วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2554

'การเดิน' ของพระอริยเจ้า

อภิญญา แปลว่า ความรู้ยิ่ง (supernatural knowledge) คือความสามารถรู้สิ่งที่คนธรรมดารู้ไม่ได้ สามารถทำสิ่งที่คนธรรมดาทำไม่ได้ แต่เป็นของธรรมดาสำหรับท่านผู้ได้บรรลุแล้ว

อภิญญามีหกประการ ได้แก่
1.  อิทธิวิธี  การแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ เช่น คนเดียวทำเป็นหลายคนได้ ทำที่มืดให้สว่างได้ เมื่อต้องการจะไป ณ ที่ใดไม่มีอะไรขวางได้ เดินบนน้ำได้เหมือนเดินบนดิน ไปในอากาศได้เหมือนนก ย่นระยะทางได้ ฯลฯ
2.  ทิพโสต  ฟังได้ทั้งเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งระยะใกล้และไกล
3.  เจโตปริยญาณ  การล่วงรู้จิตใจผู้อื่นว่ามีจิตอย่างไร คิดอะไร
4.  ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ  ระลึกชาติแต่หนหลังได้
5.  จุตูปปาตญาณ  สามารถมองเห็นสัตว์ทั้งหลายผู้จุติอยู่เป็นอันมาก ใครไปเกิดที่ไหนด้วยกรรมอะไร
6.  อาสวักขยญาณ  ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ คือญาณในอริยสัจสี่ หรือปฏิจจสมุปบาท

อภิญญาห้าประการแรกเป็นโลกียอภิญญา ปุถุชนก็มีได้ ส่วนประการสุดท้ายเป็นโลกุตรอภิญญา มีได้เฉพาะพระอรหันต์เท่านั้น

พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
วัดท่าซุง  จ.อุทัยธานี
พระราชพรหมยาน หรือหลวงพ่อฤาษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี ได้เคยเล่าให้ลูกศิษย์ของท่านฟังว่า เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2484 ท่านได้มีโอกาสเดินธุดงค์ไปถึงป่าแถบเมืองเชียงตุง ได้พบเจดีย์ยอดด้วนองค์หนึ่ง เป็นเจดีย์เก่า อยู่ใกล้ต้นยางใหญ่  ท่านและเพื่อนสหธรรมิกร่วมธุดงค์ด้วยกันอีกสองรูปตัดสินใจว่าจะอาศัยเขตเจดีย์เป็นที่จำวัด เนื่องด้วยรอบบริเวณนั้นมีต้นไม้ใหญ่เป็นที่ร่มรื่นและอยู่ใกล้ภูเขา  เมื่อท่านเดินเข้าไปใกล้องค์เจดีย์ ก็ปรากฏพระภิกษุรูปหนึ่งออกมาต้อนรับท่านและคณะด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

หลวงพ่อฤาษีลิงดำได้ถามพระคุณเจ้ารูปนั้นว่าอยู่ที่นี่นานแล้วหรือ ท่านตอบว่าอยู่นานแล้ว ถามว่าแถบนี้มีบ้านเรือนผู้คนหรือไม่ ท่านตอบว่าไม่มี  จึงถามว่าแล้วอาหารบริโภคของพระคุณเจ้าได้มาจากที่ใด ท่านตอบว่าได้มาจากบ้าน ท่านเดินจนชินแล้ว จะไกลเพียงใดท่านเดินสักพักหนึ่งก็ถึงแล้ว

พอเวลาเช้า พระคุณเจ้ารูปนั้นก็ห่มจีวร สะพายบาตรเดินออกไปหลังเขา หายไปสักสิบกว่านาที ก็กลับมาพร้อมกับอาหารหลายอย่าง มาอยู่กับท่าน 2-3 วัน ท่านก็ออกบิณฑบาตมาเลี้ยงทุกวัน

เมื่ออาศัยอยู่กับท่าน ก็ได้คุยกันในฐานะนักปฏิบัติด้วยกัน รู้สึกว่าท่านมีความรู้ดีมาก มานั่งนึกในใจว่า นี่เราพบพระอรหันต์เข้าแล้วหรือนี่ พอนึกเพียงเท่านี้ ท่านก็ยิ้ม บอกว่านึกอย่างนั้นไม่ถูก เราไม่ควรนึกว่าคนอื่นเขาจะเป็นอะไร ใครเขาจะเป็นอะไรก็ช่างเขา ข้อสำคัญเราชำระจิตใจของเราให้สะอาดเป็นพอ

วันที่ลาท่านกลับ ท่านถามว่าจะไปไหน ก็ตอบไปว่าตั้งใจจะไปขึ้นรถไฟที่ลำปาง  ท่านก็ชวนออกมานอกถ้ำที่ท่านอาศัยอยู่ แล้วชี้ให้ดูยอดเจดีย์ บอกว่าเจดีย์องค์นี้เป็นเจดีย์เก่ามาก  ต่อจากนี้ไป ถ้าจะมาเยี่ยมเยียนท่าน ก็ให้สังเกตยอดเจดีย์ให้ดี เจดีย์ตั้งอยู่ตรงนี้ เขาตั้งอยู่หลังเจดีย์ แล้วต้นยางต้นนี้ตั้งอยู่ด้านขวาของเจดีย์ หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ท่านชี้ให้ดูยอดเจดีย์จนเพลิน แล้วจู่ ๆ ท่านก็พูดว่า ถึงสถานีลำปางแล้ว

พอท่านพูดขึ้นมาว่าถึงสถานีลำปางแล้วเท่านั้น ก็มองเห็นรถไฟวิ่งไปวิ่งมา กำลังสับเปลี่ยนราง ก็ตกใจ พูดคุยกันเบา ๆ กับเพื่อนสหธรรมิกว่า พระองค์นี้เป็นพระอรหันต์ทรงปฏิสัมภิทาญาณ  เพียงพูดกันเบา ๆ เท่านั้น ท่านก็หันมายิ้ม เตือนอีกว่าอย่าสนใจกับคนอื่นสิขอรับ สนใจใจของท่านเองดีกว่า ชำระจิตให้สะอาดเป็นดี คนอื่นจะดีจะชั่วก็เรื่องของเขา

เมื่อถึงสถานีรถไฟลำปาง ท่านก็พาแวะเข้าไปในร้านขายอาหารแห่งหนึ่ง เมื่อฉันเสร็จ เจ้าของร้านก็บอกว่ามีเจ้าภาพชำระค่าอาหารให้แล้ว เมื่อจะขึ้นรถไฟ ก็มีโยมผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาถวายตั๋วรถไฟมาลงที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตรงตามที่พระคุณเจ้าท่านบอกไว้ล่วงหน้าทุกประการ เป็นเรื่องอัศจรรย์

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
ขณะจำพรรษาอยู่ ณ วัดบางนมโค  อ.เสนา  จ.พระนครศรีอยุธยา
พ.ศ. 2481
อีกเรื่องหนึ่งที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำได้เล่าให้ฟัง เป็นเรื่องหลวงพ่อจงเดินจากวัดหน้าต่างนอกมาวัดบางนมโค  เรื่องมีอยู่ว่า...

ครั้งหนึ่ง สมัยที่หลวงพ่อปานยังมีชีวิตอยู่ วัดบางนมโคได้จัดงานฉลองศาลาและมีสวดมนต์เย็น  พระอื่นมากันครบแล้ว ขาดแต่หลวงพ่อจง  หลวงพ่อปานจึงให้หลวงพ่อฤาษีลิงดำพาคนเรือ นำเรือเร็วไปรับหลวงพ่อจงมาจากวัดหน้าต่างนอก  เมื่อไปถึง ปรากฏว่ามีแขกมารอพบหลวงพ่อจงเพื่อให้ท่านรดน้ำมนต์  ท่านจึงบอกหลวงพ่อฤาษีลิงดำให้นำเรือกลับไปก่อน อีกสักพักหนึ่งหลังจากรดน้ำมนต์ให้ญาติโยมเสร็จ ท่านจะเดินไปวัดบางนมโคเอง

พระครูวิหารกิจจานุการ (หลวงพ่อปาน โสนันโท)
วัดบางนมโค  อ.เสนา  จ.พระนครศรีอยุธยา
หลวงพ่อฤาษีลิงดำเห็นว่าระยะทางจากวัดหน้าต่างนอกไปวัดบางนมโคก็ประมาณสี่กิโลเมตร เรือเร็ววิ่งประมาณสิบกว่านาที แต่ถ้าเดินก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมง อีกทั้งใกล้จะถึงเวลาเริ่มพิธีแล้ว  ท่านจึงจอดเรือรอ แต่หลวงพ่อจงบอกว่าไม่ต้องรอ ให้กลับไปก่อน แล้วหลวงพ่อจะรีบเดินตามไปให้ทันพิธี

เมื่อหลวงพ่อฤาษีลิงดำกลับมาถึงวัดบางนมโค ก็ขึ้นไปกราบรายงานหลวงพ่อปานว่า หลวงพ่อจงกำลังรดน้ำมนต์อยู่ นิมนต์ให้ท่านมาเรือ ท่านก็ไม่มา ท่านจะเดินมา อีกสักครู่ท่านคงจะมาถึง  หลวงพ่อปานได้ฟังก็ยิ้ม หัวเราะชอบใจ บอกว่า นี่เจ้าลิงดำ หลวงพ่อจงเล่นตลกกับแกเสียแล้ว แกไปดูบนศาลาสิ ก็เลยกราบท่านแล้วขึ้นไปดูบนศาลา ปรากฏว่าหลวงพ่อจงนั่งอยู่บนอาสนะ นั่งหน้าพระรูปอื่นทั้งหมด เพราะท่านมีอาวุโสมาก  หลวงพ่อฤาษีลิงดำจึงเข้าไปกราบ ท่านจึงถามว่ามานานแล้วรึ  ก็กราบเรียนท่านไปว่าเพิ่งมาถึง ไปหาหลวงพ่อปานสักสองนาทีแล้วก็ขึ้นมาบนศาลานี่

เลยมานั่งสงสัยว่าหลวงพ่อจงท่านเดินยังไง คนหนุ่ม ๆ ยังเดินตั้งเกือบชั่วโมง ก็เมื่อไปถึงวัดหน้าต่างนอกตอนนั้น หลวงพ่อจงกำลังจะรดน้ำมนต์ แต่ท่านมาถึงวัดบางนมโคก่อนเรือเร็วของหลวงพ่อฤาษีลิงดำเสียอีก  ขณะที่กำลังคิดสงสัยอยู่นั้น หลวงพ่อจงก็ถามว่าแปลกใจรึ  ท่านบอกว่าไม่มีอะไรแปลก พระในพระพุทธศาสนาถ้าปฏิบัติถึงขั้นก็เดินเก่งกันทุกคน ถ้าปฏิบัติยังไม่ถึงก็ยังเดินไม่เก่ง

พระอธิการจง พุทฺธสโร
วัดหน้าต่างนอก  จ.พระนครศรีอยุธยา
หลวงพ่อจง พุทฺธสโร แห่งวัดหน้าต่างนอกนี้ ท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก เชื่อกันว่าท่านเป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทา ทรงอภิญญาสมาบัติ มีฤทธิ์มาก  ท่านเป็นหนึ่งใน 21 ยอดพระอริยคณาจารย์ที่ได้รับนิมนต์เข้าร่วมพิธีมหาพุทธาภิเษกที่วัดราชบพิธ เมื่อปี พ.ศ. 2481  และในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ท่านเป็นที่พึ่งของชาวบ้านจากทั่วทุกสารทิศที่หลั่งไหลกันมาขอบารมีท่านช่วยปกป้องคุ้มครองให้รอดพ้นจากภัยสงคราม

มีเรื่องเล่าในทำนองเดียวกันเกี่ยวกับหลวงปู่สี ฉนฺทสิริ วัดเขาถ้ำบุญนาค อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์  หลวงตาแว่น พระหลานชายของท่านเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งได้ติดตามหลวงปู่สีไปอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี หลังจากฉันภัตตาหารเช้าเสร็จ ท่านก็ออกเดินทางกลับวัด โดยบอกให้หลวงตาแว่นเดินหน้า หลวงปู่สีเดินตามหลัง พอเดินมาถึงตำบลช่องแค จังหวัดนครสวรรค์ ปรากฏว่ายังไม่เที่ยง ทันเวลาฉันเพลพอดี

จากอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ถึงตำบลช่องแค อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ระยะทางเกือบสองร้อยกิโลเมตร ถ้านั่งรถยนต์ขับเร็ว ๆ ก็ใช้เวลาร่วมสามชั่วโมง แต่หลวงปู่สีท่าน "เดิน" ถึงช่องแคทันฉันเพลได้ เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ยิ่ง

หลวงปู่สี ฉนฺทสิริ
วัดเขาถ้ำบุญนาค  อ.ตาคลี  จ.นครสวรรค์
หลวงปู่สีท่านเป็นชาวอำเภอรัตนะ จังหวัดสุรินทร์ เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2392 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อท่านมรณภาพในปี พ.ศ. 2520 นั้น มีอายุได้ 128 ปี เป็นพระเถระที่มีพรรษากาลสูงมากรูปหนึ่ง วัตถุมงคลของท่านไม่เป็นสองรองใคร

อีกเรื่องหนึ่ง จากหนังสือ ฐานสโมบูชา บันทึกโดยคุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต  เกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของหลวงปู่ชอบ ฐานสโม แห่งวัดป่าสัมมานุสรณ์ อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
วัดป่าสัมมานุสรณ์  อ.วังสะพุง  จ.เลย
คุณหญิงสุรีพันธุ์ท่านเล่าว่า ในราวต้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2537 หลวงปู่ชอบตามคุณหญิงไปพบเพื่อให้ช่วยจัดพิมพ์หนังสือปาฏิโมกข์ เป็นหนังสือเกี่ยวกับพระวินัยที่พระภิกษุจะต้องสวดเวลาลงปาฏิโมกข์ในวันพระ จำนวน 84,000 เล่ม ให้เสร็จทันถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันฉัตรมงคล 5 พฤษภาคม

เมื่อรับคำครูบาอาจารย์แล้ว คุณหญิงจึงรีบเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งท่านเป็นองค์ประธานมหามกุฏราชวิทยาลัย เพื่อทูลขออนุญาตจัดพิมพ์หนังสือตามคำขอของหลวงปู่  สมเด็จฯ ท่านก็ทรงพระเมตตาและประธานคำ "ธรรมทานานุโมทนา" ให้ด้วย
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร  กรุงเทพมหานคร
น่าแปลก..เป็นเพราะบารมีของหลวงปู่โดยแท้ ทั้ง ๆ ที่คุณหญิงและคณะฯ เพิ่งเสร็จจากงานบุญ ทั้งกฐินและผ้าป่าหลายงานติดกัน แต่พอบอกต่อเรื่องงานที่หลวงปู่จะให้จัดพิมพ์หนังสือ เพียงไม่กี่วันก็สามารถหาเงินได้ล้านกว่าบาท พอที่จะเป็นค่าพิมพ์หนังสือ อีกทั้งโรงพิมพ์ก็ช่วยจัดพิมพ์ให้ในราคาพิเศษ ใช้กระดาษอย่างดี หน้าปกทองแถมหุ้มพลาสติกด้วย ประมาณปลายเดือนเมษายน หนังสือก็เสร็จเรียบร้อย

คุณหญิงท่านได้แบ่งหนังสือจำนวนหนึ่งไว้ที่กรุงเทพฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเตรียมจะถวายสมเด็จพระสังฆราชและพระเถระชั้นผู้ใหญ่เพื่อทรงแจกจ่ายไปทั่วประเทศ อีกส่วนนำไปถวายหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ที่วัดโคกมน พร้อมทั้งนำรายชื่อผู้ที่ร่วมกันจัดพิมพ์หนังสือเพื่อให้หลวงปู่แผ่เมตตาให้กับผู้บริจาคทุกท่านด้วย

คณะของคุณหญิงไปถึงวัดโคกมนก็เป็นเวลาเกือบมืดแล้ว พระที่วัดได้ให้ไปรอที่ศาลาซึ่งมีรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่ตั้งอยู่ แล้วชาวบ้านกับพระก็เอาเสื่อมาปูให้นั่ง เป็นเสื่อเก่าที่ผ่านการใช้งานมานานจนขาดและมีกลิ่นอับ คุณหญิงท่านก็นึกแปลกใจเพราะสภาพเสื่อไม่เหมาะที่จะนำมารับแขก แต่ก็คิดว่าคงจะดีที่สุดที่พอจะหาได้ในขณะนั้น

รอที่ศาลาสักครู่ พระก็เข็นรถหลวงปู่มาที่ศาลา คุณหญิงและคณะก็ได้กราบรายงานเกี่ยวกับหนังสือที่จัดพิมพ์และขอให้หลวงปู่แผ่เมตตาให้กับผู้บริจาค  คุณหญิงท่านเล่าว่า ขณะนั้น ภายในศาลามืดมาก มืดจนเพื่อนคนหนึ่งในคณะต้องนำไฟฉายมาส่องขณะอ่านรายชื่อผู้ร่วมบริจาคตั้งแต่หมื่นบาทขึ้นไปให้หลวงปู่ฟัง ก็แปลกใจที่พระท่านยังไม่เปิดไฟทั้ง ๆ ที่ภายนอกศาลาก็มืดแล้ว

หลังจากพักค้างแรมที่วัดหนึ่งคืน คณะของคุณหญิงได้ถวายภัตตาหารเช้าหลวงปู่ และกราบลาท่านกลับกรุงเทพฯ  รถของคุณหญิงแวะเติมน้ำมันจนเต็มถังแถวบ้านสีดาก่อนถึงนครราชสีมา และแวะซื้อผลไม้ที่ปากช่อง ก่อนออกรถ คุณหญิงก็พูดดัง ๆ ขึ้นว่า "ดูซิว่าจากปากช่อง เราจะใช้เวลาเท่าไร นี่เวลานี้หกโมงครึ่งนะ"

เรื่องแปลกเกิดขึ้นคือ ทั้ง ๆ ที่รถของคุณหญิงใช้ความเร็วเฉลี่ย 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และขณะนั้น ย่านรังสิตก็มีการก่อสร้างทาง ทำให้การจราจรติดขัด แต่รถก็วิ่งเข้ากรุงเทพฯ อย่างราบรื่นโดยไม่ติดสัญญาณไฟแดงที่ใดเลย และมาถึงบ้านลาดพร้าวของคุณหญิง เป็นเวลาทุ่มครึ่ง เท่ากับว่าใช้เวลาเดินทางจากปากช่องถึงลาดพร้าวเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น

น้ำมันรถที่เติมไว้เต็มถังที่บ้านสีดา ซึ่งห่างจากกรุงเทพฯ ราว 300 กิโลเมตร ก็ไม่ได้พร่องลงเลย ภายหลังนำรถส่งคืนเจ้าของ เจ้าของรถบอกว่าน้ำมันที่เหลืออยู่ในรถนั้น สามารถใช้ต่อในกรุงเทพฯ ได้อีกเจ็ดวัน

เรื่องนี้ยังมีต่ออีกว่า น้องคนหนึ่งที่ร่วมเดินทางไปด้วย ชื่อคุณศรีเพ็ญ เป็นคนถ่ายรูป ได้ส่งข่าวมาว่า รูปที่ถ่ายวันที่ไปกราบหลวงปู่นั้น ภายในศาลาดูสว่างเหมือนเวลาบ่าย และมีแสงจากดวงไฟบนเพดาน เป็นลำแสงสีฟ้า ซึ่งความจริงแล้วในเวลานั้น บนศาลามืดมาก และพระท่านยังไม่ได้เปิดไฟ กระทั่งจะอ่านหนังสือยังต้องใช้ไฟฉายช่วยส่อง  ที่น่าแปลกคือ ในภาพนั้น คณะของคุณหญิงนั่งบนเสื่อขาดเก่า ๆ ผืนเล็ก ๆ  แต่อีกรูปหนึ่งที่ถ่ายมา กลับเป็นภาพที่คณะของคุณหญิงกำลังนั่งบนเสื่อจันทบูรผืนยาว สีแดง ใหม่เอี่ยม  ทำให้คิดไปว่า คงเป็นผลแห่งบุญที่ได้กระทำ แม้ในโลกแห่งความเป็นจริง จะนั่งอยู่บนเสื่อผืนเก่า แต่ในโลกทิพย์ กำลังนั่งอยู่บนเสื่อจันทบูรสีแดงผืนใหม่เอี่ยม

ความแปลกอีกประการหนึ่งคือ ในรูปนั้นปรากฏใครไม่ทราบนั่งซ้อนทับคณะของคุณหญิงอยู่ กำลังกราบรูปปั้นหลวงปู่ในศาลา ในท่านั่งกระหย่ง เห็นแต่เท้าขนาดใหญ่สามเท้า ซึ่งไม่ใช่ขนาดเท้าของมนุษย์เรา หลายรูปปรากฏภาพแปลก ๆ อย่างเช่น ในความเป็นจริง พระที่ปรนนิบัติหลวงปู่มีอยู่เพียงสองท่าน แต่ในรูปจะมีพระรางเลือนอีกหลายท่าน  คงจะเป็นเทพยดาที่เคยบวชเป็นพระมาก่อน มาเฝ้าปรนนิบัติหลวงปู่อยู่ด้วย ทำให้เริ่มเข้าใจว่า ทำไมหลวงปู่ท่านจึงอยู่ในบริเวณที่มืด ๆ ได้อย่างสบาย เพราะในขณะที่เราเห็นเป็นที่มืดนั้น แต่สำหรับหลวงปู่ กลับเป็นโลกที่สว่างด้วยแสงเทพตลอดเวลา

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น