหยียบย่ำทำสิ่งใดก็ไม่ว่า ประดุจพ่อแม่ที่รักลูก จะมีแต่ความกรุณาต่อลูกทุกคน แม้ลูกจะกระทำสิ่งใดผิด ก็ให้อภัยเสมอ หากจะมอบของสิ่งนี้ให้ใคร ก็จงมอบให้กับผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาเท่านั้น เพราะเป็นก้อนกรวดศักดิ์สิทธิ์ มีค่ายิ่งกว่าเพชรพลอย สามารถที่จะคุ้มครองป้องกันนิวเคลียร์ และป้องกันไฟได้อีกด้วย ท่านอธิบายพร้อมทั้งยกนิ้วชี้ขึ้นกระดกสำทับอย่างกลัวจะไม่เชื่อ

นอกจากนี้ พระพ่อแม่ธรณีปฐวีธาตุ ยังมีอานุภาพ 9 อย่าง คือ
1. พระเมตตา
2. พระมหาเสน่ห์
3. พระมหานิยม
4. พระอุดมลาภ
5. พระมหาลาภ
6. พระมหาอุด
7. พระอยู่ยงคงกระพันชาตรี
8. พระแคล้วคลาดอันตราย
9. พระหายตัวได้ (ศัตรูมองไม่เห็นตัว)

วิธีนำพระพ่อแม่ธรณีปฐวีธาตุไปเลี่ยมเพื่อบูชาติดตัวนั้น ท่านบอกว่าให้นำกระดาษ หรือโลหะ แผ่นทองเหลือง ทองแดง เงิน หรือทองคำก็ได้ มาตัดเป็นรูปใบโพธิ์ ให้เขียนอักขระ อุณาโลม 9 ชั้น อยู่ด้านบน หางตัวอุณาโลมชี้ตรงไปจรดปลายใบโพธิ์ ส่วนใต้ตัวอุณาโลม ให้เขียนตัวอักษร "น" ส่วนใต้ตัว "น" ลงไป ให้เขียนชื่อ-สกุล ของผู้ที่เป็นเจ้าของพระพ่อแม่ธรณีปฐวีธาตุนั้น แล้วจึงนำพระพ่อแม่ธรณีปฐวีธาตุวางลงตรงกลางใบโพธิ์ที่เขียน แล้วนำไปเลี่ยมห้อยคอ จะเกิดสิริมงคลแก่ผู้ห้อยทุกคน


คุณโกศลและภริยาคือคุณจำเนียร ปัทมะสุนทร ได้ทูลเกล้าถวายพระพ่อแม่ธรณีปฐวีธาตุแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จำนวน 20 องค์ ในคราวเสด็จพระราชดำเนินบำเพ็ญกุศลท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุมรณภาพครบ 50 วัน ในวันพระราชทานเพลิงศพท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุ สมเด็จพระนางเจ้าฯ รับสั่งว่า "พระปฐวีธาตุ จะแจกเฉพาะพระญาติพระวงศ์เท่านั้น ไม่ได้แจกทั่วไป"



งานพระราชทานเพลิงศพท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างสูงจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ใช้กลดกั้นสำหรับพระองค์กางกั้นโกศที่บรรจุอัฐิและอังคารของพระคุณเจ้าตลอดทางลาดพระบาทไปสู่พลับพลา ส่วนพระองค์เสด็จพระราชดำเนินตามโดยปราศจากกลดกั้น ในพิธีเลี้ยงพระสามหาบหลังงานพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระนางเจ้าฯ เสด็จพระราชดำเนินมาที่เฉลียงหน้าพลับพลา ทรงชะโงกพระพักตร์รับสั่งกับผู้อยู่ข้างล่างว่า "ใครได้กลิ่นหอมเหมือนแป้งร่ำบ้าง" แล้วทรงรับสั่งต่อไปว่า "ได้กลิ่นหอมนี้ตลอดเวลาตั้งแต่เมื่อวานนี้ เมื่อประทับอยู่ในวังก็ได้กลิ่น บัดนี้ก็ยังได้กลิ่นหอมตลอดเวลา"



กล่าวกันว่า ท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุ มีอิทธิปาฏิหาริย์หลายอย่างซึ่งปรากฏต่อสายตาของบุคคลหลายสาขาอาชีพ และได้มีการบันทึกไว้ในที่ต่าง ๆ มากมาย ในที่นี้จะขอหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังสักเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับ น้ำล้างเท้าศักดิ์สิทธิ์


เรื่องมีอยู่ว่า ลูกสะใภ้ของนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล ผู้ป่วยเพ้ออยู่ตลอดเวลาว่าเห็นภูติผีปีศาจมาหลอกหลอน จึงมีผู้แนะนำว่าให้ไปขอน้ำมนต์ท่านเจ้าคุณนรฯ มาประพรมแล้วจะหาย นายตำรวจท่านนั้นจึงมาดักรอพบท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุอยู่ที่หน้ากุฏิ หลังจากพระคุณเจ้าท่านทำวัตรเช้าเสร็จและกลับออกมาจากพระอุโบสถ นายตำรวจท่านนั้นก็นั่งคุกเข่าลงพนมมือนมัสการท่านพร้อมกับขอน้ำมนต์

ท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุ กล่าวตอบนายตำรวจท่านนั้นไปว่า "อาตมาไม่ได้เป็นหมอผี และอาตมาก็ไม่เคยทำน้ำมนต์หรอกคุณโยม" กล่าวจบท่านก็ขอตัวเดินเข้ากุฏิไป นายตำรวจท่านนั้นคิดในใจว่า เมื่อไม่ได้น้ำมนต์ น้ำในตุ่มล้างเท้าของท่านนี้แหละดีนัก จึงรีบจัดแจงตักเอาน้ำในตุ่มล้างเท้าของท่านใส่ขวดที่เตรียมมา เมื่อได้ตามต้องการแล้ว ก็ยกขวดขึ้นพนมมือจรดเศียรเกล้า ตั้งจิตอธิษฐานขอบารมีจากท่าน แล้วก็รีบกลับไปที่โรงพยาบาล

หลังจากพรมศีรษะและให้ดื่มกินน้ำล้างเท้าเจ้าคุณนรฯ เข้าไปแล้ว ปรากฏว่าอาการเพ้อของลูกสะใภ้ได้หายไปเป็นปลิดทิ้ง คุณหมออนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านได้เป็นปรกติดี เป็นที่น่าอัศจรรย์

ข่าวนี้ได้เล่าลือกันออกไป นานวันเข้า พอท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุออกจากกุฏิ ลงไปทำวัตรเช้า-เย็นที่พระอุโบสถ จะมีคนมาคอยแอบตักเอาน้ำล้างเท้าของท่านไปเป็นน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อท่านทราบว่ามีคนมาแอบตักเอาน้ำในตุ่มล้างเท้าของท่านไปพรมไปดื่ม ท่านจึงยกตุ่มเข้าไปไว้เสียในกุฏิด้วยความห่วงใยว่าจะเป็นเหตุให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บจากการดื่มกิน ท่านเคยปรารภกับพระที่อยู่กุฏิข้างเคียงว่า "มิน่าเลย น้ำสกปรกออกอย่างนี้ ไปดื่มไปกินกันได้อย่างไร เดี๋ยวเกิดโรคภัย เป็นบิดเป็นไข้ เป็นอหิวาตกโรคเข้า ก็จะเป็นบาปเป็นกรรมเสียเปล่า ๆ คนเรานี้แปลก เชื่อกันไปต่าง ๆ นา ๆ น่าสงสาร"

ใบตองรองอาหารของท่านก็ถือกันว่าเป็นของมงคล เมื่อท่านฉันอาหารเสร็จ ท่านจะทำความสะอาดใบตองที่รองอาหารแล้วเก็บไว้ในกุฏิ ภายหลังท่านมรณภาพแล้ว น้องชายของท่านได้นำมาใบตองนั้นมาตัดเป็นรูปใบโพธิ์แล้วประทับยันต์พระภควัมปติแจกให้กับผู้ที่เคารพนับถือ นอกจากนี้ ยุวพุทธิกสมาคมชลบุรีก็เคยนำใบตองนี้มาผสมทำพระเครื่องเนื้อใบตอง


พระเครื่องที่ท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุได้อธิษฐานจิตให้นั้น ท่านมีเจตนาให้เกิดประโยชน์แก่ชาติและพระศาสนาเท่านั้น และจะไม่อธิษฐานจิตให้กับกลุ่มคนที่มุ่งเอาประโยชน์เพื่อส่วนตัว พระคุณเจ้าท่านได้เคยกล่าวไว้ว่า


"ให้เขาได้ทำบุญทำกุศลกันเสียบ้าง ดีกว่าเอาเงินไปสุรุ่ยสุร่าย เที่ยวตามบาร์ตามไนท์คลับกัน เพราะเงินรายได้ที่ได้จากการจำหน่ายพระเครื่องเหล่านี้ ท่านผู้สร้างก็นำไปใช้จ่ายในการกุศล สร้างโรงเรียน สร้างโบสถ์ เป็นทุนการศึกษาของพระภิกษุสามเณร ฯลฯ อันเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่การศึกษาและศาสนาทั้งสิ้น"

บางส่วนของพระเครื่องที่พระอุดมสารโสภณ วัดเทพศิรินทราวาส เป็นผู้สร้าง
และท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุ เป็นผู้อธิษฐานจิตปลุกเสก
นำรายได้ไปสร้างพระอุโบสถและโรงเรียนวัดวังกระโจม

พระเครื่องของท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุนั้น จัดเป็นหนึ่งในพระเครื่องยอดนิยมและเป็นที่แสวงหาของนักสะสม สัญลักษณ์หนึ่งของการสร้างพระเครื่องของท่าน คือจะอัญเชิญยันต์ พระภควัมปติ มาประดิษฐานอยู่ด้วย

ยันต์พระภควัมปติ หรือบางท่านเรียกว่า ยันต์น้ำเต้า นี้ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) พระอุปัชฌาย์ของท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุเป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้น ประกอบด้วยอักขระ 6 ตัว บรรจุอยู่ในกรอบวงรี เรียงซ้อนกันสามชั้น ขนาดลดหลั่นกัน ดูจากรูปร่างของยันต์คล้ายกับรูปร่างของพระภควัมปติ หรือพระผู้มีรูปงามละม้ายคล้ายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งหมายถึงพระมหากัจจายนะเถระ พระอริยสาวกในครั้งพุทธกาลนั่นเอง

แถวบนสุดมีอักขระหนึ่งตัว คือ "อะ" ย่อมาจาก "อะระหัง" หมายถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ไกลจากกิเลส

แถวกลางมีอักขระสองตัว คือ "อุ" และ "มะ"
"อุ" หมายถึง "อุตตร" แปลว่า ยิ่ง กว่า เหนือ แล้วแต่ว่านำไปใช้ในที่ใด เช่น "โลกุตรธรรม" หมายถึงธรรมที่เหนือโลก 9 อย่างอันได้แก่ มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1 หรือ "อนุตรธรรม" หมายถึงธรรมที่ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า
"มะ" ย่อมาจาก "มหาสังฆะ" หรือพระอริยสงฆ์ สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

แถวล่างสุดมีอักขระสามตัว คือ "พะ" ย่อมาจากคำว่า "พุทธะ" "ฆะ" ย่อมาจากคำว่า "โฆษะ" และ "อะ" ย่อมาจากคำว่า "อาจารย์" เมื่อสนธิตัวอักขระทั้งสามเข้าด้วยกัน จะได้คำว่า "พุทธโฆษาจารย์" อันเป็นสมณศักดิ์ของสมเด็จอุปัชฌาย์ของท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุนั่นเอง


การสร้างพระเครื่องในสายท่านเจ้าคุณธมฺมวิตกฺโก และในหมู่ศิษยานุศิษย์ที่มีความเคารพนับถือในองค์สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) เช่น พระเครื่องของพระเทพสังวรญาณ (ท่านเจ้าคุณสนิท) วัดศีลขันธาราม อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง จะนิยมอัญเชิญยันต์พระภควัมปติมาประดิษฐานอยู่ด้วย เป็นเครื่องหมายของความเป็นสิริมงคล โชคลาภและความสมบูรณ์พูนสุข


ในการอธิษฐานจิต ท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุจะอัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัยและอำนาจแห่งศีล สมาธิ ภาวนา และบารมีแห่งสมเด็จพระอุปัชฌาย์มาสถิตในวัตถุมงคล เพื่อให้วัตถุมงคลเกิดอำนาจเป็นมหัศจรรย์

ดังนั้นเมื่อมีพิธี เจ้าภาพจะนำวัตถุมงคลไปวางไว้หน้าพระประธานในพระอุโบสถ พระคุณเจ้าจะนำภาพของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) พระอุปัชฌาย์ของท่านมาวางไว้ข้างหน้าวัตถุมงคล จากนั้น ท่านจะสวดพระปริตร พระคาถาชินบัญชร และพระสูตรต่าง ๆ ตามลำดับ ซึ่งท่านจะเขียนด้วยลายมือของท่านเองไว้เป็นข้อ ๆ เพื่อให้รู้ว่าท่านสวดอะไรบ้าง


หลังจากท่านอธิษฐานจิตเสร็จ ท่านก็จะประพรมน้ำพระพุทธมนต์เป็นการสมโภช แล้วท่านก็จะกล่าวเสียงดัง ๆ ว่า "พระเมตตา พระมหานิยม พระแคล้วคลาดคงทน พระล่องหนหายตัวได้"


ครั้งหนึ่ง นายแพทย์สุพจน์ ศิริรัตน์ ผู้เป็นศิษย์ใกล้ชิดได้เคยถามท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุว่า "เรื่องอภินิหาร พระเดชพระคุณว่ามีจริงไหม" นายแพทย์ท่านนี้เคยนำพระเครื่องกรุเก่าและพระนางพญากรุพิษณุโลก มาทดสอบความขลังโดยการผูกพระไว้ที่ตัวปลาแล้วยิงด้วยปืนพก ปรากฏว่า ส่วนใหญ่ยิงถูกแต่ไม่เข้า บางองค์ยิงไม่ถูก บางองค์ยิงไม่ออก ท่านเคยทดลองกับพระปิดทวารของหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง ก็ยิงไม่ออก จากประสบการณ์ดังกล่าวนี้เอง ทำให้นายแพทย์ท่านนี้มีความเชื่อในเรื่องอำนาจจิตและอิทธิปาฏิหาริย์

ท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุได้ตอบข้อสงสัยของคุณหมอสุพจน์ไปว่าอภินิหารนั้นมีจริง แต่อภินิหารนั้น หนีกฎแห่งกรรมไม่พ้น แม้ท่านจะตั้งใจอธิษฐานจิตและแผ่เมตตาลงในพระเครื่อง ด้วยความเชื่อมั่นว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ สามารถปกป้องคุ้มครองผู้สักการะบูชาได้จริง แต่ผู้มีพระเครื่องไว้คุ้มครองนั้น ก็ต้องประพฤติปฏิบัติตามพระธรรม คำสั่งสอนของสมเด็จพระบรมศาสดา เจ้าของที่มาแห่งองค์พระปฏิมานั้นด้วย

เวลาที่ท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุให้พรแก่คนที่มากราบนมัสการท่าน ท่านจะพูดอยู่เสมอว่า "ขอให้มีความสุขความเจริญ เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป ให้ทำแต่กรรมที่ดีนะ จะได้มีความสุข"


อ้างอิง "ตามรอยธมฺมวิตกฺโก พระอรหันต์กลางกรุง"

วันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ธมฺมวิตกฺโกภิกขุ ..พระอรหันต์กลางกรุง


คนเราเมื่อมีลาภ ก็มีเสื่อมลาภ
เมื่อมียศ ก็มีเสื่อมยศ
เมื่อมีสุข ก็มีทุกข์
เมื่อมีสรรเสริญ ก็มีนินทา
เป็นของคู่กันมาเช่นนี้
จะไปถืออะไรกับปากมนุษย์
ถึงจะดีแสนดี มันก็ติ 
ถึงจะชั่วแสนชั่ว มันก็ชม
นับประสาอะไร พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐเลิศยิ่งกว่ามนุษย์และเทวดา
ยังมีมารผจญ ยังมีคนนินทาติเตียน
ปุถุชนอย่างเราจะรอดพ้นจากโลกะธรรมดังกล่าวแล้วไม่ได้
ต้องคิดเสียว่า เขาจะติก็ช่าง ชมก็ช่าง
เราไม่ได้ทำอะไรให้เขาเดือดเนื้อร้อนใจ
ก่อนที่เราจะทำอะไร เราคิดแล้วว่าไม่เดือดร้อนแก่ตัวเราและคนอื่นเราจึงทำ
ใครจะนินทาว่าใส่ร้ายอย่างไรก็ช่างเขา
บุญเราทำ กรรมเราไม่สร้าง
พยายามสงบกาย สงบวาจา สงบใจ
จะต้องไปกังวล กลัวใครติเตียนทำไม
ไม่เห็นมีประโยชน์ เปลืองความคิดเปล่า ๆ

คำสอนเรื่องโลกธรรมแปดประการ
ของท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุ (เจ้าคุณนรฯ) วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ

ท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุ หรือ พระภิกษุ พระยานรรัตนราชมานิต มีนามเดิมว่า ตรึก จินตยานนท์ เกิดที่บ้านหลังวัดโสมนัสวิหาร ณ วันเสาร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ปีระกา เวลา 07:40 นาฬิกา ตรงกับวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2440 เป็นวันมาฆบูชา

ในวัยเด็ก คุณพ่อของท่านรับราชการอยู่หัวเมือง คุณแม่ต้องคอยติดตามไปอยู่กับคุณพ่อ คุณยายเป็นคนดูแลเลี้ยงดูท่านธมฺมวิตกฺโกตลอดมา จึงใกล้ชิดผูกพันกับคุณยายมาก

ท่านเริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดโสมนัส แล้วไปต่อมัธยมที่โรงเรียนวัดเบญมบพิตร จากนั้นเข้าเรียนวิชารัฐศาสตร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะเดียวกัน ได้เรียนพิเศษภาษาอังกฤษกับคุณครูเพลิน ซึ่งต่อมาได้ตั้งโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษภาคกลางคืนชื่อโรงเรียนเศนีเศรษฐดำริ อยู่ที่นางเลิ้ง

หลังจบการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านได้เข้ารับราชการในกรมมหาดเล็ก เมื่อปี พ.ศ. 2457 ปฏิบัติราชการเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ได้รับพระราชทานเลื่อนยศและตำแหน่งหน้าที่การงานขึ้นเป็นลำดับ ปี พ.ศ. 2465 ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยานรรัตนราชมานิต และต่อมา ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นองคมนตรีของพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

ได้รับพระราชทานที่ดิน 5 ไร่ อยู่สี่แยกราชเทวี เชิงสะพานหัวช้าง ซึ่งท่านได้ยกที่ดินแปลงดังกล่าวและเงินพระราชทานปลูกบ้านพร้อมดอกผลให้กับวัดเทพศิรินทราวาสเพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลเมื่อล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 เสด็จสวรรคต

นามสกุล "จินตยานนท์" นั้น ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 พระราชทานให้


ท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุ เป็นผู้ที่มีความกตัญญูกตเวทีสูงมาก โดยเฉพาะกับคุณยายและคุณแม่ ทุกคราวที่กลับมาบ้านและจะกลับไปเข้าวัง จะต้องกราบที่เท้าคุณยายและคุณแม่ทุกครั้งไม่เคยขาด 

เงินเดือนที่ได้รับจะมอบให้กับคุณแม่ทุกเดือนเต็มจำนวน แล้วขอไปใช้ส่วนตัวเท่าที่จำเป็น จะทำบุญทำทานอะไร ก็มอบภาระความเป็นใหญ่ด้านการเงินไว้กับคุณแม่ สุดแต่จะเห็นสมควร ตลอดระยะเวลาที่รับราชการจนกระทั่งออกบวช

ของใช้ในวังไม่ว่าอะไรก็ตาม ท่านกำชับเด็กรับใช้ห้ามมิให้นำติดมือกลับบ้าน ในบ้านท่านไม่มีของหลวงแม้แต่ชิ้นเดียว มีอยู่คราวหนึ่งพบช้อนกาแฟมีตรารัชกาลที่ 6 อยู่ที่บ้านหนึ่งคัน ท่านถึงกับสอบสวนหาคนที่เอามาและให้รีบเอาไปคืนทันที

ท่านติดบุหรี่มาตั้งแต่เด็ก อาจเป็นเพราะห่างพ่อห่างแม่จึงถลำสูบจนติด สูบเรื่อยมาจนกระทั่งไปทำงานในวังจึงพยายามอดและเลิกได้ในที่สุด เพื่อป้องกันคำครหานินทาว่าทำงานในวังสูบบุหรี่ของหลวง

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร)
พระอุปัชฌาย์ และกัลยาณมิตรในทางธรรม ของท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุ

ท่านรับราชการจนกระทั่งรัชกาลที่ 6 สวรรคต จึงได้อุปสมบทเพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศล ในวันถวายพระเพลิงพระบรมศพ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2468 ณ พระอุโบสถ วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร มี สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) ครั้งยังเป็นพระสาสนโสภณ เป็นพระอุปัชฌาย์  อุปสมบทเสร็จแล้ว ไปถวายพระเพลิงล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ณ พระเมรุท้องสนามหลวง พร้อมด้วยพระอุปัชฌาย์

ในระยะบวชใหม่ ๆ ท่านไปรับบิณฑบาตที่บ้านทุกวัน ภายหลังเมื่อคุณยายถึงแก่กรรมและเผาแล้ว ราวปี พ.ศ. 2471 จึงได้หยุดบิณฑบาตเนื่องจากความไม่สะดวก เพราะบวชนานก็มีผู้สนใจและศรัทธาท่านมากขึ้น เขาเจตนาจะถวายท่าน จัดไว้เฉพาะท่านรูปเดียว แต่พระรูปอื่นไม่ทราบก็แย่งตัดหน้าไปรับ ทำให้ผู้ที่ตั้งใจใส่บาตรท่านไม่พอใจ แต่จำใจต้องใส่เพราะมาเปิดฝาบาตรตรงหน้า ท่านเกิดสังเวชใจขึ้นมา คิดว่าควรจะให้พระภิกษุอื่นรับไปดีกว่า จึงให้ทางบ้านจัดอาหารมาถวายที่วัด มื้อเดียว ไม่มีเนื้อสัตว์เจือปน


ท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุ เป็นผู้อดทน มีความเพียร การทำวัตรเช้า-เย็น ท่านทำโดยตลอดไม่เคยขาด มีงดอยู่วันเดียวคือวันที่ท่านอาพาธเพราะถูกงูกัด สมเด็จอุปัชฌาย์ได้บอกให้ท่านงดสักวัน ท่านก็งดวันนั้นหนึ่งวัน ตลอดเวลาสี่สิบกว่าปี ท่านงดทำวัตรเพียงวันเดียว

มีอยู่คราวหนึ่ง ท่านเห็นต้นไม้ในกระถางเหี่ยวเฉา เมื่อถึงเวลาสรงน้ำจึงได้นำน้ำมารดต้นไม้กระถางนั้น ในขณะที่รดอยู่รู้สึกว่าถูกสัตว์กัดบนหลังเท้าซ้าย ตอนแรกนึกว่าเป็นงู แต่เมื่อนำไฟฉายมาส่องดูเห็นคางคกอยู่ข้างกระถาง เมื่อถูกกัดมีอาการปวดมาก ท่านได้ไปถามนายชิตคนดูแลโบสถ์ว่าคางคกกัดเป็นอย่างไร นายชิตตอบว่า ก็ตายสิครับ ท่านจึงบอกนายชิตว่า ถ้าวันรุ่งขึ้นท่านไม่ลงจากกุฏิท่านก็ตายนะ เมื่อสรงน้ำเสร็จ ก็กลับขึ้นกุฏิเอาผ้ารัดเข่าซ้ายไว้แน่น ใช้วิธีโยคะบำบัดตามที่ท่านเคยศึกษามารักษาจนหายเป็นปรกติ

เสาต้นนี้ ท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุนั่งเป็นประจำ
เวลาท่านลงโบสถ์ทำวัตรเช้า-เย็น

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2  ผู้คนในกรุงเทพฯ ได้อพยพหนีภัยไปอยู่ต่างจังหวัดกันเป็นส่วนมาก ไม่เว้นแม้แต่พระสงฆ์ในวัดเทพศิรินทร์  แต่ท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุ ยังคงอยู่ที่กุฏิของท่านตลอดระยะเวลาสงคราม  ครั้งหนึ่งท่านเห็นเครื่องบินมาบินวนอยู่หลายรอบ และทิ้งระเบิดลงมา  ระเบิดลูกแรกตกลงข้างโบสถ์ แต่ไม่ระเบิด ภายหลังได้ติดต่อเจ้าหน้าที่มาขุดเอาไป  ท่านบอกว่า พระเชียงแสนและพระประธานในโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์  ถ้าลูกระเบิดที่ตกลงมานั้นระเบิดขึ้นมา โบสถ์ก็คงพังเสียหายมาก  ส่วนระเบิดอีกสองลูกไปตกถูกตึกแม้นนฤมิตของโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ และตึกที่ทำการของการรถไฟแห่งประเทศไทย พังพินาศ

ท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุ อยู่ในวัดเทพศิรินทราวาส ตลอดระยะเวลาสงครามโดยปลอดภัย  เวลากลางคืนท่านก็ลงจำวัดในหีบศพ แล้วใช้จีวรคลุมหีบศพต่างมุ้ง ท่านบอกว่า หากพลาดพลั้งระเบิดตกลงมา เวลาคนมาเก็บศพก็ไม่ลำบาก


ในบั้นปลายชีวิต ท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุ อาพาธด้วยโรคมะเร็งที่ลำคอ แผลมะเร็งมีขนาดใหญ่มาก แต่ท่านก็มิได้แสดงความเจ็บปวดให้ญาติโยมเห็น ยังคงลงโบสถ์ ทำวัตรเช้าเย็น และสนทนากับญาติโยมเป็นปรกติ

การสวดมนต์ทำวัตรในโบสถ์เช้าเย็น ท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุ จะเป็นผู้นำสวดทุกวัน  ทั้ง ๆ ที่ท่านเป็นแผลมะเร็งที่คอขนาดใหญ่มาก แต่เวลาสวดมนต์ เสียงสวดมนต์ของท่านจะดังมาก เป็นที่น่าอัศจรรย์

นายแพทย์ไพบูลย์ บุษปธำรง แพทย์ประจำอยู่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เป็นแพทย์คนเดียวที่ท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุอนุญาตให้ชำระแผลมะเร็งให้ท่านตั้งแต่เริ่มแรกที่แผลแตก ท่านพูดกับคุณหมอว่า อาตมาให้หมอทำเป็นขวัญมือเป็นคนแรก และให้ทำเป็นคนสุดท้าย จะไม่ให้ใครได้ทำอีก พูดเสร็จท่านก็เอนกายลงกับอาสนะ เมื่อคุณหมอได้เห็นแผลที่คอท่าน ถึงกับตกตะลึง เพราะหากเป็นคนธรรมดาทั่วไป คงต้องร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดทรมานอย่างที่สุด ถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อไม่สามารถขยับกายไปไหนมาไหนได้ แต่ท่านกลับมีอาการปรกติคล้ายไม่มีความรู้สึกใด ๆ

หลังจากชำระแผลเสร็จแล้ว ท่านได้สวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ ท่านพูดกับคุณหมอด้วยว่า

"... หมอ อันความตายและการพลัดพรากจากกันนั้นเป็นธรรมดา และเป็นไปตามธรรมชาติเขาตายกัน นับแต่ครั้งปู่ย่าตายาย แต่โบราณกาลตลอดมา ถ้าเราพิจารณาให้ดีก็จะรู้ว่า การตายไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่าสยดสยอง อย่างคนส่วนมากคิด คนเราเกิดมาก็ต้องมีสังขารเป็นที่อาศัย สังขารก็มีเวลาอยู่อย่างจำกัด ย่อมจะมีเสื่อมมีทรุดโทรมเป็นไปตามกาลเวลา ความตายไม่ได้เป็นสิ่งที่หายไปไหน หากเป็นเพียงเปลี่ยนจากภพหนึ่งไปเกิดอีกภพหนึ่ง อุปมาเหมือนหมอกับอาตมาซึ่งอยู่ในเวลาปัจจุบันเดี๋ยวนี้กำลังสนทนา เวลาดับผ่านไปทุกวินาทีทุกชั่วโมง และหมอได้ทำแผลให้อาตมา ประเดี๋ยวหมอก็จะต้องกลับไปบ้าน และอาตมาก็กลับไปกุฏิ และทุกคนก็พากันกลับไปที่อยู่ของตน

นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องจากกัน เราได้พลัดพรากกัน แต่เรายังมีชีวิต มีสังขารร่างกาย เมื่อเราไปแล้ว แต่ที่นี่ที่เราได้มาร่วมสนทนาก็จะว่างเปล่า ไม่มีหมอ ไม่มีอาตมา และไม่มีใคร เพราะต่างแยกกันไป รู้ว่าเรายังมีชีวิตอยู่ทุกคน อาตมาก็อยู่ที่กุฏิหลังจากที่ได้นั่งสนทนากัน แต่เวลานั้นก็ได้ผ่านดับไปตามโมงยาม เวลาไม่กลับมาอีก เป็นอดีต หมอก็เช่นเดียวกัน ก็ต้องนึกว่าวันนี้ได้ไปทำแผลให้อาตมา และได้สนทนากันในโบสถ์ที่วัดเทพศิรินทราวาส แต่เวลานั้นได้ผ่านไปเป็นอดีต ไม่กลับมาใหม่ เราก็มีแต่ความทรงจำเหลือไว้เท่านั้น แต่เราก็คิดถึงกันได้ทางใจ การตายก็เหมือนกัน เป็นการจากไป ไม่ได้สูญไปไหน ยังคงอยู่ หากแต่เปลี่ยนจากสภาวะปัจจุบันนี้ ไปอยู่อีกสภาวะหนึ่งซึ่งยากจะอธิบายให้เข้าใจได้ง่าย ๆ และเราก็ยังสามารถระลึกถึงกันได้ อย่าเข้าใจว่าสูญสิ้นไป ความตายความเกิดนั้นมีอยู่ตลอดเวลา ฯ" 


เรื่องอาการอาพาธของท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุ ทราบถึงพระกรรณสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมอาการที่พระอุโบสถ วัดเทพศิรินทราวาส ถึงสองครั้ง  การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมอาการในครั้งที่สอง เมื่อวันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2513  ท่านธมฺมวิตกฺโก ได้กราบบังคมทูลว่า "อาตมาเห็นจะต้องขอลาแล้ว"

พระพ่อแม่ธรณีปฐวีธาตุ

หนึ่งสัปดาห์ก่อนท่านธมฺมวิตกฺโกมรณภาพ ท่านได้เสกก้อนกรวดศักดิ์สิทธิ์ เรียกว่า พระพ่อแม่ธรณีปฐวีธาตุ มีอานุภาพมาก

เช้าวันที่ 8 มกราคม 2514 วันที่ท่านละสังขาร ท่านบอกกับหลานของท่านซึ่งไปส่งอาหารเป็นประจำว่า ให้เอาอาหารกลับไป วันนี้ไม่ฉัน และให้ไปบอกพระด้วยว่า วันนี้ไม่ลงโบสถ์ทำวัตรสวดมนต์

การที่ท่านไม่ลงโบสถ์ทำวัตรสวดมนต์ นับว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะท่านเคยพูดเสมอว่า "หากอาตมาขาดทำวัตรเมื่อใด นั่นก็หมายความว่า อาตมาจะต้องมรณภาพแล้ว"

พอตกเย็นท่านก็ยังไม่ลงโบสถ์ พระเณรอุบาสกอุบาสิกาต่างออกันอยู่หน้ากุฏิด้วยความวิตกกังวล พระมหาเสริมซึ่งเป็นพระที่ท่านธมฺมวิตกฺโกอนุญาตให้เข้ากุฏิได้หากมีสิ่งใดผิดปรกติ พร้อมด้วยนายแพทย์ไพบูลย์ บุษปธำรง แพทย์ผู้เคยทำแผล และคุณโกศล ปัทมะสุนทร หลานชาย ได้เข้าไปในกุฏิ เวลานั้นประมาณหนึ่งทุ่ม ในกุฏิไม่มีไฟฟ้า ต้องใช้ไฟฉายส่องสว่าง เห็นร่างของท่านนอนหงายในลักษณะสงบอยู่บนเสื่อ มีผ้าห่ม เอามุ้งลงและมีไม้ทับไว้ทุกด้านเป็นที่เรียบร้อย เหมือนท่านจะทราบล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเลิกมุ้งตรวจดูก็ทราบว่าท่านสิ้นลมไปนานแล้ว มือที่พนมอยู่ตกห่างจากตัวแต่ก็ยังมีท่าพนมมือ ทั้งสามจึงได้หารือกัน เห็นควรให้ปิดเป็นความลับก่อน ด้วยเหตุผลว่าในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 9 มกราคม 2514 สานุศิษย์ของท่านพระครูอุดมคุณาทร จะจัดงานฉลองให้ท่านพระครูที่ได้เลื่อนสมณศักดิ์ใหม่เป็นพระอุดมสารโสภณ หากข่าวการมรณภาพแพร่ออกไป งานฉลองสมณศักดิ์ที่จัดเตรียมไว้คงต้องล้มเลิก

เมื่อออกจากกุฏิ คุณหมอจึงบอกกับทุกท่านที่รอฟังอาการด้วยความกระวนกระวายใจว่า ท่านเจ้าคุณนรฯ ต้องการพักผ่อนอีกหนึ่งวัน เช้าก็ยังไม่ลงโบสถ์ เย็นก็ค่อยดูอาการอีกครั้ง หลังจากนั้นจึงขับรถออกจากวัดไป รอจนเกือบเที่ยงคืนอันเป็นเวลาเงียบสงัด จึงได้วกรถกลับมาใหม่ แอบย่องไปพบท่านเจ้าอาวาสและท่านพระครูปัญญาภรณ์โสภณ (มหาอำพัน บุญ-หลง) เพื่อแจ้งให้ทราบข่าวการมรณภาพพร้อมกับชี้แจงเหตุผลที่ต้องปิดบัง


ท่านธมฺมวิตกฺโก ได้ละสังขารเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2514 สิริอายุได้ 74 ปี 46 พรรษา หลังงานฉลองสมณศักดิ์ท่านเจ้าคุณอุดมสารโสภณผ่านไปเป็นที่เรียบร้อย ข่าวการมรณภาพของท่านธมฺมวิตกฺโกภิกขุจึงได้แพร่ออกไปภายนอกในบ่ายวันเสาร์ที่ 9 มกราคม

หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน  ได้เคยพูดถึงท่านธมฺมวิตกฺโกว่า ท่านเป็นพระอรหันต์กลางกรุง และเป็นพระที่สันโดษมาก


อ้างอิง  - ตามรอยธมฺวิตกฺโก พระอรหันต์กลางกรุง
         - ท่านผู้ให้แสงสว่าง โดย ท.เลียงพิบูลย์ (จากบันทึกของคุณตริ จินตยานนท์)

วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

พลังชีวิต มิตรประชาฯ - งานเผยแผ่ธรรมะกับกิจกรรมปิดทองหลังพระ


ท่านที่ชอบฟังธรรมะทางวิทยุ คงเคยได้ยินชื่อ คณะมิตรประชา ทอ. 01 มีนบุรี  จัดรายการธรรมะออกอากาศที่คลื่นความถี่ 945 กิโลเฮิรตซ์ ในระบบ เอ.เอ็ม. ทุกวันจันทร์ถึงวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 09:00 น. ถึงเวลา 12:30 น.

เริ่มเวลา 09:00 น. ด้วยรายการ มรดกธรรม เป็นการนำเสียงเทศน์ของครูบาอาจารย์มาเปิดให้ฟัง ถัดมาเป็นรายการ มิตรประชา นานาสาระ ซึ่งทุกครั้งที่เริ่มรายการ คุณยุทธนา เพ็งปาน ผู้ดำเนินรายการ จะทักทายท่านผู้ฟังด้วยคำว่า "สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ชินาติ  ขอสวัสดีกับท่านผู้ฟังที่เคารพทุก ๆ ท่าน  รายการมิตรประชา นานาสาระ ก็มาแล้ว ...( ฯลฯ ).....  สาธุ"  หลังจากนั้นก็เป็นรายการ เก็บตกจาก 01 นำเสนอเรื่อง กฎแห่งกรรม ของคุณ ท.เลียงพิบูลย์  เสียงอ่านโดยคุณอาคม ทันนิเทศ  ต่อมาก็เป็น วรรณกรรมทางอากาศ นำเสนอเรื่อง สามก๊ก ผู้ชนะสิบทิศ พม่าเสียเมือง ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ฯลฯ สลับไปมา เสียงอ่านโดยคุณอาคม ทันนิเทศ อีกเช่นกัน  ปิดท้ายด้วยรายการ สารคดีธรรม เป็นพระธรรมเทศนาของหลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี

คุณอาคม ทันนิเทศ มีเสียงอ่านหนังสือที่น่าฟังมาก กล่าวได้ว่า เป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ในการถ่ายทอดอารมณ์ของตัวหนังสือออกมาเป็นเสียง ทำให้ผู้ฟังเข้าถึงเรื่องราวที่กำลังฟัง เกิดจินตนาการและอารมณ์คล้อยตาม

คุณอาคม ทันนิเทศ
รับรางวัลกิตติคุณสัมพันธ์ สังข์เงิน ประจำปี พ.ศ. 2522
ในสาขาวิทยุกระจายเสียงเพื่อประโยชน์ของสังคม
จาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์

แต่เดิม รายการของคณะมิตรประชาฯ มีคุณอาคม ทันนิเทศ เป็นผู้ดำเนินรายการมากว่าสามสิบปี  หลังจากท่านถึงแก่กรรมเมื่อปี พ.ศ. 2542 คุณยุทธนา เพ็งปาน ก็รับหน้าที่ดำเนินรายการแทนมาถึงปัจจุบัน

ด้วยเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ และน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์และเปี่ยมด้วยเมตตาของท่านผู้ดำเนินรายการ ทำให้มีผู้ติดตามรับฟังเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงวัย และมีผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกเพื่อร่วมกิจกรรมกับคณะมิตรประชาฯ มากกว่าสี่พันครัวเรือนในปัจจุบัน

นอกจากงานเผยแผ่พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ในแต่ละเดือน คณะมิตรประชาฯ พร้อมด้วยสมาชิก จะนำผ้าป่าไปทอดถวายตามวัดต่าง ๆ ในแต่ละภูมิภาค ไปเป็นหมู่คณะ คราวละสองร้อยถึงห้าร้อยคน เดินทางโดยรถบัสปรับอากาศขนาดใหญ่หลาย ๆ คัน  ใช้เวลาสี่ถึงห้าวัน ไปแต่ละครั้งก็ไม่น้อยกว่ายี่สิบงานบุญ  ปีหนึ่งรวมแล้วก็มีสองร้อยถึงสามร้อยงานบุญเป็นอย่างน้อย

ผลงานที่สร้างไว้ มีทั้งโบสถ์ วิหาร พระประธาน ศาลาการเปรียญ เมรุเผาศพ โรงพยาบาล โรงเรียน ถนนหนทาง สะพาน แท็งค์น้ำ ห้องสุขา ฯลฯ นอกจากถาวรวัตถุอันปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมแล้ว คณะมิตรประชาฯ ยังให้การสงเคราะห์ช่วยเหลือพระภิกษุสามเณรอาพาธ ผู้ป่วยยากไร้ สนับสนุนการศึกษาของพระภิกษุสามเณร ช่วยเหลือนักเรียนในชนบทที่ขาดแคลนและด้อยโอกาส ไถ่ชีวิตโค-กระบือ ฯลฯ

การพักค้างแรมอาจจะไม่สะดวกสบายนักเพราะนอนวัด แต่จัดทุกครั้ง ที่นั่งก็เต็มทุกครั้ง  บางท่านที่ยังหาโอกาสร่วมเดินทางไปด้วยไม่ได้ ก็จะฝากปัจจัยไปทำบุญแทน  หลังจากกลับจากงานบุญ ท่านผู้ดำเนินรายการก็จะเปิดเพลง "ชาวดง" เป็นสัญญลักษณ์เมื่อเริ่มเข้ารายการ จากนั้นจะนำเรื่องราวต่าง ๆ ตลอดการเดินทางมาถ่ายทอดให้ฟัง รวมทั้งนำเสียงของครูบาอาจารย์ที่บันทึกไว้ มาเปิดให้กับท่านผู้ฟังรายการได้รับฟังกันด้วย

(ซ้าย) คุณอาคม ทันนิเทศ 
(ขวา) คุณทองหยก (ท.) เลียงพิบูลย์
ภาพถ่าย เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2525

อีกกิจกรรมหนึ่งของคณะมิตรประชาฯ ที่ทำเป็นประจำทุกเดือนคือ การจัดพิมพ์หนังสือธรรมะแจกให้กับสมาชิกและผู้สนใจ รวมทั้งห้องสมุดและเรือนจำทั่วประเทศ เงินที่ใช้จัดพิมพ์หนังสือ เป็นเงินของท่านผู้ฟังรายการแล้วเกิดศรัทธา ช่วยกันบริจาคเข้าบัญชี ทุนนิธิ อาคมธรรมทาน โดยรายนามผู้บริจาคจะปรากฏอยู่ท้ายเล่มหนังสือ

นอกจากนี้ ยังมีบัญชี ทุนนิธิ สงบ อนามิส แจ่มพัฒน์ ซึ่งเปิดรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่ขาดแคลนและด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดาร และบัญชีอื่น ๆ เช่น บัญชีอุปถัมภ์รายการธรรมะ บัญชีถวายการรักษาพระภิกษุสามเณรอาพาธ บัญชีภัตตาหารถวายพระภิกษุสามเณร บัญชีบำรุงการศึกษาพระภิกษุสามเณร บัญชีสงเคราะห์ผู้ป่วยยากไร้โรงพยาบาลภูมิพล บัญชีไถ่ชีวิตโค-กระบือ บัญชีซื้อโลงศพให้กับผู้เสียชีวิตอนาถา เป็นต้น

มีท่านผู้ฟังทั้งที่เป็นสมาชิกและไม่ได้เป็นสมาชิก ส่งปัจจัยไปร่วมทำบุญ ทางธนาณัติบ้าง โดยการโอนเข้าบัญชีธนาคารบ้าง  หรือแม้แต่เดินทางไปทำบุญด้วยตนเองที่สถานีวิทยุฯ  เมื่อคณะมิตรประชาฯ ได้รับปัจจัยแล้ว ก็จะแยกลงบัญชีแต่ละงานบุญให้ตรงตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาค และจะใช้เวลาช่วงท้ายรายการ "มิตรประชา นานาสาระ" อนุโมทนาออกอากาศ เป็นการแจ้งให้กับท่านที่ส่งปัจจัยไปร่วมทำบุญได้ทราบไปในตัวว่า ปัจจัยที่ส่งมานั้นได้รับแล้ว

คำอนุโมทนาและอุทิศส่วนกุศล ซึ่งคุณยุทธนา เพ็งปาน ผู้ดำเนินรายการ มักจะกล่าวปิดท้ายรายการอยู่เสมอ ๆ จนท่านผู้ฟังรายการจำได้ มีเนื้อหาไพเราะและครอบคลุมดี จึงขออนุญาตนำมาบอกเล่าไว้ ณ ที่นี้ ดังนี้ ..

"บุญกุศลใดก็ตาม ที่ได้ทำมาแล้วในอดีต

หรือกำลังสร้างสมบุญบารมีอยู่ในขณะนี้ ปัจจุบันนี้
ขอจงเป็นตบะ เดชะ พลวปัจจัย
ให้ทุกท่านทุกคน ได้มองเห็นความทุกข์
รู้เท่าทันในความทุกข์ และพ้นจากความทุกข์
ถ้าหากมีความสุขอยู่ ก็ขอให้มีความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป
สิ่งใดที่ชอบ ประกอบด้วยธรรม
จงสำเร็จ จงสำเร็จ จงสำเร็จ

ขออุทิศบุญกุศลทั้งหลาย
ให้กับพ่อแม่พี่น้อง ปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา สามีภรรยา ลูกหลานเหลน
เจ้ากรรมนายเวร ผู้มีคุณอุปการคุณ
ญาติสนิทมิตรสหาย ครูบาอาจารย์ 
สรรพสัตว์ทั้งหลาย มนุษย์ผู้ร่วมเกิดแก่เจ็บตาย
ขอจงได้รับส่วนบุญส่วนกุศลในครั้งนี้
และขอให้ท่านเหล่านั้น จงได้โปรดอนุโมทนาในบุญในกุศลนี้ด้วยเทอญ สาธุ"


ใครจะบริจาคมากน้อย ท่านผู้ดำเนินรายการก็อนุโมทนากับทุกท่านเสมอกัน  ทุกบาททุกสตางค์ที่รับเข้ามา ถือเป็นข้อปฏิบัติว่าจะต้องนำไปใช้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาคโดยเคร่งครัด  กิจกรรมต่าง ๆ ที่คณะมิตรประชาฯ ทำร่วมกับสมาชิก เป็นไปในลักษณะของการปิดทองหลังพระอย่างแท้จริง ไม่มุ่งหวังชื่อเสียงลาภยศ คำสรรเสริญหรือสิ่งตอบแทนใด ๆ  เพราะทุกท่านทราบอยู่แก่ใจดีว่ากำลังทำอะไรอยู่ และ การทำความดีก็ไม่จำเป็นต้องอวดหรือประกาศให้ใครรู้ เพราะบุญคือความสุขใจกับความสำเร็จในกิจการงานที่ทำ เป็นบำเหน็จรางวัลที่สมบูรณ์ในตัวอยู่แล้ว

ท่านที่รับฟังข่าวสารบ้านเมือง ข่าวเศรษฐกิจ จนหัวสมองพองโต อยากเปลี่ยนมาฟังรายการที่สงบเย็นบ้าง ลองหมุนคลื่นวิทยุของท่านมาที่ เอ.เอ็ม. 945 หรือหากที่บ้านท่านมีผู้สูงอายุ ผู้ที่กำลังตกงาน ผู้ที่กำลังประสบปัญหาทุกข์ยากในชีวิต ท้อแท้ สิ้นหวัง รายการต่าง ๆ ที่ออกอากาศทางคลื่นวิทยุแห่งนี้จะช่วยคลายทุกข์และสร้างเสริมกำลังใจให้กับทุกท่านได้เป็นอย่างมาก

ที่คลื่น เอ.เอ็ม. 945 นี้ เปิดสถานีแต่เช้ามืด มีธรรมะให้ฟังตลอดทั้งวัน  ช่วงเช้า ก่อนรายการของคณะมิตรประชาฯ จะมีพระธรรมเทศนาของพระสุนทรธรรมภาณ หรือท่านพระอาจารย์สมชาติ ธมฺมโชโต แห่งสำนักปฏิบัติแสงธรรมส่องชีวิต  หลังรายการของคณะมิตรประชาฯ จะเป็นการบรรยายพระอภิธรรมโดยท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ช่วงบ่ายถึงเย็นก็มีรายการธรรมะจัดโดยคุณสุพจน์ รัศมีสวนสร้อย คุณบรรเจิด สังข์สวน  คุณฐากูร เกิดรัตน์ อาจารย์ยุพา อร่ามกุล ฯลฯ ช่วงค่ำก็ยังมีธรรมะให้ฟังต่อไปอีก

สำนักงานของคณะมิตรประชาฯ ตั้งอยู่ที่ สถานีวิทยุทหารอากาศ 01 มีนบุรี ถนนนิมิตใหม่ เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ 10510  

ท่านที่สนใจจะร่วมเดินทางกับคณะมิตรประชาฯ ไปทำบุญตามวัดต่าง ๆ ซึ่งจัดเป็นประจำทุกเดือน สามารถติดตามรับฟังรายละเอียดได้ที่คลื่นความถี่ เอ.เอ็ม. 945 หรือสอบถามที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-914-6307 หรือ 02-914-6517  สำหรับท่านที่สนใจจะสมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับหนังสือธรรมะไว้อ่านฟรีทุกเดือน หรือประสงค์จะส่งปัจจัยไปร่วมทำบุญ ก็ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ตามที่อยู่หรือหมายเลขโทรศัพท์ข้างต้น

อย่างไรก็ตาม ท่านผู้ดำเนินรายการกล่าวย้ำอยู่เสมอว่า ควรติดตามรับฟังรายการจนเข้าใจและเกิดศรัทธาเสียก่อน  เพียงท่านผู้ฟังรายการน้อมนำเอาคำสอนของครูบาอาจารย์ไปปฏิบัติ และอนุโมทนากับบุญที่ผู้อื่นได้กระทำ  ถึงแม้จะมิได้ส่งปัจจัยไปร่วมทำบุญ ก็ย่อมได้ทั้งปัญญาทั้งบุญด้วยเช่นกัน  คือ ปัตตานุโมทนามัย หรือบุญที่เกิดจากการอนุโมทนาส่วนบุญที่ผู้อื่นได้กระทำนั่นเอง

คุณยุทธนา เพ็งปาน
ผู้สืบสานงานบุญต่อจากคุณอาคม ทันนิเทศ

แก้ไขเพิ่มเติมบทความ, ธันวาคม 2560 ( updated, December 2017 ) .....

ใด ๆ ในโลกล้วน อนิจจัง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นธรรมดาของโลก คณะมิตรประชาฯ ก็มิได้อยู่เหนือกฎแห่งไตรลักษณ์นี้ ราวปลายเดือนธันวาคม 2560 มีประกาศจากผู้ดำเนินรายการ แจ้งให้ทราบถึงความจำเป็นที่คณะมิตรประชาฯ ต้องยุติการออกอากาศทางสถานีวิทยุทหารอากาศ 01 มีนบุรี คลื่นความถี่ 945 กิโลเฮิรตซ์ ในระบบ เอเอ็ม  เพื่อเปิดทางให้กับผู้ประมูลรายใหม่เข้ามาจัดรายการแทน

ข่าวนี้สร้างความงุนงงสับสนให้กับผู้ฟังรายการเป็นอย่างมาก คณะพลังชีวิต มิตรประชาฯ จัดรายการธรรมะออกอากาศทางวิทยุมาช้านาน ตั้งแต่ปีพุทธศักราชสองพันห้าร้อยเศษ คุณอาคม ทันนิเทศ เป็นผู้ดำเนินรายการ มีแฟนรายการติดตามรับฟังกันทั่วบ้านทั่วเมือง ต่อมาภายหลังเมื่อคุณอาคมถึงแก่กรรม คุณยุทธนา เพ็งปานและคุณสุวัชชัย นิ่มแย้ม สลับกันรับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการเรื่อยมา จวบจนปัจจุบัน เป็นเวลาร่วม 60 ปี ได้รับการกล่าวขานชื่นชมว่าเป็นรายการธรรมะทางวิทยุกระจายเสียงที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย กาลเวลาที่ผ่านมามิใช่เพียงแค่ผ่านไป แต่ได้สร้างสมมิตรภาพและความผูกพันอย่างแน่นแฟ้นระหว่างผู้ดำเนินรายการกับผู้ฟัง ข่าวการยุติการออกอากาศของคณะมิตรประชาฯ จึงสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ฟังรายการเป็นอย่างมาก

ถึงแม้เราท่านจะพยายามทำใจให้ยอมรับว่า ในระบบทุนนิยม การจัดสรรคลื่นความถี่ให้กับใครในช่วงเวลาใดนั้น จะพิจารณาจากตัวเลขผลตอบแทนที่ผู้จัดรายการเสนอให้กับสถานีเจ้าของคลื่นวิทยุ ผู้ใดเสนอผลประโยชน์ให้มากกว่า ผู้นั้นก็ชนะการประมูล แต่ก็อดเสียดายไม่ได้ที่รายการดี ๆ กลับไม่มีพื้นที่ให้ออกอากาศ

หากมองในเชิงพาณิชย์เพียงมิติเดียว คงเป็นเรื่องยากลำบากไม่น้อยสำหรับคณะมิตรประชาฯ ที่จะไปแข่งขันช่วงชิงคลื่นวิทยุด้วยการเสนอผลตอบแทนสูง ๆ ให้กับสถานีเจ้าของคลื่น  ผู้ที่ติดตามรับฟังรายการมานานย่อมทราบดีว่า เงินที่คณะมิตรประชาฯ จัดหามาชำระค่าเช่าสถานีในแต่ละเดือนนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการช่วยโฆษณาสินค้าให้กับห้างร้านต่าง ๆ โดยเรียกเก็บค่าโฆษณาเพียงน้อยนิด เสมือนช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย อีกส่วนหนึ่งเป็นเงินที่ผู้ฟังรายการบริจาคช่วยค่าสถานี ที่เรียกกันติดปากว่า อุปถัมภ์รายการธรรมะ  ลักษณะการจัดรายการ เน้นหนักไปด้านการเผยแผ่ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เชิญชวนให้เช่าบูชาวัตถุมงคล ไม่สนับสนุนให้หลงงมงายในเครื่องรางของขลังหรืออิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ไม่ขายอาหารเสริมหรือผลิตภัณฑ์ชูกำลัง การจัดรายการที่เน้นการให้ความรู้เป็นหลักในลักษณะนี้ จึงไม่สร้างเสริมรายได้ ในบางเดือน เงินในกองทุนอุปถัมภ์รายการธรรมะร่อยหรอลงจนน่าเป็นห่วง แต่ก็ประคองตัวรอดมาได้ทุกครั้งด้วยแรงศรัทธาของแฟนรายการ ช่วยสนับสนุนเพื่อให้รายการดี ๆ มีพื้นที่ยืนในสังคม

ในขณะที่ผลตอบแทนในเชิงพาณิชย์เป็นไปอย่างจำกัด แต่ในทางตรงกันข้าม ผลตอบแทนหรือประโยชน์ที่สังคมได้รับ กลับทวีคูณเพิ่มมากขึ้นโดยไม่อาจประเมินเป็นตัวเลขได้ หลาย ๆ ชีวิต หลาย ๆ ครอบครัว เปลี่ยนไปหลังจากที่ได้ติดตามฟังรายการธรรมะของคณะมิตรประชาฯ เริ่มหันมาสำรวจตนเอง สิ่งใดบกพร่องก็แก้ไขปรับปรุง สิ่งใดที่ดีอยู่แล้วก็ทำให้เจริญงอกงามขึ้นไปอีก เชื่อว่าบุญบาปมีจริง รู้จักให้อภัย อโหสิให้กับผู้ที่เคยล่วงเกินทำร้าย มีความมุมานะอุตสาหะในการประกอบสัมมาชีพ มีกำลังใจเข้มแข็งที่จะฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ก็มองเห็นว่าเป็นธรรมดาของโลก รู้จักปล่อยวาง ฯลฯ

ในแต่ละวัน ผู้ฟังรายการจำนวนมาก มอบความไว้วางใจ ส่งเงินมาที่สถานีวิทยุทหารอากาศ 01 มีนบุรี เพื่อให้คุณยุทธนา เพ็งปาน และคณะมิตรประชาฯ ช่วยรับเป็นธุระนำไปทำบุญให้  วัดจำนวนนับร้อยนับพันแห่งในชนบทห่างไกล ได้รับอานิสงส์จากผ้าป่าที่คณะมิตรประชาฯ จัดไปทอดถวาย นำไปสร้างโบสถ์ วิหาร พระประธาน ศาลาการเปรียญ ศาลาปฏิบัติธรรม เมรุเผาศพ หอระฆัง รั้วกำแพง ถนนทางเดิน สะพาน ห้องสุขา สระน้ำ แทงค์น้ำ อาคารเรียน ห้องสมุด ฯลฯ ปรากฏเป็นรูปธรรมอยู่จนถึงทุกวันนี้ มีการจัดตั้งกองทุนภัตตาหาร กองทุนการศึกษา กองทุนสงฆ์อาพาธ สำหรับพระภิกษุสามเณร เด็กนักเรียนในชนบทห่างไกล ได้รับความช่วยเหลือด้านทุนการศึกษา อุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา จากกองทุนสงบ (อนามิส) แจ่มพัฒน์ ซึ่งเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่ขาดแคลนและด้อยโอกาส โรงพยาบาลหลายแห่ง รวมถึงโรงพยาบาลภูมิพลในสังกัดกองทัพอากาศ ก็เคยได้รับเงินบริจาคจากผ้าป่าที่คณะมิตรประชาฯ จัดไปทอด เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้อนาถา สร้างหอผู้ป่วย จัดซื้อเครื่องมือแพทย์ ฯลฯ อย่าว่าแต่การช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แม้แต่โค-กระบือ จำนวนไม่น้อย ก็รอดตายจากกองทุนไถ่ชีวิตโค-กระบือ

กล่าวได้ว่า การเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของคณะมิตรประชาฯ ช่วยชักนำผู้ที่มีจิตเป็นกุศลจากทุกสารทิศให้มารวมกัน เสียสละกำลังกาย กำลังสติปัญญา กำลังทรัพย์ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้กับสังคมและประเทศชาติ เป็นการเสียสละด้วยจิตอันบริสุทธิ์เพียงเพื่อต้องการสงเคราะห์ผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ โดยมิต้องโน้มน้าวด้วยการอ้างสวรรค์หรือความมั่งคั่งร่ำรวยในชาตินี้ชาติหน้าเป็นสิ่งจูงใจ  ตลอดระยะเวลาอันยาวนานกว่า 60 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างมิตรภาพ ความผูกพัน ความไว้เนื้อเชื่อใจ ความเอื้ออาทร ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตามหลักการพัฒนาแบบ "บวร" คือ บ้าน-วัด-โรงเรียน ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานแนวทางไว้


การสิ้นสุดลงของคณะมิตรประชาฯ  ย่อมส่งผลกระทบในเชิงลบเป็นวงกว้าง เมื่อห่วงโซ่แห่งความสัมพันธ์อันมีคณะมิตรประชาฯ เป็นศูนย์กลางถูกแยกออกจากกัน  บรรดาความช่วยเหลือต่าง ๆ ของผู้มีจิตอันเป็นกุศลย่อมส่งไม่ถึงมือผู้รับ ผู้ที่มองผลตอบแทนเพียงตัวเลขในเชิงพาณิชย์  ย่อมไม่อาจเข้าถึงหรือเข้าใจได้ ทำให้นึกเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น ครั้งหนึ่งสถานีรถไฟคิวชิราทากิ (Kyu-shirataki) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือห่างไกลของเกาะฮอกไกโด ยอมเปิดบริการเดินรถเพียงเพื่อรับ-ส่งนักเรียนหญิงที่เป็นผู้โดยสารเพียงคนเดียวจนจบการศึกษา สถานีคิวชิราทากิแห่งนี้ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2498 ตามคำร้องขอของชาวบ้านเพื่อให้ลูกหลานมีรถไฟโดยสารไปโรงเรียน ต่อมาทางการรถไฟฮอกไกโด มีความจำเป็นต้องปิดสถานีในปี พ.ศ. 2556 เนื่องจากแทบไม่มีผู้โดยสาร แต่ได้เปลี่ยนใจเดินรถต่อไปอีก 3 ปี จนถึงปี พ.ศ. 2559 เมื่อพบว่า ยังมีเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งต้องใช้ทางรถไฟสายนี้เดินทางไปโรงเรียนอยู่เป็นประจำ ข่าวนี้เป็นที่ชื่นชมของชาวญี่ปุ่นและผู้คนในอารยประเทศ จึงไม่แปลกใจเลยว่า เหตุใด ญี่ปุ่นจึงเป็นชาติที่เข้มแข็งและสามารถพัฒนาประเทศไปอย่างรวดเร็วและยั่งยืน


ในประเทศไทยของเราก็เช่นกัน หากเอาแต่ประเมินคุณค่าของทุกสิ่งทุกอย่างเป็นตัวเงินไปเสียหมด เราคงไม่มีสวนลุมพินี เพราะทำเลที่ตั้งมีมูลค่ามหาศาลยิ่งกว่าทองคำ  แต่ด้วยพระวิสัยทัศน์ที่ละเอียดอ่อนลึกซึ้ง และพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านได้พระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ให้เป็นรมณียสถานสำหรับพสกนิกร จึงทำให้ลูกหลานไทยทุกวันนี้ มีสวนสาธารณะขนาดใหญ่กลางใจเมือง สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกาย และทำกิจกรรมต่าง ๆ ในขณะที่พื้นที่โดยรอบ พากันกลายสภาพเป็นโรงแรมและห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยเฉพาะกลุ่ม


วันศุกร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2560 เวลา 10:45 น. หลังจากดำเนินรายการมาถึงช่วงท้าย คุณยุทธนา เพ็งปาน ได้กล่าวอำลาสถานีเพียงสั้น ๆ ด้วยความตื้นตันใจ พร้อมกับอนุโมทนาบุญกับทุก ๆ ท่านที่เคยร่วมทำบุญกับคณะมิตรประชาฯ ด้วยคำอนุโมทนาอันคุ้นหู คือ "บุญกุศลใดก็ตาม ที่ได้ทำมาแล้วในอดีตหรือกำลังสร้างสมบุญบารมีอยู่ในขณะนี้ ปัจจุบันนี้ ขอจงเป็นตบะ เดชะ พลวปัจจัย ให้ทุกท่านทุกคน ได้มองเห็นความทุกข์..." จากนั้น อำลาผู้ฟังรายการด้วยเพลง “ลาก่อนสำหรับวันนี้” ขับร้องโดยคุณสุเทพ วงศ์กำแหง และ คุณสวลี ผกาพันธุ์

วันเสาร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2560 คุณสุวัชชัย นิ่มแย้ม ตอบจดหมายผู้ที่ส่งปัจจัยมาร่วมทำบุญกับทางรายการเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้น อำลาผู้ฟังด้วยเพลง “จำจากจร” ของวงชาตรี

คณะมิตรประชา ทอ. 01 มีนบุรี (เดิมคือ 01 บางซื่อ) ซึ่งถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปีพุทธศักราชสองพันห้าร้อยเศษ ได้ปิดฉากลงในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2560 ระยะเวลาร่วมหกสิบปี หากเปรียบกับชีวิตคนเรา ก็เหมือนทำงานจนถึงวัยเกษียณ จากนี้ไป คงเหลือไว้แต่เพียงความทรงจำอันสวยงาม สถิตในใจของผู้ฟังทุกท่านตราบนิรันดร์